Isuzu  Mu-X 1.9 Ultimate หน้าหล่อสายชิล มาดมั่นทุกเส้นทาง

เมื่อลองมองจุดกำเนิดของรถเอนกประสงค์คงต้องยอมรับว่า รถแบบนี้เกิดขึ้นมาได้ก็จากตระกูลรถกระบะที่พัฒนาตัวเองให้ตอบการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน พ่วงความสบายเข้ามา นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นของคำว่า PPV หรือ Pick-up Passenger Vehicle ที่คนไทยรู้จักมายาวนาน

รถยนต์แบบนนี้ ที่ถือว่ามาขายในลำดับแรกๆของกลุ่มนี้ดูท่าจะไม่มีใครอื่นไกลนอกจาก Isuzu เริ่มต้นจาก Isuzu Mu พัฒนาจากกระบะตระกูล  Isuzu TFR ตามมาด้วย Isuzu  Cameo , Isuzu Vega และในที่สุดก็ก้าวขึ้นมาสู่ยุคเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง กลับมาใช้ชื่อรุ่น Isuzu  Mu-7 และในที่สุดก็มาเป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยใน Isuzu  Mu-X

การเปิดตัว Isuzu  Mu-X รุ่นใหม่รุ่นล่าสุดได้รับความสนใจจากทุกคนเป็นอย่างมาก ด้วยตลอดในช่วง 10ปีที่ผ่านมา รถรุ่นนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้ Isuzu เช่นเดียวกันกับครั้งนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะงานออกแบบตัวรถ รวมถึงที่ฮือฮาคือระบบความปลอดภัยที่ให้เข้ามาเพิ่มเติม เป็นครั้งแรกของอีซูซุ จนแม้แต่พี่ชาย  Isuzu D-max  ยังไม่ระบบนี้เลย  หลายคนคงสนใจรถรุ่นนี้กันไม่น้อยแต่ก็ยังไม่มีใครลองขับจริงๆบนถนน หรือได้ขับก็เพียงสั้นๆ ในสนามทดสอบแบบแมวดม และส่วนใหญ่รีวิวที่ออกมา เป็นตัวเครื่อง 3.0 ลิตร

All New Isuzu MU-X

วันนี้ทีมงาน Ridebuster จะเป็นสื่อแรกที่พาทุกคนมารู้จักกับ Isuzu  Mu-X  1.9 มากขึ้น ด้วยทุกข้อมูลที่เราได้สัมผัสรถรุ่นนี้ตลอดระยะเวลา 2 วันเต็มๆ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนครับว่ารถที่เราได้นำมาในครั้งนี้คือ Isuzu Mu-X 1.9 Ultimate  เป็นรุ่นท๊อปสุดของเครื่องยนต์ 1.9ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ เราเชื่อว่าน่าจะเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีราคาสมน้ำสมเนื้อกับออพชั่นที่ให้มา และความหรูหราของตัวรถ ส่วนเครื่อง 3.0 ลิตร ถึงจะทรงพลังมากกว่าทันอกทันใจ ความร้อนแรงของมันก็เช่นเดียวกับราคาขายพุ่งไปไกล รวมถึงราคาค่างวด และ ค่าใช้จ่ายรายปีที่อาจจะพาคุณลมจับได้

เอาล่ะครับ เห็น Isuzu  Mu-X อีกครั้งก็ต้องยอมรับว่า งวดนี้ Isuzu ตั้งใจออกแบบรถรุ่นนี้มาเป็นอย่างดี ทิ้งภาพลักษณ์เดิมในรุ่นก่อนไปอย่างหมดสิ้น แนวคิดใหม่ของการออกแบบ Isuzu ตั้งค่ามาด้วยความหรูหรา เน้นความสง่างาม ยิ่งใครเห็นรถรุ่นนี้ครั้งแรกตัวเป็นๆ ก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันดูหล่อกว่าที่เห็นในโฆษณาเสียอีก

Isuzu MU-X 1.9 Ultimate

ด้านหน้า Isuzu ให้กระจังหน้าแบบ World cross flow เป็นโครเมี่ยม เด่นสง่ามาแต่ไกล ตัวกระจังเองเล่นรายละเอียดที่ไม่ได้ดูเป็นโครเมี่ยมปกติทั่วไป แต่มีลวดลายสากๆ ต้องเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วถึงจะมองเห็น ไฟหน้าปรับให้เล็กลงเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ได้ความรู้สึกปราดเปรียว ไฟหน้าแบบ arrow signature เป็นโคมไฟแบบ bi led projector ดูทันสมัยและสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิมเป็นไหนๆ ทางด้านข้างให้เส้นสายความรู้สึกปราดเปรียวจากทางด้านหน้า จรดด้านท้าย ในรุ่น Ultimate ให้ล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว ลายใบพัดเจ็ท ให้ความทันสมัย ขนาดของมันดูลงตัวกับตัวรถที่มีความใหญ่ เพิ่มความปราดเปรียว มันจัดมาพร้อมกับยาง Bidgestone Dueler H/T ขนาด 265/50/R20

Isuzu MU-X 1.9 Ultimate

ภาพความสปอร์ตหรู ถูกถ่ายทอดสู่ด้านข้าง ด้วยเส้นไหล่และเส้นประตูข้าง มีบันไดเหยียบขึ้นด้านข้างมาให้เสร็จสรรพ สังกตดีๆ ตัวรถรุ่นใหมจะมีความเตี้ยกว่าเดิมเล็กน้อย (ที่สูงขึ้น เพราะระยะพื้นถึงท้องรถ)

ถ้ามาดูขนาดมิติตัวถังรุ่นใหม่ มีความยาว 4,850 มม. กว้าง 1,870 มม. สูง 1,815 มม. ให้ระยะฐานล้อ 2,885 มม. มีระยะความสุงจากพื้นถึงท้องรถ 235 มม.เทียบกับรุ่นเดิม (RF) มีความยาว   4,825 มม. กว้าง 1,846 มม. สูง 1,840 มม. มีระยะฐานล้อ 2,845 มม. และความสูงจากพื้น220 มม. จะพบว่า มีความยาว + 25 มม. กว้าง +24 มม. ความสูง+25 มม. ทว่า ความสูงนี้ส่วนหนึ่งมาจากความสูงจากพื้นถึงท้องรถ +15 มม. ดังนั้นตัวถังจริงๆ จะ +10 มม. เท่านั้น ทั้งหมดทำให้รถดูกว้างขึ้น และยาวขึ้นเป็นหลัก ช่วยเพิ่มความบึกบึนมากขึ้น

Isuzu MU-X 1.9 Ultimate

ด้านหลัง Isuzu  MU-X ให้ไฟท้าย LED แบบ winglet signature มองโคมไฟท้ายบางทีก็อาจจะแอบนึกถึงรถเอนกประสงค์อีกรุ่น แต่ถ้ามองลึกๆจะพบว่า ไฟมีรายละเอียดการออกแบบ เป็นเส้นไฟ 3 เส้นในโคม ไฟท้ายใหม่ออกแบบมาเป้นเพียงตำแหน่งไฟเบรก ,ไฟเลี้ยว และ ไฟท้ายเวลากลางคืน ไฟถอยหลังจึงย้ายมาอยู่ที่กันชน บางคนอาจจะว่าแปลก แต่มันมีประโยชน์เมื่อใช้ร่วมกับกล้องมองหลัง

ส่วนตัวฝาท้ายออกแบบมาเรียบๆไม่เน้นอะไรมาก ใส่คำว่า   Isuzu  ไว้ตรงกลาง ดูเพิ่มความรู้สึกหรูมากขึ้น ชุดฝาท้ายงวดนี้ไม่ใช่เหล็ก มันทำมาจากวัสดุคอมโพสิท เพื่อลดน้ำหนักตัวรถที่ไม่จำเป็น ให้ระบบฝาท้ายไฟฟ้ามาด้วย แต่ไม่มีระบบ  kick active  การใช้งานทำได้ 2 แบบ คือ เปิดจากกุญแจรีโมท หรือ เปิดจากสวิทช์ที่ฝาท้าย

Isuzu MU-X 1.9 Ultimate

ทางด้านในห้องโดยสารแนะนำการตบแต่งก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยความหรูหราลงตัวเปลี่ยนภาพจากรุ่นเดิมก้าวไปอีกขั้น งานออกแบบภายในใหม่ ช่วยให้  Mu-X  ดูดีกว่าเดิมพอสมควร ทั้งหมดเป็นไปได้ก็จากแนวคิด  Fine, Rich & Impressive  Craftmanship

การยกระดับไปอีกขั้น ทำให้คุณรู้สึกถึงความงามสง่า ในหลายจุดเช่นการตบแต่งคอนโซลหน้าสีน้ำตาลทอง ให้ความรู้สึกดูแพง ช่วงคอนโซลหน้ากับคอนโซลกลางดูต่อกันเป็นหนึ่งเดียว  ช่วงคอนโซลกลางเล่นรายละเอียดสีดำเปียโนแบล็ค เบาะนั่งทั้งคันเป็นสีน้ำตาล  Saddle Brown ใช้หนังสังเคราะห์พิเศษ Cool Max  ช่วยระบายความร้อน เวลาต้องนั่งอยู่ในรถนานๆ  เดินทางหลังเราจะเสียดสี เกิดความร้อน บางทีลุกออกมาจากรถเหงื่อชุ่มหลัง

ความสะดวกสบายเหนือระดับไปอีกระดับ แนะนำ จะเบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า (เฉพาะในรุ่น  Ultimate) ฝั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง เสียดายมีตัวดันหลังมาให้จะรู้สึกครบครันกว่านี้ ฝั่งคนนั่งปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ช่วยอำนวยความสะดวก

ภายในห้องโดยสาร Isuzu MU-X แนะนำภายในเพียงสีเดียวคือ สีน้ำตาล Saddle Brown

 

จากที่สัมผัสลักษณะการนั่งค่อนข้างสบายกว่า Isuzu Dmax อย่างชัดเจน แม้ว่าทรวดทรงเบาะมองบางครั้งจะเหมือนๆ กัน  เพียงแต่อย่าหวังว่ามันจะโอบกระชับดีเวลาเข้าโค้ง เพราะนี้คือเบาะธรรมดาเน้นความนั่งสบายเวลาเดินทาง

ทางด้านเบาะแถว 2 ออกแบบให้นั่งสบายเป็นหลัก งวดนี้ Isuzu เพิ่มความสูงที่นั่งเบาะแถว 2 ให้ผู้โดยสารสามารถมองเห็นทัศนวิสัยทางด้านหน้าได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตรงกลางมีที่วางแก้วน้ำซ่อนเอาไว้ อยู่ในที่เท้าแขนต้องกดเพื่อเปิดใช้งาน คล้ายๆรถยุโรป

จากที่ลองโดยสารเบาะแถว 2 ช่วงระยะเวลาหนึ่งโดยให้ภรรยาขับให้นั่งพบว่า ความรู้สึกในการโดยสารเบาะแถว 2 สบายสุดๆ เป็นสวรรค์ชั้น 7 ของคนชอบนั่งมากกว่าขับ พร้อมหลับได้ตลอดเวลา

Isuzu MU-X 1.9 Ultimate
เบาะนั่งตอน 2 สามารถปรับเอนได้ทั้งหมด 4 ระดับ นี่คือ ระดับที่ 1

ลูกเล่น ที่นั่งตอน 2 ถือว่าจัดมาให้พอสมควร เริ่มจากพนักพิงหลังสามารถปรับเอนได้ประมาณ 4 ระดับ โดยระดับที่ 1 นั้นคือนั่งตรงเป็นเพื่อนคนขับ กลับกันระดับที่ 4 หมายถึงคุณเอนนอนประมาณ 45 – 50 องศา พอจะปิดตานอนได้อย่างสบาย การปรับเอนฝั่งซ้ายและขวาก็แยกกัน

ฝั่งซ้ายเป็นฝั่งที่ปรับพับได้ 60 ส่วนฝั่งขวาปรับพับได้ 40 ทำให้ถ้ามีผู้โดยสารตรงกลาง จะต้องเลือกว่าจะนอนหรืออยู่เป็นเพื่อนคนขับกับผู้โดยสารฝั่งซ้าย หลังคอนโทรลกลางมีช่องปลั๊กเสียบมาให้เป็นแบบ 2 ขา และช่อง USB 2 ช่อง ใช้สำหรับการชาร์จข้าวของที่ต้องการ แหงนหน้าตรงกลางมีสวิทซ์พัดลมแอร์มาให้ปรับระดับได้ด้วยตนเอง เลือกเอาความสบายที่ต้องการ

ในส่วนเบาะแถว 3 การขึ้นลงที่สะดวกจะต้องขึ้นจากฝั่งซ้ายที่เบาะสามารถพับได้ 60% เวลาขึ้นเพียงโยกสลักด้านบนของตัวเบาะนั่งผู้โดยสารแถว 2 ก็จะพับม้วนไปข้างหน้า เปิดทางขึ้นให้อย่างสบาย

ตัวเบาะแถว 3 ออกแบบมาให้นั่งสบายเดินทางไกลอยู่พอตัว งวดนี้คนตัวใหญ่ไซส์หมีสามารถเดินทางในเบาะแถว 3 ได้ ถ้าคุณปรับพนักพิงหลังเอนลงซักหน่อยก็จะมีพื้นที่เหนือหัวกำลังดี แต่ช่องระหว่างขาที่พอไปวัดไปวาได้ ถึงแม้จะพูดแบบนั้นส่วนตัวผมก็ยังไม่แนะนำให้ผู้ที่มีความสูงตั้งแต่ 170 ซม.ขึ้นไปมานั่งโดยสารในเบาะแถว 3 ด้วยเวลาขับขี่จริง มันก้จะมีจังหวะกระเด้งกระดอนบ้าง

มันสมควรเป็นพื้นที่สำหรับเด็กๆ หรือ ผู้หญิงไซส์มินิมากกว่า เพราะจะไม่มีปัญหาในแง่การโดยสารเวลาขับขี่ นอกจากตัวเบาะจะปรับเอนได้แล้ว เบาะนั่งยังสามารถพับได้ในอัตรา 50/50 ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมภาระเวลาที่คุณต้องการ มีผู้โดยสารไม่เต็ม 7 ที่นั่ง

เดินมาเปิดฝาท้ายไฟฟ้าทางด้านหลัง เพียงกดปุ่มที่ฝาก็ใช้งานได้อย่างรวดเร็วทันใจ หรือจะกดปุ่มค้างที่รีโมทก็ได้ เตบเท้าเข้ามาตรงท้ายรถ ด้วยความสูงของตัวรถทำให้อยู่ในระยะพอดีในการเก็บของ ด้านหลังมีช่องลับสามารถเปิดขึ้นได้ เอาไว้เก็บของที่จำเป็นต้องพกไปด้วยตลอดเวลา

ถ้าคุณเดินทาง 7 คนเป็นประจำขอแนะนำให้ติดแรคหลังคาจะดีที่สุด เนื่องจากพื้นที่สัมภาระท้ายเวลาเปิดใช้เบาะแถว 3 จะเหลือเพียงนิดเดียว และไม่ได้อำนวยความสะดวกในการขนของชิ้นใหญ่ๆ เช่น กระเป๋าเดินทาง ซักเท่าไหร่ จะใส่ได้ก็เพียงกระเป๋าเป้ใบเล็กๆ หรือกระเป๋าผ้าที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปได้เมื่อปิดฝาท้าย มันจุได้เพียงเท่าพนักพิงหลังเบาะแถว 3 จึงไม่ได้มีพื้นที่เก็บของเยอะ เมื่อนั่งเต็มลำ

อย่างไรก็ดีจากที่ลองโดยสาร ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างที่อาจจะยังไม่ลงตัวนัก อย่างแรก มาลองคิดดูว่าสีภายในห้องโดยสารเป็นสีอ่อน แม้จะไม่ใช่สีเบจก็ตาม ทว่าก็ยังเลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้ง่าย และไม่มีสีอื่นให้ลูกค้าเลือก นอกจากนี้เท่าที่พบที่ล๊อกเบลท์ของเบาะแถว 2 จะมีลักษณะฝั่งลงไปในเบาะ ทำให้เวลาจะใช้งานต้องใช้แรงในการกดลงไปเยอะหน่อย และถ้าผู้โดยสารตอนหลังใส่เข็มขัดแล้ว ภายหลังปลดเข็มขัดออก ระบบจะร้องเตือนให้ใส่เข็มขัด ซึ่งอาจสร้างความรำคาญบ้างสำหรับผู้ใหญ่ที่อาจไม่ชอบคาดเข็มขัดตลอดเวลา และจะไม่หยุดเตือน จนกว่าเข็มขัดจะถูกยัดกลับลงไปดังเดิม

 

การวิศวกรรมและเครื่องยนต์

ด้านเครื่องยนต์ที่เรานำมาขับในวันนี้เป็นรุ่นเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร DDi Bluepower ใช้มาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นมาจนถึงรุ่นนี้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดใดๆ

ขุมพลังตัวนี้เป็นเครื่องดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบ VGS Turbo และอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า สูงสุดที่ 3600 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 350 นิวตั้นเมตรที่ 1800 – 2600 รอบ/นาที รองรับน้ำมันดีเซล B20 (ในการทดสอบเราใช้น้ำมัน B7) ขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ rev tronic ให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ด้วยตัวเองเมื่อต้องการ

Isuzu MU-X 1.9 Ultimate
Isuzu MU-X 1.9 Ultimate มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร 150 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร

การพัฒนา Isuzu  Mu-X ใหม่ ใช้แนวคิด Isuzu symmetric mobility ประกอบด้วยหัวใจสำคัญหลักๆได้แก่ โครงสร้างตัวถังเสริมเหล็ก ultra-high tensile และ วางตำแหน่งเครื่องยนต์เยื้องเพลาหน้า แบบ semi-midship

ส่วนระบบกันสะเทือนใช้ช่วงล่างแบบคอยย์สปริง 4 ล้อ ช่วงล่างทางด้านหน้าแบบปีกนกอิสระ 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบ 5 ลิ้งค์ ทั้งหมดใช้โช๊กอัพแก๊ส เพื่อควบคุมระบบกันสะเทือน

 

การขับทดสอบ Isuzu Mu-X 1.9 Ultimate

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้ขับ Isuzu  Mu-X ออกถนน เหตุผลที่เลือกรุ่นเครื่องยนต์ 1.9 มาขับขี่เนื่องจาก Isuzu วางรุ่นเครื่องยนต์ 1.9 ไว้เป็นจำนวนมาก อย่างที่คุณเห็น รถคันนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่พอสมควร เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร 150 แรงม้า คงจะรู้สึกเหมือนผมว่า เครื่องมันเล็กไปไหม ถ้าเทียบกับตัวรถ ที่มีพิกัดน้ำหนักตัวเปล่าสูงสุดในรุ่นนี้ 2,005 กิโลกรัม (ไม่รวมผู้ขับขี่และสัมภาระ)

กวาดพวงมาลัยออกจากสถานที่รับรถ สัมผัสแรกที่รู้สึกได้เกี่ยวกับรถคันนี้ คือ พวงมาลัยมีน้ำหนักค่อนข้างเบาพอสมควร ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันเป็นพวงมาลัยไฮโดรลิค แถม Isuzu  Mu-X แม้เป็นล้อขอบ 20 นิ้วก็มีวงเลี้ยวที่ค่อนข้างแคบ เพียง 5.6 เมตรเท่านั้น หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ คุณไม่ต้องกลับรถ 3 เลนอีกต่อไป เพราะเจ้านี้สามารถเลี้ยวกลับได้ภายในระยะประมาณ 2 เลน ช่วยอำนวยความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้นสำหรับใครที่คิดว่าจะซื้อรถไว้ใช้ในเมือง

Isuzu MU-X 1.9 Ultimate
การทดลองขับในเมือง

ขับช่วงแรกเป็นการขับขี่ในเมืองล้วนๆ สัมผัสเบาของพวงมาลัยช่วยให้มั่นใจในการเดินทางในเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาไปตามสถานที่แคบ ต้องเย่อหลายจังหวะ หรือการจอดรถง่ายดายมากขึ้นมาก เปลี่ยนความคิด  PPV  ไม่เหมาะใช้งานในเมืองไปเสียสนิท

ด้านเครื่องยนต์ 1.9 เองก็ตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างลงตัว สำหรับการขับขี่ในเมือง ถ้าถามผมว่ามันออกตัวอืดไหม ก็ต้องพูดกันตามตรงว่า “ใช่” ถ้าคุณค่อยๆเลียคันเร่ง ถ้าอยากให้มันออกตัวแบบพุ่งทะยานหน่อย แนะนำให้กดคันเร่งเกิน 50% จะออกตัวฉับไวขึ้น แต่ก็คงไม่เท่าเครื่อง 3.0 อยู่ดี

เครื่องเล็กรถใหญ่ ทุกคนคงจะคิดว่าแล้วมันจะประหยัดได้อย่างไร? แถมการจราจรในเมืองสมัยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะขับไหลลื่นเหมือนสมัยก่อน ต้องขอบคุณระบบ idling stop ช่วยหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวเวลาการจราจรติดขัด ช่วยคุณประหยัดน้ำมันมากขึ้น ถ้าทนได้กับการติดๆ ดับๆ เครื่องยนต์ ซึ่งหลายคนไม่ชอบใจเท่าไรนัก

ความสะดวกสบายเวลาขับในเมืองนี่ต้องยกให้ ระบบเบรกมือไฟฟ้า มีมาให้ในใช้งานด้วย แต่ทีเด็ดที่ส่วนตัวผมชอบมากกว่าคือ ระบบ Adaptive cruise control พร้อมฟังก์ชั่น stop and go ระบบนี้ทำงานได้ทันทีเมื่อคุณกดเปิดระบบแล้วกดเซตตั้งค่า(Set) ในยามความเร็วต่ำมากๆ จะตั้งค่าที่ 30 กม./ชม. เป็นค่าเริ่มต้น

ระบบนี้ทำงานโดยอาศัยกล้อง 2 ตัวควบคุมความเร็วรถ ไปตามการจราจรข้างหน้า เมื่อรถคันหน้าเบรก เราก็เบรก เมื่อรถขยับ เราก็ตาม เว้นแต่ว่าเราจอดหยุดนิ่งนานกว่า 2 วินาที ก็เพียงกด RES บนพวงมาลัยระบบก็จะกลับมาทำงานเองโดยอัตโนมัติ เรียกว่าคุณแทบจะไม่ต้องใช้เท่าเหยียบคันเร่งเลยก็ว่าได้ เป็นประโยชน์มากในยามการจราจรติดขัดแสนน่าเบื่อ

แต่เราก็ได้เล่นระบบนี้เพียงสั้นๆ เนื่องจากตอนที่นำมาเป็นวันหยุดยาว 3 วัน การจราจรในเมืองเลยไม่ติดขัดซักเท่าไหร่ และในท้ายที่สุดก็ได้เวลาสำคัญในการวัดอัตราประหยัดในเมือง ขับไป 59.8 ก.ม. เติมน้ำมันคืนถังไป 5.29 ลิตร คิดเป็นอัตราประหยัด 11.3 กม./ลิตร โดยหมายเหตุว่า ไม่ได้เปิดระบบ idling stop ในระหว่างการขับขี่ ซึ่งถ้าเปิดอัตราประหยัดจะต้องดีขึ้นกว่านี้แน่นอน

ลองเดินทางไกล

แน่นอนว่าซื้อรถแบบ Isuzu  Mu-X คุณคงไม่ได้คิดใช้ในเมืองเป็นหลัก จุดสำคัญของการใช้งานรถเอนกประสงค์น่าจะเป็นการเดินทางไกลมากกว่า ด้วยเวลาที่มีจำกัดเราจึงจำลองรูปแบบการเดินทางไกลโดยมีปลายทางเพียงจังหวัดอยุธยา ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. นั่งโดยสาร 3 คน ไม่มีสัมภาระ ลองวัดว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

เมื่อขับนอกเมืองเรื่องอาการอืดของเครื่องยนต์ 1.9 ก็หายเป็นปลิดทิ้งเพราะสิ่งที่คุณจะต้องใช้คือการเร่งแซงเป็นสำคัญมากกว่า กำลัง 150 แรงม้าถามว่าเพียงพอไหม ก็ตอบว่าเพียงพอครับ สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป เดินทางไกล ไม่ได้แบกจำนวนคนเยอะมากเป็นประจำ

เวลาเร่งแซงในเครื่องยนต์ 1.9 แนะนำว่า ให้ใช้คันเร่งเกิน 50% ขึ้นไป และอาจเหยียบติดพื้น จะดีที่สุดบางคนอาจคิดว่าเป็นการทรมานเครื่องเวลาเราใช้คันเร่งมากๆ และสิ้นเปลืองน้ำมัน ทว่าด้วยน้ำหนักตัวรถประมาณ 2 ตัน คุณคงต้องการความมั่นใจในการเร่งแซงมากกว่าสิ่งอื่นใดในเวลานี้

ถ้าขับขี่เดินทางยาวๆ ใช้ความเร็วไปเรื่อยๆ เครื่อง 1.9 ทำได้ดีเกินคาด เมื่อเดินทางด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. รอบเครื่องจะอยู่ที่ประมาณ 1950 รอบ/นาที 110 กม./ชม. จะอยู่ที่ 1750 รอบ/นาที ทั้งหมดชี้ว่า ใช้รอบเครื่องค่อนข้างต่ำ นั้นช่วยลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์เวลาเดินทางได้ในระดับหนึ่ง

ผมแอบแปลกใจ Isuzu  เซทชุดเกียร์ 6 สปีด ตัวนี้มาแปลกๆ เน้นการไหลของรถเพื่อเน้นความประหยัด เช่น เวลาคุณ 120 ก.ม./.ช.ม. แล้วถอนคันเร่งเหมือนว่า เกียร์จะตัดการล็อคอัพของ  Torque  เพื่อลดความเร็วจากแรงเสียดทานของชุดเกียร์กับเครื่องยนต์ และจะล็อคกลับไป เมื่อ เรากดคันเร่ง การทำแบบนี้อาจให้ความประหยัดมากกว่า ทว่าในทางกลับกัน กลับรู้สึกถึงเกียร์รถสมัยก่อน ที่ไม่ล็อคอัพตลอดเวลา

อย่างที่คุณรู้ ในตัว  Ultimate   ทางอีซูซุ ใส่ Paddle Shift   มาให้ เพิ่มความสปอร์บริหารเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย แทนการเข้าใช้   Rev Tronic  ที่คันเกียร์ แต่หลังจากลองเล่น 2-3 ครั้ง กลับพบว่าการใช้งานยังไม่ตอบสนองอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อกด  Paddle Shift   จะเข้าโหมด M เพียง 6-10 วินาที เท่านั้น แล้วเด้งกลับเป็นเกียร์  D   อย่างรวดเร็ว ไม่ลาก M ยาวๆ เหมือนเข้าจากคันเกียร์

เรื่องนี้สร้างความแปลกใจสักหน่อย เพราะการใช้   Paddle Shift   สมควรจะเหมือนกับการปรับที่คันเกียร์ แต่หลังจากเจอสถานการณ์เช่นนี้ 2-3 รอบ ก็ต้องมาบอกเล่าเก้าสิบสักหน่อย สำหรับคนที่หวังว่าจะใช้งานแป้นเปลี่ยนเกียร์ ว่ามันอาจจะไม่ตอบโจทย์นัก ต้องระวังโดยเฉพาะใครที่กะฮวดแล้วไปใช้เกียร์ตรงจุดสำคัญ อย่างทางโค้งหรือ การลงเขา ลองเล่นดูก่อนนะครับ ก่อนลองใช้งาน ส่วนตัวผมถ้าพูดตามตรงขอแนะนำว่า ใช้  Rev Tronic  เหมือนเดิมคงจะดีกว่า

