ไฟฉุกเฉิน-ไฟผ่าหมาก กลางฝน ความเข้าใจผิดคนไทย จนกลายเป็นวัฒนธรรมผิดๆ

แบ่งปันเรื่องนี้

การกระทำใดๆ ถ้าทำต่อกันมายาวนาน ก็กลายเปฌนวัฒนธรรมได้ หนึ่งในนั้น คือ การเปิด ไฟฉุกเฉิน ที่เรามักเห็นเป็นประจำ ทั้งที่หน้าที่มัน มีหน้าที่เดียว คือกระพริบให้สัญญาณเตือน เมื่อรถกีดขวางช่องทางการจราจร

ไฟฉุกเฉิน ถูกคนไทย แต่งตัวตั้งสมญานามให้มันใหม่ว่า “ไฟผ่าหมาก” ที่มาของชื่อนี้คาดว่าน่าจะมาจาก รูปสามเหลี่ยม ที่เอาไว้ตั้ง เมื่อรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ เมื่อใช้งานกดเปิด สัญญาณไฟเลี้ยวทั้ง  2  ด้าน จะติดพร้อมกัน เหมือนคุณเปิดไฟเลี้ยว  2  ด้าน แล้วกระพริบ พร้อมกัน  ตลอดเวลา 

เมื่อเปิดไฟฉุกเฉิน ตำแหน่งสัญญาณไฟเลี้ยว ซ้าย และขวา จะใช้ไม่ได้ ทำให้ เมื่อเปลี่ยนทิศทาง ให้สัญญาณไป คนอื่น ก็ไม่เห็น

ท่ามกลางบรรยากาศกลางฝน เป็นสถานการณ์ที่คนไทยจำนวนมาก นิยมเใช้ไฟผ่าหมาก หรือ ไฟฉุกเฉิน เปิดค้างแล้วขับรถ

จากที่เคยโพสต์คลิปลงใน สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมคนไทย Tiktok ประมวลได้ว่า คนที่ใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินกลางฝน มักติต่างว่า

ตัวเองเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ เนื่องจาก ไฟฉุกเฉิน จะช่วยกระพริบเตือน จะทำให้รถเป็นจุดสังเกตมากขึ้น

หลายคนคงเคยใช้ไฟฉุกเฉินขับรถ มาบ้าง  คงรู้ว่า เวลาเราเปิดไฟฉุกเฉิน หรือ ไฟผ่าหมาก เจ้าไฟเลี้ยวที่เคยใช้บอกสัญญาเปลี่ยนทิศทาง จะติดทั้ง  2  ข้าง ทำให้เมื่อคุณขับกลางฝน ต้องการจะเปลี่ยนทิศทาง หากเปิดไฟผ่าหมากไว้ แล้วจะเปลี่ยนเลน เพื่อนร่วมทางจะไม่ทราบ ทิศทางที่คุณจะไป ต่อให้เปิดไฟเลี้ยวแล้วก็ตาม เนื่องจาก ไฟฉุกเฉินทำงานอยู่ 

ประการต่อมา ในช่วงฝนตก กระจกบังลมหน้าจะมีเม็ดฝนเกาะอยู่  แม้จะมีการปัดต่อเนื่องการให้ สัญญาณ ไฟกระพริบ หรือ วับวาบกลางฝน เมื่อรวมกับน้ำ จะทำให้ลายตาได้ง่าย กระพริบคันเดียว ก็ว่าแย่แล้ว ถ้าเจอ มากระพริบหลายๆ คัน ทีนี้ตาลายก็เคยประสบด้วยตัวเองมาแล้ว

นั่นเป็นเหตุให้ คนอื่น จะหลบเลี่ยงไม่เข้าใกล้ รถที่เปิดไฟฉุกเฉินเวลาขับกลางฝน ไม่ใช่ว่าเป็นจุดสังเกต  

จากภาพ จะเห็นว่า ไฟท้ายรถยนต์ปกติ ก็สามารถมองเห็นได้ เมื่อเทียบกับ ไฟฉุกเฉิน ก็ชัดเจนพอๆ กัน แม้ว่า ฝนจะตกหนักก็ตาม

รวมถึงการเปิดผ่าหมากขับรถ ยังสร้างความเข้าใจผิด  แก่เพื่อนร่วมทางท่านอื่น อาจจะ นึกว่า รถคันข้างหน้าเสีย หรือเกิดอุบัติเหตุ กีดขวางช่องทางจราจร ที่กำลังใช้ ทำให้ต้องหลบเลี่ยง หรือชะลอความเร็วกระทันหัน จนคุณอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ แก่คนอื่นได้

และกับตัวคุณเอง เมื่อใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน จะมีเสียงดังของ รีเลย์ต่อเนื่อง ยิ่งสร้างการรบกวนสมาธิการขับขี่ ด้วยในอีกทาง

ในเรื่องนี้แม้ในทางกฎหมายไม่ได้มีกำหนดว่า ผู้ขับขี่ควรจะทำอย่างไรเมื่อขับผ่านกลางฝน แต่ก็มีข้อกฎหมายชัดเจน เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ ตาม พรบ  จราจร 2522   ได้แก่  

มาตรา 11  ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถหรือสิ่งกีดขวางในทางได้โดยชัดแจ้งภายในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางต้องเปิดไฟ หรือใช้แสงสว่างตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

เมื่อฝนตกหนัก ต้องลดความเร็วที่ใช้ขับขี่ และ เพิ่มความระมัดระวัง โดยเว้นจากคันหนเามากขึ้น

มาตรา 13 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถทุกชนิดในทางเดินรถใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ เสียงสัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณที่เป็นเสียงนกหวีด เสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควร หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจอนุญาตให้รถฉุกเฉิน รถในราชการทหารหรือตำรวจ หรือรถอื่นใช้ไฟสัญญาณวับวาบหรือใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นได้ ในการนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ไฟสัญญาณหรือเสียงสัญญาณรวมทั้งกำหนดเครื่องหมายที่แสดงถึงลักษณะของรถดังกล่าวด้วยก็ได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ส่วนเรื่องการขับขี่ ท่ามกลางฝนตก  มีเพียง  มาตรา 69  ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเดินรถบนเนินเขา บนสะพาน ที่เชิงสะพาน ที่แคบ ทางโค้ง ทางลาด ที่คับขัน หรือที่มีหมอก ฝน ฝุ่น หรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะหกสิบเมตร ต้องลดความเร็วของรถในลักษณะที่จะให้เกิดความปลอดภัย

ทีนี้ไฟฉุกเฉิน เกิดขึ้นได้ จากการกำหนด กฎกระทรวง กฎกระทรวงฉบับที่ 11(พ.ศ.2525) ออกตามความใน พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ.2522 เมื่อวันที่  25  มกราคม  พ.ศ. 2525 

ในข้อ  2  ให้กำหนดลักษณะของ เครื่องหมาย หรือ สัญญาณที่ผู้ขับขี่จำเป็นต้องแสดง ในกรณีที่จำเป็นต้องจอดรถในช่องทางเดินรถ  เนื่องจากเครื่องยนต์ หรือ อุปกรณ์รถขัดข้อง  

ในข้อนี้  (3)  ได้กำหนดให้ สัญญาณ เป็นสัญญาณไฟกระพริบสีเหลืองอำพัน หรือสีขาว ติดอยู่ทางด้านหน้าของตัวรถ ทั้งด้านซ้ายและ ด้านขวา และสัญญาณไฟกระพริบสีแดง หรือ เหลืองอำพันติดอยู่ท้ายรถ ทั้งทางด้านซ้ายและขวา 

หรือพูดให้เข้าใจง่าย เมื่อรถเสียไม่สามารถไปต่อได้ ให้เปิดไฟฉุกเฉิน ในภายหลัง ไฟฉุกเฉิน ถูกนำมาใช้เพิ่มเติมในกรณีเกิดอุบัติเหตุ กีขวางช่องทาง เมื่อรถชน ก็จะเปิดไฟกระพริบ เป็นสัญญาณว่า มีอุบัติเหตุ เป็นธรรมเนียมที่นิยมใช้กันบนถนน

