Mazda BT 50 1.9 SP Hi Racer  หรูหราแตกต่างจากฝาแฝด

ตั้งแต่มาสด้า บีที 50 รุ่นใหม่ ออกมาเปิดตัว สิ่งที่หลายคนพูดถึงกลับน่าเสียดายไม่ใช่เรื่องของหน้าตาที่ออกมาดูดีลงตัว ประเด็นที่ทุกคนต่างจะเป็นห่วงพูดถึงอย่างมาก คือเรื่องความเหมือนหรือแตกต่างจากแบรนด์ฝาแฝดของมันอย่างไรบ้าง จนหลายคนอาจจะลืมไปว่า นี่คือรถที่พัฒนาจากสุดยอดกระบะขายดี ที่อยู่คู่คนไทยมานานา

Mazda BT 50  ใหม่ กลับมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแง่การออกแบบตัวรถที่ดูไฉไลตรงใจลูกค้ามากขึ้น หลังตกขบวนงานออกแบบไปนานหลายปี จนลูกค้าขยักหัวกันงง ทำไม มาสด้าไม่เอาหน้าค่าตา  SUV   ที่ออกแบบมาโคตรดูดีมาใส่กระบะ ทั้งที่เส้นสายดังกล่าวเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2012 ใช้ในมาสด้า ซีเอ็กซ์ 5 เป็นรุ่นแรก

การกลับมาครั้งนี้ ทีมออกแบบมาสด้า เผยว่า ในที่สุดเส้นสายโคโดะ ดีไซน์ ก็ได้ฤกษ์ใช้ในกระบะสักที หลังจากวุ่นกับรถอเนกประสงค์มาพักใหญ่ รายละเอียดงานออกแบบ ค่อนข้างกระเดียดมาทาง ซีเอ็กซ์ 8 ผู้พี่ ที่ออกมาตอบโจทย์ก่อนหน้านี้ กระบะหน้ายิ้มที่หลายคนจำได้ในรุ่นเดิม เปลี่ยนมาเป็นหน้าหรู ดูมีเสน่ห์แตกต่างจากที่ผ่านมา

กระจังหน้าขนาดใหญ่ สีเทK ให้ความหรูหรา มีคิ้วโครเมียมรับช่วงกระจังหน้า เทียบกับฝาแฝดของมันให้ความรู้สึกแตกต่าง ดูพร้อมสำหรับทุกงานที่คุณจะต้องเอาเจ้า กระบะคันนี้ออกไปขับขี่ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทางทีมออกแบบมาสด้า บอกว่า เขาต้องการให้รถคันนี้เหมาะกับทุกความต้องการของลูกค้า จะขับไปงานราตรีที่fรงแรมจอดหน้าล็อบบี้ ก็ไม่ดูเป็นเศรษฐีภูธรเกินไป จะออกไปลุยก็ดูแล้วยังลงตัว

แนวความคิดดังกล่าวเรียกว่า   Built for Dress and Jean มันออกมาตอบโจทย์ เข้ากันได้ในแบบที่ไม่มีกระบะคันไหนทำได้มาก่อน

ความตั้งใจของมาสด้า ในการออกแบบทำให้พวกเขากล้าที่จะใส่ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ และ ไฟ  LED   มาในรถทุกรุ่นตั้งแต่เริ่มต้น ในเวอร์ชั่นขับ 2 ยกสูงยังคงถูกเรียกว่า   Hi-Racer   เหมือนเดิม ทุกรุ่นติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย 5 ก้าน บางคนเห็นแม็กอาจบอกว่าเชยระเบิด นั้นอาจจะเพราะ ลายแบบนี้ ไม่ค่อยนิยมแล้วในวันนี้ (ถ้าช่วงยุค90ล่ะก็ไม่แน่) ความเห็นส่วนตัวกลับมองว่า มันก็แปลกแตกต่างดี ข่าวดี คือล้อ 18 นิ้ว ลายนี้ ใช้ตั้งแต่รุ่น   Hi-Racer   จนถึงขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้ความรู้สึกทรงคุณค่าจะซื้อรุ่นไหนก็ได้ลายเดียวกัน

ด้วยการนำเจ้า  D-Max   มาถอดรูป ทำให้มาสด้า ไม่สามารถปรับบางสิ่งบางอย่างได้ อาทิ ไฟเลี้ยวที่ลงมาอยู่ทางด้านล่าง นั่นรวมถึงชุดไฟตัดหมอกวางไว้ในตำแหน่งเดียวกัน

รายละเอียดงานออกแบบทางด้านข้าง ดูมีความทรงพลัง น่าใช้งาน เทียบกับรุ่นเดิมก็ต้องยอมรับว่าความบึกบึนของมันน้อยลงไปสักหน่อย หากก็ดูดีในแบบที่กระบะคันหนึ่งจะให้ได้ รถมาพร้อมบันไดข้าง และ ราวหลังคาติดตั้งเพิ่มเติมในรุ่น  Mazda BT 50 1.9 SP   ด้านหลังฝาท้ายออกแบบเป็นทรงปั้มขึ้นรูป  เสียดายไฟท้ายไม่ใช่  LED  แบบฝาแฝด

ผมมองกลับในฐานะคนที่เคยผ่านการใช้กระบะมาก่อน ว่าไฟหลอดไส้แบบนี้ก็ ชีวิตง่ายดีเวลาต้องดูแลรักษา มันอาจไม่สวยงาม แต่ก็ใช่ว่าจะขี้เหร่เสียทีเดียว

เวลามีน้อย ก้าวขึ้นมาในห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว Mazda BT 50 1.9 SP Hi-Racer   คันนี้เพิ่มความแตกต่างด้วยสไตล์เดียวกับตัวท๊อป ที่จริงนับรถกระบะในไทย ไม่มีค่ายไหนใจกล้าทำสีอื่นนอกจากสีดำมาก่อน (เว้นนิสสัน เมื่อครั้งตั้งแต่ D40 แล้วก็โดนคนบ่นเรื่องมันเลอะง่าย) สีเบจก็ไม่ได้ สีดำก็ซ้ำชาวบ้าน

มาสด้าเลยเลือก สีน้ำตาลเข้มจัดเต็มมาในห้องโดยสาร มันอาจดูแก่ไปบ้าง อารมณ์ เหมือนเดินเข้าห้องคุณตา แล้วพบว่าในห้องมีตู้ไม้เต็มไป หากก็ให้ความรู้สึกดูดีอบอุ่น ที่แน่ๆ ไม่เลอะง่าย หรือ เลอะก็จะไม่เด่นชัดแบบภายในสีเบจที่เคยมีคนพยายามทดลองใส่มาแล้ว

สีน้ำตาล ถูกตบแต่งเข้าตากับสีดำในหลายจุด อาที การเล่นพลาสติกสีดำเงา Piano Black ,พวงมาลัย,หน้าจอเครื่องเสียงขนาด 9 นิ้ว และรองรับการเชื่อมต่อ แถมมีพื้นที่นำทางในตัว,  รวมถึงกรอบและแผงข้างประตูบางส่วน

เบาะนั่งคนขับลองสัมผัสวันนี้ยังยืนยันคำเดิม ว่ามีความรู้สึกแตกต่างจาก ดีแม็กซ์ ลักษณะโครงสร้างอาจจะเดียวกัน เมื่อสัมผัสแผ่นหลังรู้สึกว่ามันมีขนาดใหญ่ ตลอดทริปนี้ขับกว่า 300 ก.ม. นั่งสบายไม่มีเมื่อย การปรับท่านั่งในรุ่น 1.9 SP   เป็นชุดเบาะไฟฟ้า 8 ทิศทาง  ที่เหนือกว่าอีซูซุ คือการมี  Lumbar Support   ที่ดันหลังมาให้ เพื่อทำให้ กระดูกสันหลังเราอยู่ในท่า  S Shape   ลดการเมื่อยหลัง เวลาขับรถนานๆ เป็นอุปกรณ์ใหม่ในรถมาสด้า ตั้งแต่เปิดตัวออกมาในมาสด้า 3 รุ่นล่าสุด

ของเล่นภายในยังมีระบบปรับอากาศแยกอิสระซ้าย-ขวา ช่องแอร์ตอนหลังมีมาให้ คนนั่งหลังขี้ร้อนไม่ต้องบ่น ความเย็นสบายจะได้พาไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ได้ง่าย

กลับมาที่คนขับยังได้กระจกมองหลัง ตัดแสงอัตโนมัติ ยามหน้าร้อนยังมีระบบ Remote Engine Start   และถ้าเลือกเกียร์ออโต้จะมีระบบ i-Stop  มาให้ใช้งานได้ด้วย

การทดลองขับ

วันนี้เส้นทางเรียบง่าย กทม.-ราชบุรี-กทม. ระยะทางรวมๆ 300 กิโลเมตร ขับกัน 3 คน พลัดกัน แล้วแต่ใครจะเป่ายิงฉุบได้ก่อน ทีแรกก็คิดว่าจะทำแบบนั้น เผอิญน้องๆ 2 คน ที่มานั่งกับผม บอกว่า อัญเชิญพี่ก่อนเลย เมื่อคืนทำงานดึก ก็เลยเป็นโอกาสดีที่จะได้หวดก่อน

ตลอดเวลาตั้งแต่เปิดตัวออกมา มาสด้า พยายามพร่ำบอกเราเสมอว่า มาสด้าและอีซูซุไม่ได้ต่างกันนะครับ รถก็ผลิตในโรงงานเดียวกัน สารตั้งต้นก็เหมือนกัน ทางด้านวิศวกรรมไม่ได้แปลกแตกต่างอะไรกันเลยจ้า

แต่ถามคุณ … คุณจะเชื่อเหรอว่าไม่มีความแตกต่างอย่างรุ่น  1.9 SP  Hi Racer   มีราคาแพงกว่า   Isuzu  D-Max 1.9 M Ddi  อยู่ราวๆ 40,000 บาท นั่นเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร เมื่อนับว่า ออพชั่นภายในก็ไม่ต่างกันนัก มีเพียง   Lumbar Support   เพิ่มเติมเข้ามา แล้วก็ปรับงานออกแบบภายนอกใหดูหรูหรา ขึ้น …เท่านั้น

มันเป็นแบบนั้นจริงหรือ เท่าที่ดูตอนนี้ ก็เหมือนจะจริง ท่ามกลางสเป็ครายละเอียดทางเทคนิคก็หาได้มีจุดไหนผิดเพี้ยน โดยเฉพาะเครื่องยนต์ 1.9 ลิตรให้กำลังขับสูงสุด 150 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที ทำแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สูงสุดที่ 1,800-3,600 รอบต่อนาที ส่งลงชุดเกียร์ ออโต้6 สปีด ให้อัตราทดเกียร์เดียวกันรวมถึงเฟืองท้าย

กดคันเร่งออกตัวเดินทาง สัมผัสแรก รู้สึกว่า มันออกตัวได้ดีกว่า D-Max  1.9  ที่เคยผ่านมือมา การตอบสนองคันเร่งแตกต่างจนพอรู้สึกทันที อาจจะไม่ได้เร็วแบบใส่กล่องคันเร่งไฟฟ้า แต่การตอบสนองคันเร่งรู้สึกดีกว่า อาการค่อนข้างใกล้เคียงความรู้สึกจาก  Isuzu  Mu-X   ที่เพิ่งจะนำมาขับไม่นานนี้ แม้จะข้าวของเดียวกันคาดว่าอาจจะมีการปรับโปรแรกมการตอบสนองคันเร่งเพิ่มเติม

ขับมาสักพักผมมานึกถึง สิ่งที่มาสด้าเคลมว่าเป็นกระบะประหยัดที่สุดในตลาดด้วยอัตราประหยัดสูงสุด 16.1 ก.ม./ลิตร ตามข้อมูลจาก  Eco Sticker   มากกว่า Isuzu  ที่ทำได้เพียง 15.6 ก.ม./ลิตร โดยประมาณ แถมยังปล่อยไอเสียน้อยกว่าเล็กน้อย

ผมย้อนนึกถึงโจทย์ว่าของเดียวกันมันไม่มีความแตกต่าง แต่อัตราประหยัดต่าง ส่วนเดียวที่จะทำให้มันต่างได้ คือ การเซทสมองกลเกียร์ ที่มีการจูนอัพแตกต่างกันออกไป ตามแต่ละแบรนด์ต้องการและมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ใช่ว่าจะทำไม่ได้

เท่าที่สังเกตในช่วงออกตัวเริ่มเร่งเครื่อง มาสด้าขึ้นเกียร์เร็วว่าเล็กน้อย ในทางกลับกันการตอบสนองต่อการคิกดาวน์ หรือเร่ง จะดูยานกว่าช้ากว่า คล้ายการเซทเกียร์ใน   Mu-X   อยู่เหมือนกัน

จากที่เคยขับดีแม็ก 1.9 เกียร์ออโต้มาก่อน เวลาเราเริ่มกดคันเร่งลงไปมาก เกียร์เริ่มทอนรอให้เรา 1 ตำแหน่ง เพื่อให้เร่งได้ง่ายขึ้น ไม่ช้าอืดอาด และถ้าต้องการอัตราเร่งเพิ่ม เวลาเดินคันเร่งมากกว่า 80% รถจะทอนลงไปอีกเกียร์ ใช้รอบเครื่องไปยังจุดแรงม้าสูงสุดทันที

เมื่อมาขับมาสด้า เรื่องนี้กลับไม่เกินขึ้น มาสด้า ดูจะพยายามเลี้ยงเกียร์ตำแหน่งสูงสุด ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เวลากดคันเร่งลงไป เกียร์จะไม่เปลี่ยนก่อน จนกว่ากว่าเราจะย่ำคันเร่ง เมื่อย่ำไปแล้ว จะใช้เวลา 1-2 วินาที ในการเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ

ข้อดี คือการทำแบบนี้ให้อัตราประหยัดที่ดีมาก กลับกันในแง่การตอบสนองอาจจะถือว่าแค่พอใช้ เช่นในจังหวะขึ้นเขาในสวนผึ้ง มาสด้าจะพยายามไต่เนินไปจนรอบเครื่องต่ำมากๆจึงจะเปลี่ยนเกียร์ กลับกันถ้าเป็นดีแม็ก สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ทางเขาเริ่มชันหนักๆ แล้ว

จังหวะเดียวกัน ยังเป็นอะไรที่น่าขบคิด ในการขับบนถนนสองเลนสวน  บางทีได้จังหวะแซง บดคันเร่งรถตอบสนองช้าไปนิด ทำให้เสียจังหวะ การแซงก็มีบ่อยครั้ง มาจากการตอบสนองที่ช้ากว่า

ผมเข้าใจว่าภาพที่มาสด้ามองผู้ใช้รถคงเป็นกลุ่ม  Life Style   ไม่ได้ บรรทุกหนักเพื่อการพาณิชย์ สิ่งที่ต้องการ เป็นความประหยัด ตอบการขับขี่  ผิดกับกลุ่มพันธมิตร ลูกค้าจะเป็นคนต่างจังหวัด ใช้งานบรรทุกค่อนข้างบ่อยกว่า

ทางด้านช่วงล่าง การเซทอัพในเชิงวิศวกรรมก็ไม่ต่างกันเลย ใช้ช่วงล่างด้านหน้าปีกนกอิสระ 2 ชั้นและด้านหลังเป็นแหนบหลายแผ่นซ้อน เป็นแบบ แหนบเทิร์นบนเพลา ในรุ่นขับสองยกสูง

 

จากที่ขับตลอดทริป ความโดดเด่นมาสด้า บีที 50 อยู่ที่เวลาขับบนถนนเรียบ มันกลายเป็นกระบะที่ค่อนข้างนั่งสบายพอสมควร โช๊คอัพ ดูจะตอบสนองเร็วกว่าของ อีซูซุ  เก็บรอยต่อ และ เส่นถนนได้ดี ไม่เพียงเท่านี้ ที่น่าชื่นชม เป็นเรื่องการเก็บเสียงในห้องโดยสารที่ดีกว่า ดีแม็กซ์อยู่บ้างจนพอรู้สึกได้

ช่วงล่างนั่งสบาย ห้องโดยสารที่เงียบ ทำให้มาสด้า บีที 50 ขับสบายพอสมควร จนกระทั่งเริ่มเข้าทางชนบท ทักทายด้วยหลุมบ่อ และการทำถนน มาดส้า บีที 50 จึงจะออกลายความเป็นกระบะแข็งกระด้างขึ้น ตามสไตล์รถมีแชสซี แถม ช่วงล่างแบบแหนบวางบนเหลา ทำให้ แรงสะท้านที่เพลาที่รับแรงกระแทกทันควันส่งถึงแชสซี คนนั่งหลังบอกทางแบบนี้นั่งไม่สบายเหมือนตอนช่วงถนนทางเรียบ

จุดเด่นของมาสด้าสำคัญ ที่ยังส่งต่อมารุ่นนี้ คือรถเป็นกระบะที่มีการตอบสนองเวลาเข้าโค้งได้ดี ไม่มีอาการย้วย เข้าโค้งมั่นใจไม่น่ากลัว เหมาะกับทางคดเคี้ยว ถ้าคุณไม่ขับเข้าโค้งแรงเกินไป แรงเหวี่ยงในโค้งก็จะน้อย แต่ด้วยความสูงจากพื้นถึงท้องรถที่ค่อนข้างมาก ก็ยังมีอาการโยนตัวอยู่ตามสไตล์กระบะ

 

สรุป   Mazda BT 50 1.9 SP Hi Racer 6 AT ลุคหรูขับสบาย ขอลองยาวกว่านี้

อย่างที่บอกการลองขับวันนี้เป็นในเบื้องต้น และหลังจากได้สัมผัส เจ้า   Mazda BT 50   ใหม่ กระบะคันนี้ทำออกมาค่อนข้างจะลงตัวในแบบมาสด้า

หากจะถามว่ามันต่างจาก  อีซูซุไหม ก็ต้องบอกว่า มีความแตกต่างอยู่บ้างในบางจุด ไม่ใช่แค่เพียงงานออกแบบแน่นอน

อย่างแรกที่รู้สึกได้ว่าต่าง คือ โปรแกรมเกียร์ที่ดูจะไม่เหมือนกันกับที่เคยขับขี่มาเลย รถดูตอบสนองช้ากว่าต้นตำหรับเล็กน้อย อาจไม่ดีในบางจังหวะ เช่นเร่งแซง 2 เลนสวน ทว่าความจริง เราก็ไม่ค่อยเจอถนนแบบนี้บ่อยๆ แล้วในปัจจุบัน

ส่วนทางด้านช่วงล่าง แม้จะเซทติ้งเดียวกัน ผมกลับอยากขับมาสด้ามากกว่าในเดินทาง มันดูนุ่มนวลกว่าเล็กน้อย เทียบกับความตึงตังในดีแม็กซ์ กลายเป็นหนึ่งในกระบะขับสบายอย่างไม่น่าเชื่อ

และท้ายสุด เรื่องการเก็บเสียง ดีกว่าอยู่พอสมควร สามารถนั่งคุยได้สบายๆ ในย่านความเร็วเดินทาง และความสบายแผ่นหลังอย่าง  Lumbar Support  ก็ทำให้การเดินทางยาวๆ ดีขึ้นด้วย

การขับ   Mazda BT 50 1.9 Hi Racer  วันนี้ ยืนยันว่าในเนื้อแท้ลึกๆ มาสด้า บีที 50 มีความแตกต่างในรายละเอียดการปรับเซทอยู่บ้าง อาจจะจริงที่รถอาจมาจากโรงงานประกอบเดียวกัน หากก็เฉพาะเช่นรถที่ออกมาจากแพลทฟอร์มเบ้าเดียวกัน จะต้องมีบางอย่างที่ปรับให้เหมาะสมกับลูกค้าของตัวเอง

เพราะส่วนต่าง 40,000 บาท มันต้องมีอะไรบ้างล่ะนอกจากการออกแบบ ที่ดูหรูกว่าเท่านั้น

เรื่องและขับทดสอบโดย ณัฐยศ ชูบรรจง

 

 



Comments

comments