ทางด้านช่วงล่างก็ต้องเรียนตามตรงว่า รถ PPV ก็คือรถ PPV แม้ว่าจะมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง พยายามปรับปรุงระบบกันสะเทือนให้นั่งสบาย นุ่มนวลขึ้นกว่าในอดีต แต่หัวใจสำคัญของรถ PPV ก็คือยังมีโครงสร้าง แชสซี แบบรถกระบะโครงสร้างนี้เป็นเหมือนกระดูกงูหลักของตัวรถ ทำหน้าที่รับแรงกระแทกจากช่วงล่างโดยโครงสร้างห้องโดยสามารวางอยู่บนแชสซีอีกทีนึง

เวลาขับขี่ Isuzu  Mu-X  ต้องยอมรับว่า มันนุ่มสบายมากขึ้น เวลาเจอช่วงถนนเรียบ ลาดยางใหม่ๆ หรือพึ่งทำถนนเสร็จหมาดๆ อย่างเช่น มอเตอร์เวย์ เป็นต้น แต่ในความจริงเราไม่ได้ขับรถบนถนนที่เรียบตลอดเวลา การขับออกเดินทางต่างจังหวัด คุณจะพบถนนหลุมบ่อ ถนนปะ หรือกระทั่งคอสะพาน ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นอุปสรรคสำคัญกับการให้ความสบายในการโดยสาร

ส่วนหนึ่งที่ทำให้การโดยสารของตัวรถยังไม่นุ่มนวลมาก เชื่อว่ามาจากล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว และยางแก้มเตี้ยของมัน แม้ว่าจะมีช่วงแก้มสูงถึง 60% จากขนาดหน้ายางแล้วก็ตาม ก็ยังน่าจะเป็นประเด็นหลักในการสร้างแรงสะเทือนจากถนนไปยังโครงสร้างหลัก (โดยในการทดสอบเราเติมลมยาง 32 Psi มากกว่ามาตรฐานเล็กน้อย) ส่วนตัวเชื่อว่าถ้าคุณเลือกรุ่นล้อขอบ 18 น่าจะทำให้การสะเทือนจากถนนน้อยกว่านี้ แต่ความสวยงามก็จะน้อยลงไปด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี Isuzu ได้พยายามในการทำให้รถนุ่มนวลและขับมั่นใจมากขึ้น ด้วยโช๊คอัพแก๊สที่ตอบสนองค่อนข้างเร็วต่อการซัพแรงสะเทือน จนแรงสะเทือนส่วนใหญ่ที่จะเข้าถึงห้องโดยสารได้จะต้องเป็นหลุมขนาดใหญ่ หรือถนน ที่ผุพังมากๆ  ผู้โดยสารตอนหน้าจะรู้สึกถึงแรงสะเทือนมากกว่าผู้โดยสารตอนหลัง ดังนั้นสวรรค์ของการโดยสารรถคันนี้ อยู่ที่เบาะแถว 2 ของตัวรถ

ส่วนการควบคุม Isuzu  Mu-X ถือว่าทำได้ดีมากขึ้น จากความเบาในเมือง พอออกนอกเมือง พวงมาลัยตึงมือขึ้นน้ำหนักพวงมาลัยกำลังดีให้ความมั่นใจ เฉกเช่นรถอเนกประสงค์ทุกรุ่นมันมันจะมีระยะฟรีเล็ก เรื่องการบังคับทิศทางยังไม่ถึงกับคมหักเป็นเลี้ยว เข้าใจว่า คงด้วยความต้องการให้รถขับสบายเป็นที่สุดในกลุ่มเครื่องยนต์ 1.9

การพัฒนาโครงสร้างใหม่ ช่วยลดการโคลงตัวเวลาเข้าโค้ง ผมลองพุ่งลมในโค้งแถวถนนราชพฤกษ์ ตัดไปออกเส้นกาญจนาภิเษก โค้งกว้างๆ ตรงนี้ เคยเอา  WRX   เข้าได้ 130-140 ก.ม./ช.ม.  Isuzu  MU-X  เข้าได้ 100 ก.ม./ช.ม. รถไม่ออกอาการเหวี่ยงตัวอย่างน่ากลัว แม้ความสูงจากจุดศูนยถ่วงจะสูงขึ้นก็ตามที

เมื่อต้องโยกเปลี่ยนเลนในความเร็วเดินทางก็ไม่โยนส่ายไปมา เหมือนอดีตเก่ากาลก่อน รถดูมั่นคง แม้จะมุดไปด้วยความเร็วสูงก็ยังมั่นใจ ตลอดการเดินทางไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่กุมพวงมาลัยในมือ หรือ ผู้โดยสารก็ตามที

สำหรับระบบความปลอดภัยที่ให้มาในรุ่น 1.9 Ultimate เวลาเดินทางก็ได้ใช้อย่างครบครันทั้งเจ้า Adaptive cruise control ที่ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม และเพิ่มความสบายในการขับขี่ ยังคงทำงานเหมือนเดิม แปรผันความเร็วตามรถคันหน้า ช่วยเพิ่มความสบายมากขึ้น เวลาต้องขับทางไกลๆ

พอขับนอกเมืองระบบเตือนการหลุดเลน ช่วยให้ความปลอดภัยมากขึ้นเวลาเปลี่ยนเลน ระบบนี้จะใช้วิธีการส่งเสียงเป็นหลัก ประกอบกับแสดงภาพบนหน้าปัด แต่ไม่ดึงพวงมาลัยกลับให้ สายมุดสายปาดทั้งหลายขอแนะนำว่าให้ปิดมัน มิฉะนั้นคุณและผู้โดยสารอาจจะรำคาญได้ มันใช้งานได้ดี กับ  ระบบเตือนมุมอับสายตา

ส่วนระบบเตือนการชนทางด้านหน้าก็เรียกว่า ทำงานได้ดี จนบางครั้งดีเกินไปจนอาจน่ารำคาญสำหรับคนขับรถเร็ว

เจ้าระบบเตือนการชนทางด้านหน้าจะทำงาน เมื่อพบว่าคุณใช้ความเร็วมากกว่ารถข้างหน้าเกินกว่า 50 กม./ชม.สามารถตรวจจับได้ค่อนข้างเร็วตั้งแต่ระยะ 3-4 คันรถขึ้นไป เมื่อเตือนระบบจะแสดงภาพและส่งเสียงเตือน หากเกินกว่า 3 ครั้งในระยะเวลาประมาณ 10 นาที ระบบจะไม่เตือนอีก และเมื่อผ่าน 10 นาทีดังกล่าวไปแล้ว ระบบก็จะมาเตือนอีก ดังนั้นใครที่ขับรถเร็วแนะนำให้ปิดมันจะดีที่สุด

ถ้าสังเกตุให้ดีจะพบว่าภายในรถไม่มีปุ่มปิดระบบความปลอดภัยแยกแต่ละระบบ การปิดระบบเหล่านี้ทำได้เพียงวิธีเดียว คือปิดจากหน้าจอเรือนไมล์ในส่วนของการตั้งค่า หมวดนี้จะขึ้นมาเมื่อคุณจอดรถและเข้าเกียร์ P เท่านั้น ดังนั้นหากคุณคิดว่าคุณเป็นคนขับรถเร็ว ก็ควรจะปิดมันตั้งแต่ตอนสตาร์ทรถ

ท้ายสุดมาถึงตรงนี้หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า ขับนอกเมืองประหยัดเท่าไร เราขับไปเพียง 86.5 ก.ม. เราเติมน้ำมันไป 7.133 ลิตร หรือมีอัตราประหยัด  12.12 ก.ม./ลิตร ถือว่าประหยัดใช้ได้ ในความเร็วใช้งานจริง 100-120 ก.ม./ช.ม. นั่งโดยสาร 3 คน ถ้าคุณมีผู้โดยสารมากกว่านี้ หรือใช้ความเร็วมากกว่าที่ผมขับ อัตราประหยัดอาจจะแย่กว่านี้  

 

สรุป Isuzu Mu-X 1.9 Ultimate  ใช้ดีสายพ่อบ้าน เน้นความปลอดภัย

แม้ว่างวดนี้จะมีเวลาน้อยมากกับเจ้า  All New Isuzu Mu-X 1.9 Ultimate  ทว่าก็ได้รู้หลายอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับเจ้าอเนกประสงค์ ที่หลายคนกำลังหมายตา

ผมไม่ปฏิเสธว่า เจ้า  Isuzu  MU-X ออกแบบมาสวยงามโดนใจมาก เปิดผ้าคลุมมาแบบว่า เฮ้ย!! อีซูซุยุคใหม่ไม่ธรรมดา ขนาด ภรรยาผม ที่ไม่เคยหลงใน  PPV   รุ่นใดเลย ยังพูดว่า อีซูซุ เป็นรถที่ทำให้สนใจ PPV   ใครเลยจะคิดว่า  PPV  จะหรูได้ขนาดนี้ทั้งภายนอกภายใน สอบผ่านสบายๆ

ส่วนตัวผมเคยกระซิบบอกทีมงาน  Isuzu   ไป คือ ภายในสีน้ำตาลอ่อนแบบนี้ อาจจะดูสวยงาม ทว่าในความเป็นจริง  PPV   เป็นรถยอดนิยมของคนต่างจังหวัดมาก และการเลอะเทอะเปรอะเปื้อนในการใช้งาน

ถึงดูจะเป็นประเด็นอยู่บ้าง หากส่วนสำคัญคุณภาพในการโดยสาร Isuzu  MU-X  ทำออกมาได้ดี นั่งสบายทุกที่นั่ง โดยเฉพาะเบาะแถว 2 แดนสวรรค์นั่งสบายที่สุด มันสั่นสะเทือนน้อยจนเล่นโทรศัพท์ได้สบายไม่ปวดหัว  เช่นเดียวกับเบาะแถว 3 นั่งสบายเช่นกัน เพียงแค่อาจไม่เหมาะสำหรับการเอาคนตัวใหญ่นั่งทางไกลเท่านั้นเอง

ในแง่สมรรถนะการขับขี่คงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า รุ่นเครื่องยนต์ 1.9 มันค่อนข้างอืด เวลาออกตัว เรื่องนี้จะดีขึ้น เมื่อคุณขับด้วยความเร็วเดินทาง ใช้กำลังในการเร่งแซง ก็ไม่ได้อืดจนเกินงาม เว้นแต่ถ้านั่งกัน 7 คน สัมภาระเต็มคัน บ่อยครั้ง ก็ควรพิจารณา รุ่นเครื่องยนต์ 3.0 น่าจะดีกว่า แต่ก็นั่นแหละรุ่นย่อย เครื่อง 3.0 กลับมีเพียง 2 รุ่น ทั้งหมดอยู่ในรุ่นท๊อปเท่านั้น

ถ้าคุณอยากรู้ว่า อัตราเร่ง รุ่น 1.9 ลิตร ได้เท่าไร จากการทดสอบบนถนนลาดยาง นั่ง 2 คน เปิดแอร์เข้าเกียร์ D   เราได้อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ใน 15.0 วินาที อัตราเร่ง 80-120 ได้ 10.0 วินาที ด้วยความเป็นรถครอบครัว มันจึงไม่ได้เน้นความเร็วสูงนัก ทำได้ดีที่สุดเพียง 179 ก.ม./ช.ม. ในทางราบ อัตราเร่งจะขึ้นช้ามาก หลัง 150 ก.ม./ชม. จึงขอย้ำอีกรอบว่าขาซิ่ง สมควรไปซื้อเครื่อง 3.0 ลิตร

แม้ว่าเครื่องยนต์จะอืด จากน้ำหนักตัวขนาดมหึมา บวกกับล้อขอบ 20 หน้าสัมผัสยาง 265 หากสิ่งที่ดีงามกลับยกให้ช่วงล่างเซทมาลงตัวขึ้น  อันที่จริงผมอาจจะบอกไปในบทความว่า มันสะเทือนขึ้นตึงตังขึ้น กลับกันนั่นหมายถึงความมั่นใจในการขับขี่เพิ่มขึ้น

ด้วยโครงส้รางแชสซีใหม่ โช๊คอัพแก๊ส ล้อขอบ 20 ยางแก้มเตี้ย ทั้งหมด ช่วงลดอาการโคลงตัว เอี้ยวไปมา เวลาขับใช้ความเร็ว สาวกอีซูซุดั้งเดิมขับแล้วอาจจะรู้สึกว่า รถดูกระด้างขึ้นสักหน่อย ก็ไม่น่าแปลกใจ ด้วยเซทติ้งทั้งหมดนี้ดูตั้งใจทำให้รถขับมั่นใจขึ้น

ถ้าอยากสบายกว่านี้ ผมคิดว่าตัว ล้อขอบ 18 จะนุ่มนวลกว่านี้ ด้วยยางแก้มสูงกว่าถึง 60%  ของหน้าสัมผัส เมื่อบวกกับความเป็นรถที่มีโครงสร้าง จึงยังนั่งไม่สบายเท่าครอสโอเวอร์ ที่ใช้โครงสร้างแบบ Monoque   แต่ถ้าเทียบกับ  PPV   ด้วยกัน ผมรู้สึกว่ามันนั่งสบายที่สุดแล้วในเวลานี้

เรื่องความปลอดภัย ที่เติมเข้ามา มีเฉพาะในรุ่น Ultimate   ระบบกล้องคู่ เท่าที่ลองใช้ มันไม่เพียงให้ความปลอดภัยเพิ่มขึ้น บางอย่างยังให้ความสบายในการขับขี่เพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะ Adaptive Cruise Control  สามารถใช้ได้ยันจอดสนิท นับเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่คาดคิดว่าได้เห็นมาก่อน

ตัวระบบเองมีความแม่นยำสูงมาก แม้จะทำงานด้วยกล้องก็วางใจได้ จากที่ลองใช้งานจริงบนสภาพขับขี่จริง ถึงจะมั่นใจได้ระบบก็ยังมีข้อจำกัดในการทำงาน อาทิ ฝนตก หรือ หมอกหน้าจัด รวมถึงระยะการมองของกล้อง ด้วย Isuzu  MU-X  เป้นรถที่มีความสูงบางจังหวะเช่น รถกำลังเคลื่อนตัว มอเตอร์ไซค์ตัดหน้าเข้ามาในระยะกระชั้นชิดทันควัน ระบบอาจตอบสนองไม่ทันก็มีบ้าง

ส่วนประเด็นการใช้งานที่อาจจะต้องฝาก อีซูซุไปพิจารณา คงเป็น วิธีการปิดระบบความปลอดภัย ต่างๆ ควรมีสวิทช์มาให้หรือไม่

ตอนนี้จะปิดระบบทีต้องทำตั้งแต่ก่อนออกจากรถ จะขับไปแล้ว เจอเพื่อนมาซ่า จะแว้นซ์แข่งนี่ต้องระวัง ไม่เพียงระบบจะเตือนตลอดทางยามปาดซ้ายปาดขวาแล้ว บางจังหวะอาจช่วยคุณแบบไม่ต้อง โดยเฉพาะระบบเตือนการชนทางด้านหน้า จะเบรกให้เวลาจวนตัว อาจจะทำให้เสียจังหวะได้

ให้ดี ขอแนะนำให้ทำ ปุ่มแบบ  One Touch Close All   นึกไม่ออกไปถามพันธมิตร มาสด้า ปุ่มเดียวที่ปิดทุกระบบความปลอดภัย ไม่ต้องมานั่งปิดทีละระบบในจอ เสียเวลา และยุ่งยากซับซ้อนในการใช้งาน

ในภาพรวม นี่คือ Isuzu  MU-X   ที่ดีที่สุดตั้งแต่พัฒนา ใช่ผมอาจจะบอกว่า มันยังไม่ลงตัวสมบูรณ์แบบอยู่บ้าง ในหลายเรื่อ ง หากแต่ด้วยรถคันนี้ตั้งใจออกมาเป็นรถครอบครัว ภายใต้จุดขาย ความหรูหราสง่างาม นั่งสบาย ประหยัดและปลอดภัย ถ้าทั้งหมดที่ผมพูด คือสิ่งที่คุณกำลังคิดกับรถอเนกประสงค์หนึ่งคัน

Isuzu MU-X  1.9  Ultimate   น่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมสำหรับการมาเป็นรถคู่ใจยามเดินทาง

สามารถศึกษาข้อมูลตัวรถเพิ่มเติมได้ที่ Isuzu 

 

 

ภาพและบทความรีวิวนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน และเว็บไซต์ Ridebuster.com   ห้ามมิให้นำไปเผยแพร่ทำซ้ำ ในช่องทาง,สื่อ อื่นใด เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

Comments

comments