รถเรา ขับลุยน้ำท่วม ได้สูงแค่ไหน ???

แบ่งปันเรื่องนี้

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ผมมักจะได้รับคำถามสม่ำเสมอว่า พี่ครับ รถที่ผมใช้ ยี่ห้อ… รุ่น … สามารถ ขับลุยน้ำท่วม ได้แค่ไหนกัน

ปัญหาน้ำท่วมกับเมืองไทย เรียกว่ามีทุกปี ทั้งในต่างจังหวัด และในเมืองหลวง ไม่ว่าจะมาจากน้ำขังรอการระบาย ไปจนถีง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่า รถเรา ขับลุยน้ำ ได้เท่าไรกัน

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เรารู้ว่ารถเรามีศักยภาพในการ ลุยน้ำท่วม ได้เป็นอย่างดี โดยหลักๆ กายภาพของรถนั้น จะบอกเราอยู่ 2 -3 เรื่องสำคัญ ดังนี้

  1. Ground Clearance ข้อแรกที่คุณจะรู้ว่า รถของเราสามารถลุยน้ำสูงมากไหม (โดยไม่ต้องมาดูระดับน้ำให้วุ่นวาย) คือ ระยะความสูงจากพื้นถึงท้องรถ หรือ Ground Clearance
    ตามปกติรถเก๋งจะมี ระยะความสูงนี้ราวๆ 120-150 มม. (แล้วแต่รุ่นและยี่ห้อ) ความสูงต่ำ ทำให้ศูนย์ถ่วงรถต่ำ มันจะขับดีในยามปกติ กลับกันในยาม ต้องเจอวิกฤติน้ำท่วมนั้น หมายถึงรถไม่สามารถลุยน้ำได้มาก เท่าไรนัก
    ในส่วนรถ SUV และรถกระบะ โดยมากจะมีความสูงมากกว่านั้นเช่น
    • MPV- Crossover จะสูงราวๆ 200-205 มม. แล้วแต่ยี่ห้อ
    • Crossover 200-220 มม. แล้วแต่ยี่ห้อ
    • กระบะ และ PPV โดยมากจะเท่ากันที่ 200-240 มม. แล้วแต่ยี่ห้อ
  2. ความสูงของท่อรับอากาศ ท่อรับอากาศที่ดูดเข้าไปในหม้อกรอง เป็นส่วนสำคัญมากในการลุยน้ำ ถ้าท่อตัวนี้สูง หมายความว่า คุณจะลุยน้ำท่วมสูงสุดได้พอสมควรแต่เป็นจุดสูงสุดที่รถจะสามารถทำได้ ซึ่งปกติ ผู้ผลิตจะไม่ให้ข้อมูลส่วนนี้ เผยแพร่ออกสู่สาธาระชน
ระยะความสูงจากพื้นถึงท้องรถ คือ ระยะปลอดภัยในการผ่านอุปสรรคใดๆ ก็ตาม รวมถึง การ ขับลุยน้ำท่วม ด้วย

โดยสรุปในเบื้องต้น

รถเก๋งจะลุยน้ำได้น้อยกว่ารถกระบะ หรือ รถอเนกประสงค์แน่นอนครับ แต่ไม่ใช่ จะลุยไม่ได้เลย เพียงแต่ต้องรู้ว่า ระดับน้ำนั้นสูงเพียงใด

ระดับน้ำสำคัญ มาก

มาถึงตรงนี้น่าจะพอนึกออกแล้วว่ารถก เราน่าจะลุยได้แค่ไหนในเบื้องต้น เรื่องที่สำคัญกว่าตัวรถของเร าก็คือระดับน้ำที่เราต้องลุยไปบนทางข้างหน้า

ระดับน้ำที่ปลอดภัยกับรถของเรา คือระดับน้ำ ที่ไม่สูงกว่า Ground Clearance 150-200 มม. หรือราวๆ 15-20 ซ.ม. ถ้านึกไม่ออก ก็ราวๆ ครึ่งล้อรถของเรา แบบนี้สามารถลุยได้สบายมากหายห่วง ไม่ต้องกังวล

รถเก๋ง โดยส่วนใหญ่ จะลุยน้ำได้ไม่สูงนัก เนื่องจาก ความสูงจากพื้นถึงท้องรถไม่สูงเท่าไรนัก

ระดับน้ำที่น่าจะต้องเริ่มกังวลคือระดับตั้งแต่ 20 ซ.ม.- 30 ซ.ม. (200-300 มม.) เนื่องจาก เป็นระดับสูงกว่าระยะความสูงพื้นถึงท้องรถ ระดับนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระดับที่คนขับมากประสบการณ์จะพร้อมลุย กล้าได้กล้าเสีย แม้จะไม่ใช่ระยะปลอดภัย แต่ก็พอไปได้

ประเด็นคือ ไม่ใช่เราคนเดียวที่คิดแบบนั้น ทำให้ ส่วนใหญ่รถจะยังสัญจรอยู่ แต่อาจจะขับเคลื่อนช้าๆ และในหลายสถานาการณ์อาจมีรถสวนทางด้วย

การมีรถสวนทางนี่แหละครับที่จะสร้างปัญหาให้กับเรา เมื่อรถลุยน้ำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ คลื่นน้ำจากรถคันอื่น ซึ่งคลื่่นจากรถเก๋งด้วยกันอาจจะไม่เท่าไร แต่ถ้าคุณเจอรถกระบะ รถบรรทุก พวกนี้คลื่นที่พามาหาคุณจะมีความสูง บางครั้งสูงจนสามารถเข้าท่อดูอาากศหม้อกรองเราได้

นี่เองเป็นสาเหตุว่า ทำไม รถกระบะ กับ SUV จึงไม่ค่อยตายเวลาน้ำท่วม เพราะส่วนใหญ่ท่อกรองอากาศ ทักจะอยู่สูงกว่า รถเก๋ง นั่นเอง

Ford Ranger เป็นรถกระบะที่ยังเคลมการลุยน้ำสูงถึง 800 มม. มาตั้งแต่เริ่มแนะนำวางจำหน่าย

แต่พอกรณีน้ำท่วมเกิน 300 มม. ขึ้นไป โดยส่วนใหญ่ คนขับรถเก๋งจะไม่ลุยอยู่แล้ว ที่ลุยชอบเสี่ยงจะเป็นบรรดากระบะและ SUV ทั้งหลาย ซึ่งทั้งคู่อาจจะมีตัวรถที่สูง แต่ รถอเนกประสงค์ประเภท ครอสโอเวอร์ ก็ไม่ใช่ว่าจะลุยได้ดีมากเสียทีเดียว เนื่องจากบางคันด้วยความใช้อาศัยพื้นฐานจากเก๋งทำให้ ระยะความสูงจากพื้นถึงท้องรถ ไม่ได้ว่าจะสูงมากมายนัก

รวมถึงรถบางรุ่นออกแบบเป็น Urban SUV มีความสูงมากกว่าปกติ นี่รวมถึงกระบะเตี้ย ด้วย น้ำระดับนี้ เวลามองด้วยสายตา จะถือว่าไม่สูงมาก ระดับจริงๆ แค่เหนือแข่า เท่านั้น

รถอเนกประสงค์บางแบบ สามารถ ขับลุยน้ำท่วม ได้สูง เนื่องจากออกแบบท่ออากาศมาสูง และ มีความสูงจากพื้นถึงท้องรถ ค่อนข้างสูง

ในระดับน้ำ 300 มม. ไปจนถึง 500 มม. (30-50 ซ.ม.) เป็นระดับที่มีความเสี่ยงมาก เนื่องจาก ในระดับน้ำ ท่อไอเสียของรถมักจะจมน้ำไปแล้ว หากไอเสียมีแรงดันจากเครื่องยนต์ ต่ำลงจะเกิดแรงดูด เข้าในท่อไอเสีย เมื่อท่อไอเสียถูกบล็อกผลคือ แรงดันไอเสียไม่มีทางไป เครื่องยนต์จะดับ และไม่สามารถสตาร์ทติดได้

การลุยในน้ำท่วมสูงระดีบตั้งแต่ 30 ซ.ม.ขึ้นไป หากต้องการจะเสี่ยง ควรทำอย่างนี้

  • ไม่ขับรถจี้คันหน้ามีระยะห่าง 1-2 คัน รถเป็นอย่างน้อย
  • เดินคันเร่งต่อเนื่อง ไม่เร่งแล้วผ่อน
  • ใช้ความเร็วต่ำ ผ่านบริเวณที่มีกระแสน้ำท่วม
  • มองไกลข้างหน้า หากพบรถสวนมา โดยเฉพาะรถประเภทที่ใหญ่กว่าเรา ควรเพิ่มความเร็วเล็กน้อย เพื่อรับการปะทะของคลื่น
  • ห้ามเบรก หรือ ชะลอ โดยไม่จำเป็น โดยเด็ดขาด
  • ปิดระบบปรับอากาศในระหว่างลุยน้ำ (ป้องกันพัดลมแอร์หัก)

หลังจากผ่านการลุยน้ำ ให้ทำดังนี้

  • ย้ำเบรกหลายๆ ที เพื่อรีดน้ำออกจากผ้าเบรก ลดอาการเบรกลื่น
  • ในกรณีน้ำท่วมสูง ให้หาที่จอด โดยติดเครื่องทิ้งไว้ก่อน เพื่อ ตรวจเช็คสภาพรถในเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาณเตือนต่างๆ ก่อนขับเดินทางต่อ
  • เร่งเครื่องแรงๆ 4-5 ที เพื่อ ไล่น้ำ ออกจากท่อไอเสีย หลังจากผ่านน้ำ โดยเฉพาะรถเก๋ง ที่มักจะให้ท่อไอเสียตรงตรง

ในส่วนระดับน้ำมากกว่า 50 ซ.ม. ขึ้นไป ถือว่าเป็นระดับอันตรายมาก เนื่องจาก น้ำมีความลึกมากเป็นพิเศษ และมีความเสี่ยงสูงที่รถเราจะดับกลางน้ำ หากเส้นทางข้างหน้าเราไม่ทราบว่า เราต้องลุยน้ำระดับนี้ไปไกลแค่ไหน แนะนำว่าอย่าเสียงโดยไม่จำเป็น อาจจะหาเส้นทางเลี่ยงจะดีกว่าการที่คุณตายกลางน้ำ แล้วต้องมาเสียเวลายกรถเข้าซ่อมแซม ในภายหลัง

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคน น่าจะเห็นภาพ ว่าเราจะ ขับรถลุยน้ำท่วม อย่างไร ระดับไหนจึงจะเหมาะสม ส่วนสำคัญเมื่อต้องลุยน้ำ คือประเมินความเสี่ยงให้ดี ถ้าคิดว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยงลุยน้ำ อย่าลุยครับ

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments