เปรียบมวย ระบบไฮบริด จากค่ายญี่ปุ่น ที่ขายในไทยปัจจุบัน ใครเจ๋ง อย่างไร

ในบรรดาสิ่งที่เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในรถยนต์ใหม่ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ระบบขับเคลื่อนไฮบริด ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในรถยนต์รุ่นใหม่ หลายรุ่น และมีแนวโน้มว่า ในอนาคตจะเป็นมาตรฐานใหม่ของรถยนต์วันหน้า

ปัจจุบันในประเทศไทย มี ระบบไฮบริด วางจำหน่าย ในรถยนต์หลายยี่ห้อ เราขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่ม ไฮบริดปกติ ทั่วไป และ กลุ่ม ปลั้กอินไฮบริด หรือ ไฮบริดเสียบปลั้กชาร์จได้ วันนี้เราจะมาผ่าทุกระบบ หลังจากลองขับว่า มันแตกต่างกันอย่างไร และมีจุดดีจุดด้อย ต่างกันอย่างไรบ้าง

*หมายเหตุ บทความนี้โฟกัส ที่ผู้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้เขียนมีโอกาสทดสอบแต่ละระบบ ในระยะ 200 ก.ม.

 

Toyota Hybrid Synergy  Drive

โตโยต้า เป็นบริษัทรถยนต์รายแรกที่นำเสนอระบบไฮบริดในประเทศไทย นับตั้งแต่ Toyota Camry  Hybrid   รุ่นแรกมาจนปัจจุบัน นำเสนอใน  Toyota Corolla  ,Corolla Cross   รวมถึง  C-HR

ระบบไฮบริดของโตโยต้า ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน มันพัฒนาออกมาเป็นเจนเนอร์เรชั่นที่ 4 และนับตั้งแต่ช่วงปี 1999 ใน Prius   รุ่นแรก จุดขายสำคัญ ของระบบไฮบริด โตโยต้า อยู่ที่ความสามารถในการทำงานร่วมกัน ระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ในหลายจังหวะการำทงาน

ทำให้แม้ว่าจะขับขี่ในช่วงการเดินทางปกติ มอเตอร์ฟ้า ก็ยังมีบทบาททำหน้าที่ในการช่วยทอนการใช้เครื่องยนต์ทั้งหมดได้บ้าง เช่นในจังหวะเร่งแซง มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้าทำงานเพิ่มกลังดูก่อน หากไม่พอจึงจะเร่งเครื่องช่วย ทำให้เครื่องยนต์ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งรอบอย่างที่ควรจะเป็น

ในส่วนการขับขี่ในเมือง โดยส่วนใหญ่ที่ความเร็วไม่เกิน 60 ก.ม./ช.ม. ระบบจะพยายามใช้การทำงานของมอเตอร์เป้นสำคัญ เว้นในกรณีประจุในแบตเตอร์รี่อยู่ในระดับต่ำ จะสตาร์ทเครื่องยนต์ขึ้นมาทำงานชั่วคราวเพื่อชาร์จไฟฟ้าแบตเตอร์รี่แล้วกับลงไป เพื่อใช้ไฟฟ้าทำงาน

พอความเร็วเดินทางก็จะออกตัวด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากนั้นใช้เครื่องยนต์ และ มอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย อย่างที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น

เมื่อประกอบกับการพัฒนาอ่างต่อเนื่องมาหลายรุ่น ทำให้ระบบค่อนข้างสเถียรมีปัญหาน้อย ละไว้วางใจได้ ถ้าเทียบกับระบบอื่นๆ ที่อาจจะเพิ่งเกิดขึ้นตามยุคสมัย

ข้อดี – ระบบใช้งานง่าย ทนทาน มีประสิทธิภาพสูงมากในเมือง

ข้อเสีย – ระบบอาจจะทำงานไม่ดี เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วเดินทาง เครื่องยนต์จะทำงานมากกว่ามอเตอร์ไฟฟ้า

Honda e:hev

ทางด้านฮอนด้า เดิมทีใช้ระบบที่เรียกว่า   Intergraded Motor Assisted หรือ IMA  เป็นระบบไฮบริด คู่ขนาน ภายหลังทางฮอนด้าพัฒนาระบบขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่า   sport I-MMD  หรือ intelligent Multi Mode Drive ปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อเป็น  e:HEV

แนวคิดของฮอนด้า ต่างจากโตโยต้า คือมองว่า มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ มีประสิทธิภาพในการทำงานต่างวาระกัน มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานได้ดีในช่วยความเร็วต่ำ ขณะที่เครื่องยนต์จะมีประสิทธิภาพในการขับขี่ที่ความเร็วสูง

ระบบ I-MMD  จะมีมอเตอร์ 2 ตัว แบ่งเป็น มอเตอร์ขับเคลื่อน และมอเตอร์ป่นไฟฟ้าหรือ เจนเนอร์เรเตอร์

ในการขับขี่ความเร็วต่ำหาไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่มีมากพอ ระบบจะทำการขับขี่ด้วยมอเตอร์ขับเคลื่อน และมอเตอร์เดียวกันยังทำหน้าที่เก็บพลังงานกลับเข้าแบตเตอร์รี่ด้วย

กรณีไฟในแบตเตอร์รี่อยู่ในระดับต่ำ เครื่องยนต์จะสตาร์เพื่อปั่นมอเตอร์ปั่นไฟฟ้า (ตัวที่ 2) เพื่อเก็บไฟฟ้าเข้าแบตเตอร์รี่ (ไม่ได้ขับเคลื่อน)

ระบบของฮอนด้า เด่นกว่าคู่แข่งตรงกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งมีพละกำลังพอที่จับเดินทางในช่วงความเร็วปกติทั่วไปได้ ระบบจะขับโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า และ เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นไฟฟ้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทำงานคล้ายระบบไฮบริดอนุกรม

จนกว่าผู้ขับขี่จะเดินทางด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง ระบบจะตัดการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าแล้วใช้คลัทช์ ชุดที่ 2 ถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ลงล้อโดยตรงทันที เนื่องจากมีประสิทธิภาพมากกว่า

 

ระหว่างที่ขับด้วยเครื่องยนต์นั้น ระบบจะไม่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเร่ง เรียกว่ากำลังมีเท่าไรไปเท่านั้น เช่น Honda  City e:hev  เครื่องยนต์มีกำลังสูงสุดเพียง 98 แรงม้า เวลาขับจะมีกำลังสูงสุดเท่านั้น ถ้าเร่งแซงจะเร่งรอบเครื่องยนต์เข้าไป หรือหากอยู่ในช่วงที่ระบบคิดว่ามอเตอร์ไฟฟ้าทำงานได้ จะตัดสลับมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า

ว่าง่ายๆ ระบบของฮอนด้า จะทำงานแยกส่วน  ระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์ชัดเจน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน โดยเครื่องยนต์จะทำหน้าที่ปั่นไฟฟ้า ในความเร็วต่ำ และ ทำหน้าที่ขับ กรณีเดินทางด้วยความเร็ว

 

ข้อดี -มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานในการขับเคลื่อนเป็นส่วนใหญ่ทำให้ประหยัด และเครื่องยนต์ถูกนำมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเสีย – ถ้าเครื่องยนต์ทำหน้าที่ขับเคลื่อน จะมีกำลังน้อยกว่าการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า

 

Nissan e-Power

นิสสัน อีพาวเวอร์ ,เป็นระบบที่มีจำหน่ายในญี่ปุ่น และเพิ่งเริ่มวางขายในหลายประเทศ รวมถึงบ้านเรา ใน  Nissan kicks e-Power

จุดขายสำคัญของ  Nissan kicks e-Power   คือมอบประสบการณ์ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าในแบบไม่ต้องชาร์จ อันที่จริงนั่นเป็นถ้อยคำทางการตลาด เนื่องจากที่แท้จริงระบบทำงานในรูปแบบ Hybrid   อนุกรม หรือ Series Hybrid  นั่นเอง

หลักการทำงานของ  e-Power   มีหัวใจสำคัญอยู่ตรง นิสสัน ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า  Nissan LEAF  เข้ามา นำเสนอด้วยการขับเคลื่อนของมอเตอร์ไฟฟ้าล่วนในทุกจังหวะความเร็ว

เครื่องยนต์ไม่มีหน้าที่ขับลงล้อ มันเป็นเพียงขุมกำลังสำหรับการชาร์จและปั่นไฟฟ้ากลับเข้าไปเก็บในแบตเตอร์รี่เท่านั้น ไม่มีหน้าที่ขับลงล้อ

ยิ่งขับด้วยความเร็วมาก ไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่ถูกใช้มาก เครื่องยนต์ก็ทำงานรอบสูงขึ้นตามลำดับ เพื่อให้ทันกบัการชาร์จไฟฟ้าไปแบตเตอร์รี่ ในบางจังหวะอาจชาร์จไฟฟ้าโดยตรงไปยังมอเตอร์ขับเคลื่อนด้วย  ในกรณีแบตเตอร์รี่อยู่ในระดับต่ำแล้ว ยังต้องการกำลังขับสูงอยู่

ทั้งหมดนั้น ทำให้ ระบบ e-Power   ขับและตอบสนองในแบบเดียวกับระบบขับเคลื่อนคล้าย รถ  EV   อย่าง Nissan LEAF   การตอบสนองคันเร่ง จะเร็วขึ้นกว่ารถสันดาปปกติทั่วไป กลับกันยิ่งขับเร็วมากเครื่องยนต์ ก็ยิ่งทำงานหนักตามไปด้วย  เพราะต้องทำหน้าที่ชาร์จไฟฟ้าให้ทันความต้องการ

ข้อดี- การตอบสนองจากมอเตอร์ไฟฟ้า 100%   ดีกว่า ระบบไฮบริดอื่นๆ ,ถ้าแบตเตอร์รี่เต็ม จะมีระยะทางในการขับ ไฟฟ้าล้วนนานกว่าระบบอื่นๆ

ข้อเสีย – เวลาขับความเร็ว เครื่องยนต์จะทำงานเสียงดัง เพื่อปั่นไฟฟ้าให้ทัน ความต้องการ  รวมถึงในจังหวะขึ้นทางลาดชันด้วย

มิตซูบิชิ  PHEV

Mitsubishi  มีชื่อเสียงในการพัฒนาระบบไฮบริดเสียบปลั้กมายาวนาน ตั้งแต่ปี 2014 และขายดีใน  Mitsubishi Outlander   ตัวเดียวกับที่มาขายในไทยนั่นเอง

ระบบไฮบริดเสียบปลั้กของมิตซูบิชิ มีจุดเด่นสำคัญ คือการทำงานที่อาศัยแนวคิดเดียวกับระบบของรถยนต์ไฟฟ้า  Mitsubishi i-Miev

พื้นฐานของระบบไฮบริดเสียบปลั้กทั่วไป คือ ใช้มอเตอร์ฟ้าที่มีกำลังขับสูง และแบตเตอร์รี่ที่ขนาดประจุใหญ่พอสมควร เพื่อให้รถมีความสามารถขับขี่ได้เสมือนรถยนต์ไฟฟ้าในระยะทางประมาณหนึ่ง

ด้วยความต้องการให้รถรุ่นนี้พร้อมสำหรับการใช้งานสมบุกสมบัน ทางมิตซูบิชิให้ได้ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามา 2 ชุด แบตเตอร์รี่มีขนาดใหญ่ 13.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อให้มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่ดีกว่า ไม่เพียงเท่านี้ ปกติระบบ  PHEV   จะไม่มีช่องชาร์จเร็ว แต่มิตซูบิชิ มีมาให้ สามารถชาร์จถึง 80%  ของแบตเตอร์รี่ใน 25 นาที เท่านั้น ระยะขับไฟฟ้าล้วน 55 ก.ม.เมื่อแบตเตอร์รี่เต็ม

จากที่มีโอกาสสัมผัส ระบบจะทำงานในรูปแบบขับไฟฟ้าล้วนมากกว่าเครื่องยนต์คล้ายของฮอนด้า ยกเว้นว่า เราขับด้วยความเร็วคงที่ระบบจะพยายามใช้เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร เนื่องจากมีประสิทธิภาพมากกว่า และเวลาเราเร่งแซง มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้าช่วยในการขับขี่ โดยตรงเพื่อให้อัตราเร่ง คล้ายระบบของโตโยต้าด้วย ในช่วงสั้นๆ

เมื่อความเร็วลดลงจากช่วงความเร็วสูง โดยส่วนใหญ่เครื่องยนต์จะทำหน้าที่เก็บไฟฟ้าเข้าแบตเตอร์รี่เพื่อใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนมากกว่า  นอกจากนี้ ระบบของมิตซูบิชิ จะมีดีเอ็นเอคล้ายรถยุโรป คือ ถ้ามีไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่ จะใช้การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนก่อน ไม่ว่าคุณจะกด  EV Mode   หรือไม่ ก็ตามที  แต่ถ้ากด  EV Mode   ระบบจะไม่ตัดไปใช้เครื่องยนต์เมื่อความเร็วสูง นั่นเป็นข้อดีที่เราเห็น

ข้อดี – เน้นใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนมากกว่า ใช้เครื่องยนต์ , มีช่องชาร์จเร็ว และการทำงานของระบบส่วนใหญ่จะอยู่ในโหมดไฟฟ้าล้วน เว้นขับด้วยความเร็วเดินทาง

ข้อเสีย – ระบบมีความซับซ้อนในการทำงาน จำเป็นต้องศึกษาหลักการทำงานในเบื้องต้นพอสมควร

 

ระบบไฮบริด ทั้ง 4 จากผู้ผลิตญี่ปุ่น มีความแตกต่างกันออกไป ตามเป้าหมายของแต่ละแบรนด์ที่มองแนวทางการพัฒนาไม่เหมือนกัน ระบบไฮบริดปกติ ทั้ง 3 ระบบแรกจะดี ตรงไม่เน้นความยุ่งยากกับผู้ใช้ เข้าใจง่ายๆ ขับสบาย ละประหยัด กลับกันระบบอย่าง  PHEV   อาจจะมีความซับซ้อนบ้าง หากก็มีประสิทธิภาพในการขับขี่มากกว่านั่นเอง

 

 



Comments

comments