รถกระบะ ครบคุ้ม 5 เรื่องควรเข้าใจใหม่ ที่เราอยากบอกคุณ

รถกระบะ เป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ในฐานะรถยนต์ที่มีความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย ครอบคลุมรอบด้าน ตรงใจความต้องการ ราคาก็ไม่แพง 

พอจะซื้อรถสักคัน มันก็เหมือชีวิตคนไทย ถูกตั้งโปรแกรม ให้ซื้อรถกระบะมาใช้ทั้งที่ ยังมีรถอีกหลากรูปแบบที่อาจจะเหมาะกับการใช้งานในแต่ละแบบมากว่า วันนี้เราจะมาเปิดโลกทัศความเข้าใจผิด เกี่ยวกับรถกระบะ ที่ฝังรากลึกในคนไทยมายาวนาน จนคุณเอง อาจไม่เคยคิดมาก่อน ว่าตัวเองก็เข้าใจผิด 

1.ประหยัดที่สุด เพราะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 

ตั้งแต่อดีต เครื่องยนต์ดีเซล กลายเป็น ของคู่รถกระบะมายาวนานมาก และมีการพัมนา มาต่อเนื่อง จนทำให้ มีประสิทธิภาพทัดเทียม หรืออาจจะมากกว่าเครื่องเบนซิน 

เครื่องดีเซล มักถูกมองในฐานะภาพความประหยัดในการขับขี่ ยังไง เสียก็กินน้ำมันน้อยกว่า หรือ อาจจะ เติมน้ำมัน ในราคาเท่ากัน ขับได้ไกลกว่า 

หากมองเรื่องนี้ จริงๆ จะพบว่า ข้อเท็จจริง ของ ความรู้สึก ว่าเครื่องยนต์ดีเซล ประหยัด มาจากราคาน้ำมันที่ถูก มันไม่เคยพุ่งไปมากกว่า   30    บาท รัฐคุมราคาเพื่อไม่ให้กระทบ ต่อการใช้งานในเชิงพาณิชย์ ซึ่งบริษัทขนส่งอาจคิดค่าดำเนินการเพิ่ม ด้วยเหตุนี้ จึงพยายามที่จะคุมราคา ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม  

ในแง่การกินน้ำมัน จริงๆ จะกินมากน้อย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ พฤติกรรมการขับขี่ , ขนาดเครื่องยนต์ , ความสมบูรณ์ในการบำรุงรักษา ไปจนถึง เส้นทางที่เราขับขี่ 

คนส่วนใหญ่ มักคิดว่า เครื่องดีเซล ประหยัด เนื่องจาก มันมักใช้ในต่างจังหวัด ที่มีการจราจรไม่แออัดมาก ประกอบกับเครื่องดีเซลมีกำลังอัดสูง และสร้างแรงบิดสูงในรอบต่ำ ทำให้ออกตัวง่ายมาก จึงรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องใช้เดินคันเร่งเยอะ ก็สามารถจะขับรถเร่งแซงง่าย จึงมีความรู้สึกว่ามันประหยัดกว่า 
จากการทดสอบ ของ   ridebuster ในรถกระบะหลายยี่ห้อ เราพบว่า รถกระบะ  เครื่อง  1.9-2.4   ลิตร จะประหยัดอยู่ราวๆ  13-14   ก.ม./ลิตร ที่ความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม. โดยประมาณ นั่นพอๆ กับ เครื่องเบนซิน ขนาด 2.5  ลิตร ที่ไม่มีเทอร์โบชาร์จ อย่างในรถ   Nissan X-Trail   ไม่ได้แตกต่างกัน 

2.กระบะ ลุยได้มากกว่า 

เป็นความจริง ที่รถกระบะ ดูจะลุยได้มากกว่า เมื่อเทียบว่า ใช้โครงสร้างแบบ   Body On Frame   มีกระดูงูวางใจ้รถ ทำให้ โครงสร้าง มีการบิดตัวน้อยกว่าแบบอื่น 

แต่ สิ่งที่หลายคนลืมคิดไปสนิท มี อยู่  2  เรื่อง 

ประการแรก คุณ อาจไม่เคยไปลุยจริงๆ จังๆ อย่างที่คิด คำว่า ลุย น่าจะอ้างอิงถึงทางออฟโรด ไปป่า เขา มากกว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ชอบเที่ยวแนวนี้ รถกระบะ ก็เรียกว่าเหมาะสมมากๆ ในการขับขี่ 

ในทางกลับกัน ถ้าคิดว่า ซื้อรถกระบะ เพรา แถวบ้าน ถนนไม่สู้ดี หลุมบ่อเต็มไปหมด ขับรถกระบะสบายใจ รูดผ่านไปได้สบายๆ ถ้าคิดเช่นนี้อาจจะต้องคิดใหม่ เพราะที่จะต้องรับภาระหนัก คือ ระบบกันสะเทือน หรือ ช่วงล่าง จะพังง่ายมาก ทางออก ไม่ใช่ ซื้อรถกระบะ แต่อาจจะต้อง ใช้ความเร็วไม่มาก เวลาเจอทางขุรขระ 

ข้อต่อมา คงเป็นเรื่องการลุยน้ำท่วม แม้อยู่ในเมืองหลวง ก็น้ำท่วมบ่อยมาก ด้วยตัวรถกระบะที่มีความสูง จะหนีน้ำดีกว่า นั่นเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะที่จริง รถอะไรก็ตาม ที่มีระยะสูงจากพื้นมากกว่า   200  มม. มักจะมีความสามารถในการลุยน้ำได้ดีในระดับหนึ่ง เว้นในกรณี น้ำท่วมสูงกว่า   60  ซ.ม. ขึ้นไป รถกระบะ จะได้เปรียบในทันที 

แต่ถ้าน้ำท่วมสูงขนาดนั้น คงเป็นไปได้ยากในกทม. เว้น เมื่อปี  2554 ที่เคยผ่านมา ซึ่งก็หาได้ยากจริงๆ 

3.กระบะดูแลง่าย 

ตั้งแต่อดีต มาจนถึงปัจจุบัน รถกระบะ ถูกพูดถึงในความอึดถึกทนทานในการใช้งาน เป็นคู่หูม้าใช้ของคนไทยในหลายพื้นที่

อันที่จริง รถกระบะเป็นรถที่ดูแลง่ายในการใช้งาน นั่นเป็นความจริงในยุคก่อน โลกสมัยใหม่ได้พัฒนาเครื่องยนต์ดีเซล ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง หลายอย่าง อาทิ หัวฉีดคอมมอนเรล รวมถึง เทอร์โบชาร์จแปรผัน และมีอีกหลายรายการที่ซุกซ่อนไว้ข้างใน จนบางคนคาดไม่ถึง ทั้งหมดนั้น เพื่อทำให้รถมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น 

ในความเป็นจริง รถกระบะ ก็ยังดูแลง่ายอยู่ ปัจจุบัน รอบถ่ายน้ำมันเครื่องก็นานขึ้น เป็น   15,000-20,000 ก.ม. ต่อครั้ง ที่น่ากังวลใจจริงๆ คือ การดูแลรักษา และค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว ด้วยการใช้เทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น ไม่ใช่เพียงค่าของแพงขึ้น ช่างทั่วๆไป ใช่ทุกคนจะซ่อมได้เหมือน กระบะยุคก่อน

4. การใช้งานได้หลากหลาย 

เดิมที รถกระบะอาจเกิดมาเพื่อเชิงพาณิชย์ จนกระทั่ง มีรุ่น  4  ประตู มาทำตลาด และทุกคนบอกว่า เฮ้ มันโดยสารก็ได้ บรรทุกก็ได้ เอาที่เราต้องการใช้งาน ก็มีทุกความต้องการครบครัน 

รถกระบะ จุดประสงค์หลัก เกิดมาเพื่อบรรทุก และยังเป็นเช่นนั่น อยู่ สังเกตจากช่วงล่างหลัง แบบแหนบหลายแผ่นซ้อน แม้กับรถ  4  ประตู  ก็ยังใช้ช่วงล่างนี้เช่นกัน 

ในความเป็นจริง รถปิคอัพ จึงไม่ได้ ออกแบบมาใช้งานได้หลากหลาย มันยังเน้นการบรรทุกเหมือนเดิม เพียงเติมความสามารถในการโดยสารเข้ามาด้วย 

และที่จริงแล้ว พื้นที่ในการโดยสารรถคันนี้ ก็ไม่ได้มากมายอย่างที่เราคิดนึก ห้องโดยสารรถกระบะ 4 ประตู ไม่ได้ใหญ่ยาวมาก อย่างทุกคนคิด มันพอๆ กับรถอย่าง   Toyota Altis  และช่วงล่างหลังแบบแหนบ ก็ไม่ได้ ทำให้มันโดยสารสบายสักเท่าไร 

พอคิดว่า จะต้องบรรทุกปิคอัพ สี่ประตู พื้นที่บรรทุกท้ายก็ใช่จะเยอะนัก 

กลายเป็นมีให้ใช้ครบ แต่ไม่ได้เด่นดี อะไรสักอย่าง ดังนั้น ถ้าคิดจะหารถนั่งด้วย และ ใช้ของที่มีชิ้นใหญ่บ้างในบางครั้ง รถอเนกประสงค์ หรือ รถเก๋ง  5 ประตู อาจจะเหมาะกว่าด้วยซ้ำไป 

5.รถกระบะ ราคาถูก?

เรื่องนี้ อาจจะได้เวลาคิดใหม่ กันแล้ว ภาพจากอดีตว่า รถกระบะ ราคาถูก เป็นเจ้าของง่ายอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดแล้วในวันนี้

ปัจจุบัน รถปิคอัพ มีราคาเริ่มต้นที่  5  แสนกว่าบาทกลางๆ ไปจนถึง ราคา ล้านกว่าบาทในรุ่นท๊อป 

ถ้าโฟกัสไปที่รุ่น ที่ได้รับความนิยม  4  ประตู ยี่ห้อยอดนิยม Isuzu D-max  จะมีราคาเริ่มที่   686,000  บาท ในรุ่น   1.9 Ddi S   ถ้ารุ่นเกียร์ออโต้ ก็จะมีราคาแพงขึ้นเป็น   721,000  บาท 

ราคาดังกล่าว ใกล้เคียงกับอีโค่คาร์ตัวท๊อป และถ้าเทียบออพชั่นต่อออพชั่น อาจจะกลายเป็น รถอีโค่คาร์ให้มากกว่า จะน้อยกว่าก็เพียงกำลังเครืองยนต์ และขาดพื้นที่บรรทุก เท่านั้น

Comments

comments