อย่างไรก็ดี จะพบว่า ตามกฎหมาย ไฟฉุกเฉิน ไม่ได้ ให้เปิดแล้ว ขับขี่รถไปด้วย แต่ให้เปิด เพื่อแสดงว่ารถคันดังกล่าว ไม่สามารถขับเคลื่อนได้

หากนำ เจตนารมณ์ ทางกฎหมาย มาตีความ ทั้งจาก พรบทางยก และ กฎกระทรวง ตามที่เราอ้าง จะเห็ชัดว่า เมื่อฝนตก ผู้ขับขี่ ควรจะ เปิดไฟหน้า หรือ ไฟอื่นๆ (อาทิ ไฟตัดหมอกหลัง) เพื่อแสดงให้รถคันหลังเห็นตัวเอง โดยต้องเห็นได้ในระยะ  50  เมตร ขึ้นไป เมื่อจอฝน ต้องลดความเร็วลงมา มองเห็นได้ยาก ต้องลดความเร็วลงมาจนอยู่ในระดับที่สามารถขับขี่ได้ปลอดภัย 

ส่วนไฟฉุกเฉิน ใช้เพื่อ บอกว่ารถคันนั้นๆ เสีย ไม่สามารถขับได้ และกีดขวางช่องทางจราจร หลายคนอาจจะเถรตรงว่ากฎหมาย ก็ไม่ได้ห้ามไม่ได้ระบุ แต่ จุดประสงค์เขาก็ชัดเจนตามกฎกระทรวง ที่เรานำมากล่าวอ้าง ไฟฉุกเฉิน ใช้เมื่อรถเสีย หรือต้องจอดรถในช่องทางเดินรถ (อุบัติเหตุ) เท่านั้น 

แต่หากคุณดื้อรั้น เปิดไฟผ่าหมาก-ไฟฉุกเฉินฝ่าฝน ก็อาจจะผิด ตามมาตรา มาตรา 13 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถทุกชนิดในทางเดินรถใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ ยกเว้นรถฉุกเฉินที่ได้รับอนุญาต หากคุณทำ เจ้าหน้าที่ตำรวจพับเห็น ที่จริง สามารถจับปรับได้ทันที โดยปรับไม่เกิน  1,000  บาท 

หากความจริง คงไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหน มาเสี่ยงยืนจับปรับตั้งด่านเวลาฝนตกหรอกก็แค่อยากบอกให้รู้ไว้ว่า ที่พูดว่า เป็นจุดสังเกตคนอื่น ไม่ผิดกฎหมาย เขาไม่ได้บัญญัติ จริงๆ แล้วมีกฎหมายรองรับ ที่เขาไม่มาปรับหรือจับเป็นจริงเป็นจัง เพราะไม่เหมาะหรือเอื้อต่อการจับกุม เท่านั้นเอง  

การเปิดไฟฉุกเฉิน ขับกลางฝน เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรทำ  อาจจะด้วยความหวังดีต่อเพื่อนร่วมทาง คิดเอาเองว่า มันน่าจะปลอดภัย แต่ที่จริง คุณกำลังทำให้คนอื่นเสี่ยงภัยจากสิ่งที่ทำมากกว่า 

ในกรณีฝนตกหนัก ที่ถูกต้องคือ เปิดไฟหน้า ขับรถ ถ้ารถคุณมีไฟตัดหมอกหลัง ซึ่งรถหลายรุ่นมีมาให้เป็นมาตรฐานจากโรงงาน ก็ให้เปิดใช้งานร่วมด้วย แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะเวลาคุณเปลี่ยนเลน เลี้ยวไปทิศทางอื่นจากเดิม จะได้เปิดไฟเลี้ยว บอกเพื่อนร่วมทาง ซึ่งสำคัญกว่าในยามทัศนวิสัยมองลำบากเช่นนี้ 

อ้างอิง จาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments