Honda  City  SV  ….สไตล์หรู ครบเครื่อง ใกล้รถยุโรป

แบ่งปันเรื่องนี้

ตั้งแต่เริ่มวางจำหน่ายเป็นต้นม Honda City  ก้าวเข้ามาในรถกลุ่มอีโค่คาร์พันเทอร์โบ ด้วยความตั้งใจทำรถมีศักยภาพในการขับขี่มากขึ้น หลายคนมองรถ มองราคาแล้วมักจะบอกว่า ฮอนด้า ซิตี้แพง เนื่องจากราคาตัวท๊อป โหมไปตั้ง 739,000 บาท ในรุ่น  RS   ทั้งที่ตัวปกติ อย่างรุ่น SV   ก็น่าใช้ไม่แพ้กัน

หลายคนมองข้ามตัว  SV   ไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยความจริงว่า รุ่น RS เป็นท๊อปออพชั่น จัดหนักมาเต็มกว่า ทั้งที่ตัว SV   ก็เป็นรถรุ่นที่น่าสนใจ  วันนี้เราจะมาลองสัมผัส รุ่นธรรมดาๆ ไม่ต้องสปอร์ตจ๋า ของ ฮอนด้า ซิตี้กัน ว่ามันจะน่าสนใจเพียงใด

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เจอกันหนนี้ บอกคุณบิ๊ก PR  ฮอนด้า ว่า เราอยากลองตัวธรรมดา หลังจากไปลองบินเมื่อปลายปี ก่อน  Covid 19   ระบาด

เจอหน้าค่าตาหนนี้  เทียบกับรุ่นสปอร์ต RS ,   Honda  City  SV  แตกต่าง ด้วยมาดหรูหรา เริ่มจากใบหน้าเด่นด้วยกระจังหน้าโครเมียมขนาดใหญ่ มาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ ไม่ใช่  LED  การส่องสว่างตัดต้นทุนมากไปนิด ด้วยไฟหน้าฮาโลเจน ยังดีมีไฟ  Day Time Running Light   มาให้  และมันไม่มีไฟตัดหมอกมาให้คุณ

Honda City SV Full Review

มองหน้าหลายรอบ มันทำให้ผมนึกถึงพี่ชาย   Honda  Accord   ราวกับคลอดงานออกแบบมาในพิมพ์คล้ายๆ กัน  ต่างเพียงด้วยขนาดตัวแคบกว่า รถสั้นกว่า จึงจัดทรงหน้าตาได้ไม่หล่อเท่า

ด้านข้าง ทางฮอนด้าให้ล้ออัลลอยทูโทน ขนาด 15 นิ้ว แตกต่างจากตัว RS ทั้งขนาดล้อ  แถมผู้ผลิตยางก็ไม่ได้ใช้ของดีมากมาย แค่พอไปวัดไปวาเดินทางได้กับ Maxxis MA-P3 ขนาด 185/60/R15 เปลี่ยนสไตล์เป็นรถนั่งเน้นสบาย ทราบมาว่ายางชุดนี้ 4 เส้นไม่เกิน 8 พันบาท ถือว่าถูกมาก

Honda City SV Full Review

เส้นด้านข้างลากยาวจากซุ้มล้อหน้าผ่าประตูไปยังบั้นทานให้มือจับโครเมียมดูน่าใช้งานมากขึ้น  เส้นหลังคาไม่ได้วาดให้มันหวือหวา บนหลังคาให้เสาอากาศคลีบฉลาม งานออกแบบยังวาง เป็นรถ 3 ตอน คือ ห้องเครื่อง ห้องโดยสาร และที่เก็บสัมภาระท้ายไม่ได้ เน้นพิสดารแบบ Accord

ท้ายรถนำเสนอภาพลักษณ์สปอร์ตทันสมัย ไฟท้ายก้นหอย จำได้ว่า ทีมวิศวกรบอก ทีมออกแบบไปเที่ยวชายหาด เลยจับมาเป็นไอเดีย ผมว่าดูลงตัวพอสมควรเลยทีเดียว พอเป็นรุ่น  SV  รายละเอียดงานออกแบบก็เลยไม่ได้เล่นรายละเอียดอะไรมากมายนัก ดูเรียบธรรมดา อันที่จริง ผมกลับรู้สึกว่า มันดูลงตัวกว่า  RS  ในสไตล์รถบ้าน ๆ ดูไม่มีพิษมีภัย

Honda City SV Full Review

Honda City SV Full Review

ภาพรวมงานออกแบบ  SV ขลับมาทางความหรูหรา เฉกเช่นกับรถรุ่นย่อยตัวอื่นที่ไม่ใช่  RS  แนวทางนี้ดูแจ้งเกิดดีกว่าตัวสปอร์ตท๊อปออพชั่น แถมดูมีราคาคล้ายรุ่นกัปตันมาร์วินในโฉมก่อน

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกฮอนด้า คือ ช่วยทำสีภายนอกเพิ่มเติม มากกว่าขาว ดำ , เทา ,ซิลเวอร์  มันดูน่าเบื่อไม่ดึงดูลูกค้า คนรุ่นใหม่

 

กุญแจ Keyless  เป็นมาตรฐานประจำรุ่น ลูกเล่นเฉกเช่นเดิม  ใช้กด เปิด-ปิดล๊อครถ ปุ่มล่างสุด กดค้างไว้ 2 วินาที เพื่อเปิดฝาท้าย

Honda City SV Full Review

เปิดประตูห้องโดยสาร Honda City SV ให้การต้อนรับคุณด้วยความหรูหราแอบสปอร์ตภายใน การตบแต่งเป็นสีดำ ตัดกับสีไอเวอร์รี่ ออกขาวๆ ครีมๆ  ใช้ในส่วนของเสา แผงเพดาน ตอนบน ตลอดจนตำแหน่งแผงประตู หุ้มคอนโซลเกียร์ ทำให้รถมีสีสันไม่ดูน่าเบื่อจำเจ

การตบแต่งในรุ่น  SV   เน้นหนักในเรื่องความหรูหรา ทันสมัย ที่จริงรถรุ่นย่อยนี้ เป็นรุ่นเดียวที่ให้เบาะนั่งหนังแท้ผสมหนังกึ่งสังเคราะห์ นั่งลงไปสัมผัสสบายประดุจรถหรูเหมือนกัน

Honda City SV Full Review

ตัวเบาะนั่งทั้งคันหุ้มด้วยหนังสีดำ ช่วยให้มันไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนดูแลรักษาง่าย เบาะนั่งคู่หน้าฝั่งคนขับปรับสูงต่ำได้ หัวหมอนปรับได้ ผมไม่รอช้ารีบโยนตัวลงไปนั่ง รู้สึกแปลกนิดๆ ฮอนด้ากลับออกแบบให้เบาะนั่งเอนหลังหน่อยๆ แม้พยายามตั้งตรงก็รู้สึกว่า มันยังเอนนิดๆ จนต้องดึงพวงมาลัย ยืดออกมาให้ได้ท่านั่งที่เหมาะกับเรา

ตัวเบาะนั่งออกแบบมาค่อนข้างมีขนาดใหญ่ พนักผิงหลังโอบเต็มหลังที่รองนั่งยาวกำลังดี ไม่สั้นเกินไป จนรู้สึกว่ารองได้แค่สะโพกมันยาวมาถึงช่วงกลางต้นขา ความสบายเบาะนั่งกลับรู้สึกว่าดีกว่ารุ่น  RS  เสียอีกคงด้วยการหุ้มหนังให้ความสบาย

Honda City SV Full Review

จากข้อมูลของทีมวิศวกร พวกเขาเผยว่า มีการปรับปรุง ชุดเบาะนั่งใหม่หลายรายการ เบาะคู่หน้ารปรับพนักพิงหลัง -60 มม. เช่นเดียวกับ เพื่อให้ผู้โดยสารมีทัศนวิสัยมองเห็นวิวทางด้านหน้ามากขึ้น หัวหมอนมีความสูงลดลง -15 มม. ที่รองนั่งปรับให้มีความกว้างของช่วงยึดกับราง +25 มม.

การออกแบบเบาะนั่งโดยสารตอนหลัง ปรับพื้นที่ให้วางสอดเท้าเข้าไปใต้เบาะนั่งหน้าได้ หลังเบาะนั่งหน้า เปลี่ยนงานออกแบบให้มีช่วงพื้นที่เข่า  (knee clearance) เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการตัดเย็บเบาะนั่งในรุ่น SV  ยังแตกต่างจากรุ่นอื่น ด้วยการตัดเย็บ  Piping line ณ ตำแหน่งหัวหมอน , และการตัดเย็บ  Hagi  line & Perforation   เพิ่มความสบายสูงสุด

ด้านการโดยสารตอนหลัง ท่านั่งจะเอนเล็กน้อย ตัวเบาะบุลึกนิดหน่อยให้กระชับ เมื่อรถเกิดการโยนตัว ทางฮอนด้า ออกแบบ ให้ที่วางขาตอนหลัง เตี้ยลงไปกว่าตอนหน้า เพื่อให้ได้ท่านั่งสบายสำหรับคนตัวใหญ่ เรืองพื้นที่วางขา ก็มีมากพอ ไม่ได้แคบจนนั่งไม่สะดวก แต่ก็ไม่ได้กว้างจนเล่นเตะตระกร้อได้ แถมที่รองหัวเบาะตอนหลังเป็นแบบยึดติดกับเบาะ ปรับขึ้นลงไม่ได้

Honda City SV Full Review

Honda City SV Full Review

ด้วยความไม่เป็นรุ่นท๊อป เจ้า SV  เลยขาดออพชั่นจำเป็นที่นั่งตอนหลัง ที่พักแขนพร้อมที่วางแก้วตรงกลางเลยไม่มีมาให้ มันมีที่วางแก้วน้ำขนาดใหญ่มาให้ตรงกลางอันเดียว ไว้ตรงหลังคอนโซลกลาง ที่มีช่องเก็บของอันน้อยนิด

ส่วนความสามารถในการพับเบาะไม่มีมาให้ใน   Honda  City   ทุกรุ่น เพื่อให้ความสบายสูงสุดในการโดยสารตอนหลัง ที่เก็บสัมภาระตอนหลังกว้างใหญ่ไพศาล เพียงพอสำหรับกระเป๋าเดินทางทุกที่นั่ง

ตรงหน้าคนขับ พวงมาลัยให้สัมผัสที่ดี มันหุ้มหนังราวกับคุณขับรถยุโรป บนพวงมาลัยมีเพียงปุ่มควบคุมเครื่องเสียง พอไม่ซื้อตัวท๊อป คุณโดนดอยออพชั่นต้องใช้ อย่าง Cruise Control และ  Paddle  Shift   ออกไป

เรือนไมล์ ฮอนด้า ซิตี้ ยังใช้จอเข็มเหมือนเดิม ทำให้หลายคนผิดหวัง ผมมองอีกมุมก็ว่าดีเหมือนกัน ความเรียบง่ายช่วยให้ไม่เสียสมาธิการขับขี่ มานั่งกดปุ่มดูข้อมูลอะไรมากมาย มีใช้เท่าที่จำเป็นต้องใช้ไม่ต้องลูกเล่นเยอะ ในเรือนไมล์มีจอแสดงข้อมูลการขับขี่ที่จำเป็นเช่น อัตราประหยัดเฉลี่ย , ระยะทางเหลือ เป็นต้น

เหลียวไปทางซ้ายเป็นเครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว  ใช้งานเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ขับกล่อมผ่านลำโพง 4 จุด ทั่วห้องโดยสาร   ถ้ารุ่น RS จะได้ 8 จุด  ถัดลงมาเป็นระบบปรับอากาศกดปุ่มไม่ได้ฝังไว้ในจอแบบ  Honda  Civic  ใช้งานง่ายสะดวกดี

ใต้ระบบปรับอากาศ มีช่องเสียบ USB   2 ช่อง อันหนึ่งสำหรับเชื่อมต่อ   Android auto  และ Apple car play

ตรงคอนโซลเกียร์เน้นรายละเอียดง่ายๆ ด้วยการตบแต่ง  Piano Black  และปุ่มหยุดการทำงานเครื่องยนต์ชั่วคราว รวมถึง ปุ่ม E-con   โหมดประหยัด วางไว้ใกล้มือ

การวิศวกรรม

ใต้เรือนร่าง  Honda  City ใหม่ แนะนำเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.0 ลิตร ปริมาตรเครื่องยนต์จริง 988 ซีซี พกเทอร์โบชาร์จ   Borg Warner b01 ระบายความร้อนด้วยน้ำ และน้ำมันเครื่อง พร้อมระบบ   intercooler   ระบายความร้อนด้วยอากาศ  ตามรายละเอียดทางเทคนิค ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า (122 ps) ทำแรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร

วิศวกร ฮอนด้า ได้บอกกับเรา แรงดันเทอร์โบใน   Honda  City   จัดเต็มสมรรถนะด้วยแรงดันสูงกว่า 1 บาร์ หรือ 14.7 ปอนด์ต่อตารางนิ้วจากโรงงาน จากการเก็บข้อมูลด้วยระบบสื่อสาร  OBD II   จริง ระหว่างการขับขี่ เราพบว่าแรงดันเทอร์โบสูงสุด ช่วงเริ่มทำงาน (Spool up & Boost Spike) จริง สูงสุด ที่ 17.4 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (1.2 บาร์)  และทำงานจริง จะอยู่ที่ 16.1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว หรือ เกือบๆ 1.1 บาร์ แรงดันรวมในท่อไอดี อยู่ที่ 2 บาร์ (30.7 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว) จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม รถคันนี้แรงจริงจัง แม้จะบล็อกเล็กกยังเร้าใจ

ทางด้านชุดเกียร์มีการปรับปรุงชุดสายพาน ขับพูลเลย์ เพื่อลดแรงเสียทานที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน มีเป้าประสงค์ทำให้รถมีอัตราประหยัดสูงสุด ตามนโยบายของโครงการอีโค่คาร์ ชุดเกียร์ใน  Honda City   มีอัตราทด 2.544-0.402 ขับลงเฟืองท้าย  4.992

ระบบกันสะเทือนใช้ระบบ แม็คเฟอร์สันสตรัททางด้านหน้า และด้านหลังใช้แบบทอร์ชั่นบีมตามสูตรรถซิตี้คาร์ขนาดเล็กทั่วไป ได้รับการปรับปรุงลดแรงเสียดทานชุดโช๊คอัพ ลดลงถึงกว่าร้อยละ 50 จากเดิม ทำให้ จังหวะการทำงานนุ่มนวลเป็นธรรมชาติมากขึ้น

หลายคนอาจจะแปลกใจว่างวดนี้ฮอนด้า เปลี่ยนระบบเบรกมาเป็นหน้าดิสก์ หลังดรัม ดูด้วยสายตาเหมือนจะเป็นการถอยหลังลงคลอง ทางวิศวกร บอกเราว่า ไม่ต้องห่วง ประสิทธิภาพเบรกชุดนี้ดีกว่าเดิม มั่นใจมากขึ้น  แถมชุดปั้มบนยังเปลี่ยนเป็น   Electric Servo Brake  แล้วด้วย

การพัฒนา Honda  City   ใหม่ ทางทีมวิศวกรฮอนด้า มุ่งมั่นตั้งใจทำให้รถคันนี้ออกมามีสมรรถนะดีเยี่ยม  จิตวิญญาณโครงสร้างตัวถัง ถูกพัฒนาให้มีความแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมถึง 20.4%   ด้วยการใช้เหล็ก ประเภท high Tensile และ  Ultra high tensile  มากขึ้น โดยเฉพาะ เหล็ก 590 mpa   ใช้มากถึง 33.9%   ของโครงสร้างและยังใช้เหล็ก 980 mpa  ร้อยละ 4.9  ในจุดที่ต้องรับแรงกระแทก

แถมงานออกแบบยังตั้งใจทำให้รถรุ่นใหม่ ใช้แนวทางเดียวกับรถฮอนด้าใหม่หลายรุ่นภายใต้แนวคิด Low & Wide   แบบเดียวกับที่นำมาใช้ในรถ  Honda Accord  มันช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงลงเล็กน้อย เข้าโค้งมั่นใจ มีความระยะระหว่างล้อซ้ายขวากว้างขึ้น รถทุกรุ่นให้ยาง 185 ขอบ (รุ่น RS ต่างไปด้วยการสวมล้อขอบ 16 นิ้ว) เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่มากกว่าเดิม

 

การทดลองขับ

รับรถมาขับหนนี้ เป็นครั้งที่ 2 กับ  Honda  City   ก็จริง แต่เป็นครั้งแรกที่ผมขับรุ่น SV  หลังจากตอนไปทดสอบกลุ่มได้ลองความสนุกสนานใน RS   อย่างเต็มอิ่ม

Honda  City  SV แตกต่างจากรุ่น  RS   อย่างชัดเจน ด้วยออพชั่นหลายอย่างหายไป จนบางทีคุณรู้สึกว่า จ่ายเงินแล้วมันไม่คุ้ม ไม่ว่า การหายไปของไฟตัดหมอกหน้า , ที่พักแขนตรงกลางของผู้โดยสารตอนหลัง , Cruise Control ,Paddle Shift  ,ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารตอนหน้า ลำโพงเครื่องเสียงน้อยกว่า ครึ่งต่อครึ่ง

ส่วนพวกการตบแต่ง ชุดแต่ง ล้อขอบ 16 นิ้ว พอไม่ใส่มาให้ รถคันนี้ไม่สปอร์ต กลับได้ภาพลักษณ์ดูหรูหราทันสมัย แตกต่างเพียงมันกลับขาดออพชั่นของต้องใช้หลายอย่างไปเสียดื้อๆ

สตาร์ทเครื่องยนต์ ขุมพลัง 1.0 ลิตร เทอร์โบ จอดสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ ฟังเสียงภายนอก ไม่ดังเท่าไร เข้าไปในรถจอดติดเครื่องนิ่งทิ้งไว้ ไม่กระพือสั่นเป็นเจ้าเข้า ให้ความรู้สึกสบาย แต่ความจริงก็ยังมีสั่นอยู่ ถ้าคุณสังเกตที่ประตูรถ

แรงสั่นสะเทือนน้อย ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกสบาย แถมอรรถรสภายในตัว SV มาในโทนหรู ยิ่งรู้สึกผ่อนคลายกว่าตัว  RS  ที่พยายามเด่นเข้มความสปอร์ต

ผมคิดว่าไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่อยากได้รถซิตี้คาร์สไตล์สปอร์ต บางทีฮอนด้า น่าจะทำรุ่นออพชั่นครบในสไตล์หรูดูบ้างอาจจะจับกลุ่มคนวันทำงานผู้ใหญ่ที่ต้องใช้รถเข้าเมืองทุกวัน และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อจริง ก็น่าสนใจไม่แพ้วัยรุ่นบ้าความเร็ว

ออกเดินทางในเมืองช่วงสถานการณ์  Covid 19   ไม่ได้เจอรถติดมากนัก มีเพียงรถเยอะบ้างในบางจุด ส่วนใหญ่ติดตามสัญญาณไฟการจราจร

พวงมาลัยฮอนด้าซิตี้ให้ความรู้สึกหนักแน่น จนรู้สึกถึงรถยุโรปไม่น้อย การเซทพวงมาลัยให้ระยะฟรีนิดเดียว เมื่อบังคับเลี้ยวสั่งได้ดั่งใจ หน้ารถสั้น ช่วยให้รถได้ความคล่องตัว จะไปตามการจราจร เข้าซอง  ถอยจอด ทำได้คล่องตัวมาก ทว่ามันก็ไม่ได้มีตัวช่วยความปลอดภัยขั้นสูงมาให้ มีเพียงกล้องถอยหลังติดปลายนวมมาด้วย

ระบบกันสะเทือนขับในเมืองให้ความรู้สึกนุ่มสบาย ที่มันตึงตังน้อยกว่า RS   นั่นก็ไม่แปลกใจนัก เพราะใช้ยางแก้มสูงกว่า ได้เครดิตเรื่องการซับแรงกระแทกดีขึ้น ผมแปลกใจว่าช่วงล่างหลังถึงเป็นทอร์ชั่นบีมก็กลับดูนุ่มนวลฟีลผ่านช่วงลูกระนาดเป็นแน่นหนึบ หลุมบ่อเก็บอาการดี ถ้าหลุมไม่ใหญ่จริง จะไม่ตึงตังชัดเจน

ด้านเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ กำลัง 120 แรงม้า ในเมืองคุณไม่ได้ปลดปล่อยมันมานักหรอก แรงบิด 173 นิวตันเมตร สิเป็นของจริง มีโอกาสใช้งานบ่อย อาทิ ออกตัวจากไฟแดง เทียบกับ  Honda  City  1.5   รุ่นกัปตันมาร์วิน รุ่นใหม่ปรี้ดปร้าดกว่า แน่ล่ะด้วยการเป็นเครื่องเทอร์โบ บางครั้งคุณยังพอจะกดคันเร่งบี้ไฟแดงได้สบายมาก

ระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์เข้ามาทำหน้าที่ขมีขมัน ช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันเป็นโบนัสของแถมแต่จะติดนานหรือไม่ขึ้นอยู่กับการเซทค่าแอร์ในห้องโดยสารและอุณหภูมิอากาศภายนอก ระหว่างที่เราขับขี่

หลายคนคงอยากรู้   Honda  City   ขับในเมืองแล้วเป็นอย่างไร จากการทำสอบของผม เราขับในเมือง ไปทั้งสิ้น 99.1 ก.ม. เติมน้ำมันคืนไป 7.766 ลิตร เคาะอัตราประหยัด  12.76 ก.ม./ลิตร แน่ล่ะ คุณต้องคิดว่ามันซดไปนิด

ถ้าอัตราประหยัดในเมืองดูไม่เข้าท่าใน  Bonn Test Mode  ผมขับ Honda  City SV  ไป 69.9 กิโลเมตร เติมน้ำมัน(แก๊สโซฮอล 95 ) คืนถัง ไป 3.893 ลิตร คิดอัตราประหยัด เท่ากับ  17.95 ก.ม./ลิตร โดยประมาณ

 

มาถึงตรงนี้ผมไม่กังขาแล้วว่า  Honda  City  ไม่ประหยัดเท่าไรนัก นั่นก็ไม่แปลก ถ้าคุณมามองพิกัดน้ำหนักตัวรถ 1,154 กก. ในรุ่น SV  พิกัดของมัน ใกล้เคียงรถคอมแพ็คคาร์บางรุ่นแล้วด้วยซ้ำ

น้ำหนักค่อนข้างมาก อาจเหมือนไม่ดี ที่จริงมันเป็นมิตรแท้เมื่อคุณขับทางไกล ความรู้สึกเวลาขับด้วยความเร็วต้องการความมั่นใจและ  Honda  City  ตอบข้อนี้ได้ดี โดยเฉพาะยามคุณขับใช้ความเร็วเดินทาง 100-120 ก.ม./ช.ม. จะพบว่า รถมีความนิ่งพอตัว ไม่เหมือนขับรถซิตี้คาร์น้ำหนักเบา ลมพัดวูบดูโคลงจนหวาดหวั่นนี่ฉันจะลอยไปตามลมหรือเปล่า

ระบบกันสะเทือนให้ความมั่นใจตลอดช่วงความเร็ว ให้ความแน่นหนึบ จังหวะบั้มคอสะพานใช่ปัญหา มันกระแทกแล้วลงมาเก็บอาการทันที จะมีกระดอนบ้างก็ในบางจังหวะ เช่น เป็นรอยต่อถนน ต่อเนื่อง ถ้าเทียบกับรุ่น RS , ตัว  SV   จะมีความนุ่มนวลมากกว่าอย่างชัดเจน แม้ว่าจะขับในความเร็วสูงขึ้น รถก็ยังดูนิ่งมั่นใจ

ด้านการเก็บเสียงตัวถังขับทางไกลแบบนี้ ผมพบจุดตายของรถคันนี้ อยู่ที่ชุดยาง Maxxis  มันเก็บเสียงไม่ดีนัก จนกลายเป็นเสียงจากพื้นถนนเข้ามาในห้องโดยสาร ตั้งแต่ความเร็ว 110-120 ก.ม./ช.ม แถมเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็ว โดยเฉพาะโค้งที่มีรัศมีแคบมากๆ อย่างทางไปต่างระดับแถวบ้าน โค้ง 270 องศา แค่ 80 ก.ม./ช.ม. ในโค้ง ยางกรีดร้องแบบจะเป็นจะตาย ก็อย่างว่าจะเอาอะไรกับยาง ที่บางร้านจัดโปรโมชั่น 4 เส้น 6,000 บาทด้วยซ้ำ

นอกจากนี้เสียงลมเข้าห้องโดยสารยังถือว่ามาก แม้ว่าจะขับด้วยความเร็วการเดินทางปกติ พอมากกว่า 110 ก.ม./ช.ม. เสียงลมเริ่มมาทักทายบ้าง กลายเป็นถ้าจะต้องปรับปรุงในซิตี้ ผมว่า การเก็บเสียงจากภายนอกเป็นเรื่องสำคัญ แต่แน่นอนว่าเก็บเสียงดีมากขึ้นก็มาพร้อมน้ำหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราประหยัดน้ำมันตามไปด้วย

ถึงการเก็บเสียงจะไม่สู้ดีนัก แม้ว่าทีมวิศวกร จะสาธยายว่า ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว เช่นสร้างชิ้นส่วน  Under Body   เพื่อไม่ให้ลมปะทะกับด้านล่างห้องเครื่องจนเกิดเสียงรบกวน หรือจะฉีดโฟมเข้าไปยังบางส่วนของฐานโครงสร้างตัวถังแล้วก็ตาม

ทว่าส่วนที่ดีที่สุดของ  Honda City กลับเป็นขุมพลัง 1.0 เทอร์โบชาร์จของมัน ให้ความรู้สึกขับสนุก จนกลายเป็นคนนิสัยเสียขับรถเร็วไปโดยปริยาย

เครื่อง 1.0 เทอร์โบ พอขับออกนอกเมือง ให้อัตราเร่งดี โดยเฉพาะช่วงที่คุณต้องการเร่งแซง บี้คันเร่งลงไป ชุดเกียร์จะใช้ความสามารถของเครื่องยนต์ก่อน ถ้ายังไม่ทันใจผู้ขับขี่จริงจังจะใช้การทดเกียร์ช่วย และจะค้างไว้จนกว่าผู้ขับขี่จะถอนเท้าขึ้น จนใช้คันเร่งน้อยลง จึงจะขึ้นสู่เกียร์สูงสุดต่อไป

Honda City SV Full Review

ขุมพลังบล็อกเล็กขับทางไกลแบบนี้ ใช้รอบเครื่องต่ำจนน่าตกใจ ที่ความเร็ว 120 ก.ม./ช.ม. เดินรอบอยู่ที่ ประมาณ 2,200 รอบต่อนาที 110 ก.ม./ช.ม ตกลงไปที่ 1,900 รอบต่อนาที ถือว่าค่อนข้างน้อย ระหว่างทางมีเร่งแซงบ้าง กดนิดเดียว ความเร็วพุ่งไปที่ 130 ก.ม./ช.ม. ถ้ากดเพลินอาจมี 140 ก.ม./ช.ม ผมสังเกตรอบเครื่องก็ยังไม่พ้น 3,000 รอบต่อนาที

การเร่งแซงง่ายในเครื่องบล็อกนี้ ทำให้คุณขับได้สบายใจในทุกทาง แถมขึ้นทางชัน ทางเขาใช่ปัญหากำลังเครื่องเหลือเฟือเพียงส่วนคันเร่งลงไปก็วิ่งจี๊ดจ๊าดถึงปลายยอดสบายๆ ถ้าต้องการตอบสนองที่ดีกว่า เช่นอยากให้เกียร์ช่วยดึงด้วย ต้องเข้าไปเล่นโหมด  S   คุณจะได้อัตราเร่งสะใจกว่า และเครื่องช่วยดึงรอบช่วย ผมแนะนำเลย สำหรับใครที่ต้องการขับขึ้นลงทางเขาบ่อยๆ

ส่วนอัตราประหยัดขับมา 223 ก.ม เส้นทางกรุงเทพ-สระบุรีสั้นๆ ทำอัตราประหยัดได้ 14.02 ก.ม./ลิตร

 

สรุป   Honda City SV   เปลี่ยนลุคมาหรู … มาดคุณชายขับสบาย

อยู่กับ   Honda City SV หลายวัน ผมหวนนึกถึงรถตัว  RS  ที่เคยจับมาก่อนหน้านี้ กลับรู้สึกว่า รุ่นนี้สิ คือสิ่งที่คนมองหาจริงๆ รถเล็กสมรรถนะดี ขับสบายตลอดการขับขี่

การลองมาขับตัวลุคหรู ทำให้ ผมรู้สึกว่า  Honda  City SV   เป็นสิ่งที่คนมองหา รถเล็ก ราคาไม่แพง ตอบความภูมิฐานในชีวิต เท่าที่เงินจากรายได้ประจำจะตอบโจทย์ได้

น่าเสียดาย ฮอนด้ากลับวางให้คนพยายามไปคบ  RS   ทั้งที่บางทีก็ไม่ได้อยากได้ความสปอร์ตอะไรนัก แค่อยากได้ออพชั่นบางอย่าง ซึ่งใน  SV   กลับไม่มีเช่น   Cruise Control , Paddle Shift ,ไฟหน้า LED   ทั้งที่ ออพชั่นอื่นๆ ก็ครบเครื่องน่าใช้งาน เผลอๆ ดูดีที่สุดในรุ่นด้วยซ้ำ ภายใต้ภาพความหรูหราตัวรถ อาทิ เบาะหนังทั้งคัน และการตบแต่งทูโทน

ผมว่า ฮอนด้าควรพิจารณาเรื่องการทำรุ่นพิเศษทางด้านความหรู น่าจะเรียกแขกได้ไม่น้อย อาจจะออกเป็นรุ่น  SV+   เพิ่มราคาไปอีกหน่อยให้ได้ออพชั่น 2-3 อย่างเติมเข้ามา

ในส่วนการขับขี่ ต้องยอมรับว่าฮอนด้าทำเครื่องยนต์ 1.0 ลิตรเทอร์โบ ออกมาได้ตรงใจลูกค้าอย่างมาก มันมีทั้งสมรรถนะในการขับขี่ และความประหยัดน้ำมัน ถึงในโลกความจริง จะยากที่คุณจะทำอัตราประหยัดให้ได้ตามตัวเลข 23.8ก.ม./ลิตร

ด้วยปัจจัยทางด้านสภาพถนน , การจราจร , ลม ,อุณหภูมิ ล้วนแต่มีผลต่ออัตราประหยัดของรถทั้งสิ้น ไม่ว่าด้านใดก็ตาม แต่ถ้ามองไปยังอัตราประหยัดตลอดการทดสอบ เปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ 1.5 4 สูบเดิม ที่ใช้มานานนับสิบปี ก็ต้องยอมรับว่ามันประหยัดขึ้น

รวมถึงมีสมรรถนะการขับขี่ดีขึ้น กดคันเร่งแวบๆ ไป 120 ก.ม./ช.ม. สบายๆ ไม่ต้องนั่งเค้นให้มากความ อัตราเร่งรถคันนี้ถือว่าดีทีเดียว จากการทดสอบ โดยการจับวัด GPS+ OBDII   อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ได้  12.0 วินาที และ อัตราเร่ง 80-120 ก.ม./ช.ม. ทำได้ใน 7.0 วินาที ความเร็วสูงสุดบนหน้าหน้าปัดอยู่ที่ 204 ก.ม./ช.ม.(บนทางราบ) ผมว่า มันยอดเยี่ยม ขับดีโดนใจสายซิ่งทั้งหลายไม่น้อย

ชมมาก็เยอะ มาถึงสิ่งที่ต้องกลับไปทำการบ้านกันบ้าง ก็คงเป็นเรื่องการเก็บเสียงที่ไม่สู้ดีเท่าไรนัก เวลาขับเดินทาง เสียงลมยังเข้าสู่ห้องโดยสารค่อนข้างเยอะ จนบดบังสัมผัสความสบายสุนทรีย์ในการขับขี่ ผมเข้าใจว่า คงกลัวว่ารถจะหนักเกิน จนอัตราประหยัดไม่ดี เรื่องการเก็บเสียงจึงไม่ได้ทำมาจนเงียบเชียบนัก

นอกจากนี้ จุดเสียของ  Honda City   รุ่นอื่นที่ไม่ใช่  RS   คือการใช้ยาง   Maxxis  มันอาจราคาถูกหาเปลี่ยนง่ายสบายกระเป๋า ทว่าก็อ่อนแอต่อการเข้าโค้ง รวมถึงการเก็บเสียงจากพื้นถนนด้วย  จนเราไม่ประทับใจมัน เท่าไรนัก

ในภาพรวมผมกลับมองว่า  Honda City SV  กำลังพยายามไล่ตามสิ่งเดียวกับที่  Honda  Accord พยายามนำเสนอ สมรรถนะที่ดีขึ้น และความสบายในการขับขี่ ขับเพลินในความเร็วปกติ บางทีก็รู้สึกเหมือนกันว่าเรากำลังขับรถยุโรปหรือเปล่า ช่วงล่างแน่น เครื่องเร่งทันใจ มีความสบายในการโดยสารตลอดเวลา

จนผมนึกถึงสิ่งที่ฮอนด้าพยายามบอกว่า คิดใหม่ หรือ   Reimagine   เพราะวันนี้  ซิตี้ เข้าใกล้ความเป็นรถยุโรปเข้าไปอีก

แต่พอใช้ความเร็วหน่อย ทุกอย่างยังชี้ว่ามันคือฮอนด้า สิ่งเดียวยังสู้ไม่ได้คือเรื่องการเก็บเสียง ที่มีปัจจัยน้ำหนักเข้ามาเกี่ยวข้อ0 ซึ่งจะทำให้อัตราประหยัดไม่เป็นไปตามกำหนดของภาครัฐบาล จนอาจสอบตกความเป็นอีโค่คาร์

เรื่องนี้เป็นโจทย์สำคัญที่วิศวกรต้องกลับไปทำการบ้าน ถ้าเก็บเสียงดีขึ้น ก็เรียกว่า เป็นรถเล็กสมบูรณ์แบบในราคาที่ทุกคนจับต้องได้

ทั้งหมดตลอดหลายวันกับ  Honda  City SV  มันขับดีน่าประทับใจ ไม่รู้สึกเหมือนอีโค่คาร์ ขับหลายคร้งผมรู้สึกว่ามันมีดีดพอๆกับรถยุโรปสมัยใหม่ตัวเล็กหลายรุ่น เพียงแค่แรงไม่เท่า แต่เรื่องความสบายพอๆ กัน ยกเว้นเรื่องการเก็บเสียง เท่านั้นเอง

 

ขอบคุณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิลล์ ที่เอื้อเฟื้อรถทดสอบ  Honda City  SV

 

 



แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments