วงการยานยนต์ไทยโดนอะไรบ้างจากไวรัสร้าย Covid-19

นับวันวิกฤตไวรัส Covid-19 ก็ยิ่งลุกลามมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน ว่าแต่ปัญหาสุขภาพระดับโลกนี้ส่งผลอย่างไรต่อวงการยานยนต์ไทยบ้าง?

 

ปลายเดือนมีนาคมคาบเกี่ยวต้นเดือนเมษายนของทุกปี เป็นช่วงที่คนไทยจำนวนมากเก็บเงินไว้สำหรับหาซื้อรถคันใหม่ไว้ท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แต่ในปี 2020 กลับต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะไวรัส Covid-19 ที่ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้ ส่งผลถึงทุกกลุ่มธุรกิจ แน่นอนว่าวงการยานยนต์ในไทยก็ได้รับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ก่อนจะเข้ามาดูในวงการยานยนต์ไทยว่าได้รับผลกระทบจากไวรัสดังกล่าวมากขนาดไหน จะพาไปอัพเดทสถานการณ์ทั่วโลกที่น่าสนใจเกี่ยวกับสายนี้เสียก่อน แน่นอนว่าอย่างแรกที่ทุกบริษัทรถยนต์พึงกระทำเหมือนกันก็คือ การลดกำลังผลิตรถยนต์ หรือไม่ก็ปิดสายผลิตชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อระหว่างพนักงาน นั่นหมายความว่าบริษัททุกแห่งได้รับผลกระทบต่างกันไม่มากก็น้อย

ค่ายรถขนาดใหญ่หลายแบรนด์พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการช่วยเหลือผู้คนทั่วโลก เริ่มด้วย BYD บริษัทผลิตรถไฟฟ้ากับแบตเตอรี่จากจีนได้แปรสภาพโรงงาน ให้กลายเป็นแหล่งผลิตหน้ากากอนามัยที่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ และด้วยความร่วมมือของพนักงานกว่า 3 พันคน จึงผลิตหน้ากากอนามัยได้มากสุดถึง 5 ล้านชิ้นต่อวัน

ต่อมาก็เป็นบทของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Ford, GM, Nissan, Volkswagen, Fiat และ Ferrari ได้ออกมาประกาศข่าวดีที่จะช่วยให้อุบัติการณ์ไวรัสร้ายแพร่ระบาดได้ทุเลาเบาลง โดยทางสำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานว่า บริษัทรถยนต์ที่ระบุชื่อมาทั้งหมดนั้น จัดตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อเริ่มหาวัตถุดิบกับทดสอบสารประกอบต่าง ๆ พร้อมหาวิธีในการใช้เครื่อมพิมพ์ 3 มิติ ในการผลิตชิ้นส่วนของเครื่องช่วยหายใจที่ใช้กับผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล

คำแถลงการณ์ของ Volkswagen ได้เปิดเผยว่า การปรับตัวเพื่อผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเขา โดยช่วงนี้ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจมาตรฐานของอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งเมื่อใดที่ได้รับพิมพ์เขียวมาบริษัทก็จะพร้อมเดินหน้าผลิตทันที และจะใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ แบบอุตสาหกรรม จำนวนกว่า 125 เครื่อง ในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องช่วยหายใจตามที่รัฐบาลร้องขอ

 

 

รถใหม่เปิดตัวเงียบ เลื่อนเปิด งานมหกรรมขายรถยังไม่รู้ชะตากรรม

 

อันที่จริงเดือนมีนาคมเราจะได้เห็นขบวนรถรุ่นใหม่พากันเปิดตัวหลายรุ่น แต่มีนาคมปี 2020 รถใหม่ที่เปิดตัวหลายคันทำได้เพียงส่งข่าวพร้อมรูปภาพเท่านั้น เพราะไม่สามารถจัดงานเปิดตัวตามปกติที่เคยทำได้ และก็มีบางคันถึงกับต้องเลื่อนวันเปิดตัวออกไป เพราะเป็นรถโมเดลความหวังที่เข้ามาช่วยกอบกู้บริษัท นั่นคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Nissan Kick e-Power ที่จำเป็นต้องเลื่อนการเผยโฉมจริงออกไปอย่างไม่มีกำหนด

อีกหนึ่งหน่วยที่โดนหางเลขของไวรัส Covid-19 ที่เล่นเอาซะเดินต่อไปแทบไม่เป็นท่า นั่นก็คือมหกรรมขายรถช่วงต้นปีอย่างงาน Motor Show 2020 ที่ตามปกติแล้วปีนี้มีช่วงเวลาการจัดงานอยู่ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2563 กลับต้องประกาสเลื่อนออกไปอีกหนึ่งเดือนมาอยู่ในช่วง 22 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2563

 

 

แม้วาจะประกาศเลื่อนวันจัดงานออกไปตามคำแนะนำของรัฐบาลไทย แต่ด้วยสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสที่เพิ่มขึ้นทุกวัน จากหลักสิบในช่วงต้นเดือนมีนาคม มาจนถึงวันนี้วันที่ 23 มีนาคม ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 721 คน ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศปิดสถานที่ที่ผู้คนเข้าไปใช้งานพลุกพล่าน อาทิ ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา สถานบันเทิง และอื่น ๆ แต่ยอดผู้ติดเชื้อก็ไม่ได้มีที่ท่าจะลดลง

กอปรกับการปิดสถานประกอบการดังกล่าว ทำให้แรงงานจำนวนมากพากันเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา และอาจเป็นสาเหตุให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายไปสู่ภูมิภาคอื่นของประเทศ ไม่ได้ระบาดหนักแค่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกต่อไป นั่นจึงเป็นคำถามว่างานมหกรรมการขายรถ จะยังมีโอกาสได้จัดตามหมายที่ถูกเลื่อนอีกหรือไม่?

 

 

กรณีมีงานโชว์พร้อมขายรถกับโปรโมชั่นดึงดูดใจลูกค้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ของผู้บริโภคจะดีขึ้น เพราะช่วงนี้ทุกคนในชาติได้รับผลกระทบต่างกันไม่มากก็น้อย แม้จะเป็นคนทำงานมีเงินเดือนปกติ หรือรับหน้าที่เป็นข้าราชการรับใช้ประชาชน เหล่านี้ทั้งหมดก็เริ่มงดใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น รวมถึงไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนว่าจะก่อหนี้เพิ่มในสถานการณ์เช่นนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการยานยนต์ไทยที่ส่วนใหญ่ขายรถกระบะได้เป็นอันดับ 1 ยิ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ล้วนเป็นเกษตรกร คนทำงานโรงงาน พนักงานจ้างรายวัน และผู้คนในต่างจังหวัด พวกเขาเหล่านี้รับผลเต็ม ๆ จากการแพร่ระบาดของไวรัส เพราะต้องโยกเงินที่มีอยู่ไปใช้เพื่อการยังชีพในแต่ละวัน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าพวกเขาจะมีความคิดในการซื้อรถใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบัน

 

 

ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงเข้าสู่สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขาดทั้งอุปสงค์และอุปทานที่จะมาคอยดันขับเคลื่อนให้รุดหน้า ในระยะสั้นเพียง 2-3 เดือน อาจยังไม่ส่งผลเสียเด่นชัดนัก แต่กว่าที่ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค รวมถึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจทุกตัวจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เวลาอย่างต่ำ 1 ปี คือความคิดในแง่ดีที่สามารถคาดหวังได้ แต่ความจริงนั้นอาจกินเวลาถึง 2 ปี กว่าทุกระบบจะกลับสภาพฟื้นฟูเป็นเหมือนอย่างเดิม

 

ติดตามข่าวสารและบทความดี ๆ จากพวกเราทีมงาน Ridebuster.com

 

Comments

comments