Honda City Hatchback e:HEV ได้ไฮบริด ลงตัวประหยัด ขับดีขึ้น

ในช่วงปีที่ผ่านมา ฮอนด้า ด้พยายามนำเสนอ รถยนต์นังขนาดเล็ก เครื่องยนต์ไฮบริดอีกครั้ง การมาของ   Honda  City e:hev  ได้รับความสนใจไม่น้อย จากลูกค้า และล่าสุด เพื่อสร้างความน่าสนใจมากขึ้น จึงมีรุ่น Honda City Hatchback e:hev ออกมาเป็นทางเลือก สำหรับลูกค้าที่ต้องการสมรรนถะในการขับขี่พร้อมฟังชั่นใช้งาน

ที่จริงก่อนหน้านี้ เรามีโอกาส ไปดูรถตัวเป็นๆ ที่โชว์รูม มาแล้ว เจ้า  Honda City hatchback e:hev  ยังคงแนวคิดเดิม ด้วยการเป้นรถที่มีพื้นฐานจากตัว   RS   ทุกระเบียบนิ้ว ทั้งภายในภายนอก

Honda  City Hatchback e:hev
Honda  City Hatchback e:hev สีน้ำเงิน

มันมีจุดต่างเพียงบางประการ ที่พอสามารถสังเกตได้ เริ่มจาก ตราสัญลักษณ์ สีฟ้าที่หมายถึง ฮอนด้า ไฮบริด ทั้งหน้าและหลัง ตรงท้ายรถมีคำว่า  e:hev  เพิ่มเข้ามาบอกความพิเศษตัวรถ มากขึ้น

ในส่วนอื่นๆ ภายนอก มองแล้ว ก็จะเหมือนกับตัว  RS  ในรุ่นเดิม แทบทุกอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยกเว้น สีใหม่เฉพาะรุ่น  e:hev  กับ สีน้ำเงิน แสบสัน ซึ่งก็คงไม่ใช่ทุกคนที่ชอบสีนี้

Honda  City Hatchback e:hev ภายในห้องโดยสาร

ทางด้านในห้องโดยสาร เข้ามา รวมๆ เบาะนั่ง รวมถึง คอนโซล พวงมาลัย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เท่าไรนัก จุดต่างหลัก อยู่ที่ การพัฒนา ตัวรถให้มีลูกเล่นมากขึ้น บางอย่าง เริ่มจาก เรือนไมล์ใหม่ เป็นจอขนาด 7  นิ้ว ทางด้านข้างซ้าย เพื่อบอกข้อมูล ต่างๆ ได้มากขึ้น

ตรงกลาง ช้วง คอนโซลกลางเปลี่ยนไปใช้เบรกมือ ไฟฟ้า ทำให้ การจัดวางบางอย่าง เช่นที่วางมือถือ จาก  ที่สามารถใส่ได้  2 คน ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร กลายเป็น ถาดเดียว แถมถ้า มือถือคุณมีขนาดใหญ่ อาทิ  Iphone  12 Pro max  จะพบว่ามันงัดยาก เวลาจะหยิบขึ้นมา สู้ ใส่ไว้ข้างประตู อาจจะดีกว่า

Honda  City Hatchback e:hev เบาะนั่ง

ท้ายคอนโซล มาพร้อมช่องแอร์หลัง เพื่อความสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้โดยสาร

แต่รวมๆ ข่าวดี คือ เจ้า  Honda City hatchback e:hev   ยังมาพร้อมเบาะ ultra seat เหมือนเดิม  สามารถพับได้  4  รูปแบบ   ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายมากความ เบาะยังพับเรียบเหมือนเดิม เป็นจุดขายที่ดีในเรื่องการใช้งาน

น่าเสียดาย เทียบกับ   Honda  City e:hev  sedan  ทางฮอนด้า ไม่ได้ จัดปรับรายละเอียดเบาะเลย ทำให้ รถทั้งหมด มองเผินๆ เอ้า ก็ RS   ปกติ นี่

การวิศวกรรม

แน่นอนครับว่า จุดขายหลักของ   Honda  City hatchback e:hev  ก็คือ การปรับขุมพลังใหม่ จากเครื่องยนต์  1.0  ลิตร เทอร์โบ ชาร์จ มาเป็นเครื่องยนต์ไฮบริด เทคโนโลยี   sport i-mmd   ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า  2  ตัว ช่วยในการทำงาน

ระบบนี้อธิบายง่ายๆ มากครับว่า ไฮบริด ฮอนด้า จะทำงาน 3  โหมดเป็นหลัก

โหมดขับด้วยมอเตอร์มี  2 โหมด คือ

  • โหมดขับด้วยไฟฟ้าล้วน  มอเตอร์ จะใช้พลังงานในแบตเตอร์รี่ มาให้กำลังขับ
  • โหมดไฮบริด ระบบจะใช้ไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่ มาให้กำลังขับ แต่ เนื่องจาก มอเตอร์ทำงานรอบสูง และอบตเตอร์รี่มีขนาดเล็ก เครื่องยนต์ จึงจะถูกติดขึ้นมา ทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ปั่นไฟฟ้า เข้าแบตเตอร์รี่ ไปพร้อมกับการใช้งานของมอเตอร์

ในโหมดสุดท้าย ก็คือ การใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนโดยตรง จะทำงานเมื่อ เราใช้ความเร็วสูง นิ่งๆ เช่นการขับบนทางด่วนหรือ มอเตอร์เวย์

อันที่จริงแล้ว จากที่มีโอกาสไปลองสำรวจตัวรถก่อนหน้านี้ ผมพบว่า ทีมวิศวกร ฮอนด้า ได้จัดการ วางแบตเตอร์รี่ ใหม่ เป็นคนละตำแหน่งกับรุ่นซีดาน ในขณะที่ ซีดาน จะวางไว้ช่วงใต้เบาะนั่งหลัง ของ แฮทช์แบ็ค จะเยื้องมาทางด้านหลัมากกว่า เพื่อให้ สมดุลในการขับขี่ดีขึ้น

นอกจากเครื่องยนต์แล้ว ยังติดตั้ง ดิสก์เบรก  4  ล้อ เข้ามาด้วย เพื่อให้ อำนาจในการเบรกดีกว่าเดิม เวลามาด้วยความเร็ว การสั่งหยุด ยังมีลูกเล่นเพิ่มเติม ด้วยชุด   Deaceleration pedal   มาวางในตำแหน่งเดียวกับ   Pedal Shift  เมื่อเรากระดิกนิ้ว ก็จะทำการปรับค่าการหน่วงของมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ เราเบรกน้อยลงกว่าปกติ พอสมควร

การหน่วง สามารถปรับได้  3  ระดับ แล้วจะกลับสู่การขับปกติ อัตโนมัติ

นอกจากสมรรนถนะในการขับขี่เพิ่มขึ้น ทางฮอนด้า ยังแนะนำ ระบบ   Honda  Sensing  เข้ามาเพิ่มอำนวยความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มเติม ได้แก่

  • ระบบเตือนและป้องกันการชนทางด้านหน้า
  • ระบบเตือนการออกนอกเลน
  • Honda Lane Watch 
  • ระบบ Adaptive Cruise Control   
  • ระบบไฟสูงอัตโนมัติ

การทดลองขับ

สิ่งที่ชอบ >>> ช่วงล่างที่มั่นใจ อาการออกแนวเหมือนรถขับสี่ AWD

สิ่งที่ไม่ชอบ  >>>  ระบบขับเคลื่อน ไม่ตอบสนองในอัตราเร่งในบางจังหวะ เช่นแบตเตอร์รี่อ่อน

อันทีจริง ผมเพิ่งซื้อ  Honda  City hatchback  RS   เครื่องยนต์  1.0  ลิตรเทอร์โบชาร์จ มายังไม่ทันจะได้ป้ายขาว รถรุ่นนี้ ก็ออกมาวางขาย ซึ่งก็ทราบมาตั้งแต่ ที่ไปทดสอบเจ้า  5  ประตู เพียงแค่คิดว่ามันมาเร็วเกินคาด

อาจจะด้วยยอดขายที่ไม่กระเตื้องของ  e:hev  รุ่น ซีดานที่ออกมา แล้วไม่ปังอย่างที่คิด

แถม ตอนนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ เทใจให้รุ่นแฮทชืแบ็คมาก ดังนั้น ถ้าทำรุ่นแฮทช์แบ็คไฮบริดออกมา น่าจะซื้อใจลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ในมือ อยากได้รถเร็วก็เป็นไปได้

นั่นทำให้  7  เดือน หลังจาก ออก ซิตี้ ไฮบริด ซีดาน รถรุ่นนี้ออกมาทันที และ ผมเอง จะพูดตามตรงก็มีเซ็งกันบ้าง ตามสไตล์ แต่กั่นใจว่า เราไม่ได้เลือก ผิด เพราด้วยสไตล์ การขับรถ และ การใช้งานทางไกล มากวก่า เครืองยนต์สันดาปจะได้เปรียบกว่า อย่างชัดเจน

ตอนเห็นรถ ภายนอก ผมแอบกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราไม่มีอะไรต่าง เพราะภายนอกรถ ก็เหมือนกับคันที่บ้าน จะมีที่โดนใจ ก็ต้องยอมรับว่าสีน้ำเงินใหม่ ดูสะดุดตาดีมาก นานๆ จะเห็น ฮอนด้าทำสีแบบนี้ออกมาขาย กับเข้าบ้าง

Honda  City Hatchback e:hev  ทดลองขับ

พอก้าวมาภายใน ก็เป็นไปตามคาด 3  จุดหลัก อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ที่แตกต่าง คือ เรือนไมล์ เบรกมือ ไฟฟ้า และช่องแอร์หลัง เท่านั้น ทำให้ ทั้งหมดที่เหลือ ว่ามันจะต่างอย่าไร คือการขับขี่เท่านั้น

ที่จริง ก่อนที่จะมาขับ 5  ประตูไฮบริด เพิ่ง เอาเจ้า   Honda City e:hev  ตัวซีดานกลับมาขับ มันออกแนวกลมกล่อม รถผู้ใหญ่ขับ แต่กับ แฮทช์แบ็ค ภาพลักษณ์ความสปอร์ต ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า จะเป็นอย่างไร

ออกเดินทาง มีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เริ่มสัมผัส อาการพวงมาลัย มีน้ำหนักมากกว่านิดหน่อย ให้ความรู้สึกมั่นใจ พอขับเดินทางด้วยความเร็วต่ำ อย่างการขับบนลานจอดรถ และในเมือง  รู้สึกว่า ช่วงล้างมาในแนวเฟิร์มแน่นกว่า ตัวปกติ

 ส่วนหนึ่งผมรู้สึกว่ารวมๆ น้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้น นั่นก็ไม่แปลก เพราะระบบขับเคลื่อน มีทั้ง มอเตอร์ไฟฟ้า  2  ตัว เครื่องยนต์ และไหนจะแบตเตอร์รี่ที่เพิ่มขึ้นมา

การขับใช้งานในเมือง ถ้าให้พูด ผมว่ามันเป็นช่วงล่างที่ขับดีมาก ถึงมากที่สุดในหมู่แฮทช์แบ็คที่ขายในปัจจุบัน

ตอนขับในความเร็วต่ำ ส่วนใหญ่ จะเป็นการใช้โหมด ขับด้วยไฟฟ้าล้วน  มอเตอร์เข้ามาขับขี่มากกว่า ขับด้วยโหมดนี้ รถจะเงียบพอสมควร   เหมือนขับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็จะมีระยะทางไม่ไกลมาก มากที่สุดเพียงราวๆ  1-2  กิโลเมตร เท่านั้นเอง

เมือแบตเตอร์รี่ไฟอ่อน เครืองยนต์จะเข้าสู่ไฮบริดโหมด เพื่อทำการชาร์จไฟฟ้า และยังทำงานในแบบนี้ในกรณีขับด้วยคงามเร็วปกติ ตั้งแต่   60-120   ก.ม./ช.ม.​เพียงแต่ ถ้าเราใช้คันเร่งมาก มอเตอร์กินกำลังมาก เครื่องยนต์ก็จะเร่งเครื่องปันไฟฟ้าให้ทันด้วย

ทำให้เสียงเครื่องยนต์จะเสียงดัง เทียบกับตัวพันเทอร์โบ ผมว่ามันดังกล่าวด้วยในหลายจังหวะ เนื่องจาก เครื่องยนต์ต้องป้อนไฟให้พอไปแบตเตอร์รี่ เพื่อนำไปขับมอเตอร์ไฟฟ้า

การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักมากถึง  2  ใน  3  โหมด ทำให้ การตอบสนองในการขับขี่ค่อนข้างดี ถ้าเทียบว่าจากจุดหยุดนิ่ง ออกตัวไปถึงความเร็ว  100  ก.ม./ช.ม.  ผมว่าไม่ต่างกันจากรุ่นพันเทอร์โบ อันที่จริง ช่วง  0-60   เผลอๆ จะออกตัวเร็วกว่าด้วยซ้ำ ถ้าแบตเตอร์รี่มีไฟฟ้ามาก จนช่วงความเร็ว  80-120 ก.ม./ช.ม. ความรู้สึกผมว่า เทอร์โบชาร์จ จะเร่งดีกว่า

Honda  City Hatchback e:hev รีวิว การทดลองขับในเมือง

จุดดีกว่า คือการไม่ต้องรอรอบ หรือการเปลี่ยนเกียร์ สามารถเร่งได้ทันที แต่ประเด็น อยู่ที่ไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่ว่ามีมากน้อยเพียงใด  ซึ่งก็เป็นปกติของรถไฮบริด

ด้วยความที่เวลามีน้อย ส่วนใหญ่ในการขับครั้งนี้ เรียกว่า ขับแบบ คันเร่งแทบทะลุไปถึงถนน เท่าที่ใช้ความเร็ว พอ ช่วงความเร็ว  120  ก.ม./ช.ม. ขึ้นมา การตอบสนองการเร่งจะลดลง อย่างชัดเจน พอพ้น 140   ก.ม./ช.ม.​ จัดว่าเข้าขั้นอืด นั่นเพราะ ระบบให้ เครืองยนต์เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งเครื่องยนต์มีกำลังค่อนข้างน้อย เพียง   98 แรงม้า และทำแรงบิดเพียง  127  นิวตันเมตร มัก จะโผล่ขึ้นมา เมื่อ ขับด้วยความเร็วสูงคงที่ยาวๆ

ด้วยความที่ฮอนด้า ต้องการให้ระบบทำงานแยกส่วนแบบมีประสิทธิภาพ ตามที่พูดไป มอเตอร์ไฟฟ้าจึงไม่ได้ถูกนำมาใช้ช่วยเครื่องยนต์ขับเหมือนของคู่แข่ง แต่ใช้การเปลี่ยนโหมดแทน

ทำให้ เวลาต้องการเร่งแรงๆ หลายครั้ง จะมีช่วงจังหวะ รอรับการตอบสนองระบบสั้นๆ และทำให้ ถ้าคุณขับเร็วต้องการเร่งแซง เสียงเครื่องจะดังมาก รวมถึง ในกรณีแบตเตอร์รี่เหลือน้อย จะพบว่า การตอบสนองจากมอเตอร์ลดลงด้วย ซึ่งพบได้หลายจังหวะ ถ้าแบตอ่อน หรือ อาจจะด้วยความร้อนสะสมในระบบด้วยก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ดี เมื่อขับเร็ว ส่วนที่ผมว่ามันดีกว่าตัวเทอร์โบ ที่อยู่ที่บ้าน คือเรื่องช่วงล่างที่มั่นใจมากขึ้นอย่างชัดเจน มันเป็นรถที่ขับได้นิ่งในช่วงความเร็วสูง  110-130   ก.ม./ช.ม. อย่างไม่น่าเชื่อ

วิ่งตรงๆ ทางยาวๆ เรียกว่าดีพอสมควร แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม คุณต้องเข้าโค้ง ขอแนะนำให้จุดการเบรกชะลอความเร็ว แล้ว ค่อนเข้าโค้งแบบที่ปถุชนควรทำ เพราะ ถ้าเข้าแรงไปด้วยแบตเตอร์รี่ที่อยู่ท้ายรถจะพา คุณไถแถออกทางด้านข้าง ในแบบอาการรถขับเคลื่อนสี่ล้อ

สำหรับคนที่ไม่เคยขับแฮทช์แบ็คเลย จะรู้สึกได้ถุงความมั่นใจในการเข้าโค้ง ท้ายจะดูไม่ค่อยให้ความรู้สึกบานออกไป เวลาพุ่งไปในทางคดเคี้ยวด้วยความเร็ว กลับกัน คนที่ผ่านรถ 5  ประตู มานับไม่ถ้วน อย่างผม รู้สคกไม่ค่อยชอบอาการนี้ เพรา ส่วนใหญ่แฮทช์จะเป็นอาการหน้าไปท้ายตาม เดาวิถีเข้าโค้งง่าย

มีอยู่ครั้งในระหว่างการขับ ผมลองยัดโค้งแคบๆต่างระดับหมอชิต จากทางด่วนเส้นใหม่ไปด้วยความเร็วพอตัว รถแสดงชัดว่า ถ้าไม่เบรก จัดสมดุล แต่งตัวเข้าโค้ง จะมีโอกาส เหวี่ยงออกทางด้านข้าง จุดนี้เอาเป็นใครซื้อซิตี้แฮทช์แบ็ค ไฮบริด ต้องเข้าใจรถสักหน่อยหนึ่ง

Honda  City Hatchback e:hev รีวิว การทดลองขับ

แต่ในภาพรวม จากที่ขับเร็วๆมุดไปมา ตามการจราจร รวมๆ สมดุล จะออกไปในทางรถขับเคลื่อนสีล้อแบบ  All Wheel Drive เสียมาก ในแง่มุมของการ ให้ตัวของรถทั้งเวลาเข้าโค้ง หรือเปลี่ยนเลน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี  เหมือนกัน มันง่ายต่อการขับขี่ สำหรับคนทั่วไป

ลงมาจากรถ มองอีกครั้ง ผมว่ามันมีดีในแบบที่มันเป็น  Honda City Hatchback e:hev  ให้ความมั่นใจในการขับขี่มากกว่า เครื่องยนต์ประหยัดกว่า การตอบสนอง เหมาะแก่คนขับรถทั่วๆไป ไม่เน้นซิ่ง ไม่เน้นแรง ทำความเร็ว ต้องการฟังชั่นใช้งานหลากหลาย

เรื่องความประหยัดวันนี้อย่าถาม ถ่ายงาน และขับโดยมีเวลาเพียง  2  ชั่วโมงครึ่ง เรียกว่า บนถนนจัดเต็ม ขับอย่างเฮ้ ก็คงไม่อาจจะเอามาอ้างอิงได้

ถ้าถามว่าคุ้มไหม จะซื้อตัวนี้ ผมคิดว่าคุ้ม ถ้าคุณไม่ใช่คนขับรถเร็วเน้นซิ่งอะไรเทือกนั้น คุณเพียงต้องการรถหนึ่งคันพอไปถึงที่หมาย ประหยัดน้ำมันปลอดภัยมั่นใจ ถ้าคิดว่า นี่คือที่มองหา รถคันนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดี แถม การใช้ไฮบริดยังมั่นใจ ด้วยการรับประกัน จากฮอนด้าด้วยครับ

แต่ถ้า คุณคิดว่า ขับเร็วอาจิน มากกว่า คงต้อง  1.0  เทอร์โบ อาจจะเหมาะกว่า

Comments

comments