Honda City e:HEV  ..เฟิร์มนุ่ม ครบคุ้ม ในคันเดียว

แบ่งปันเรื่องนี้

ด้วยนโยบายใหม่ของ ฮอนด้า มอเตอร์ ญี่ปุ่นทรี่ต้องการให้รถยนต์ที่วางจำหน่าย ภายในปี 2030 เป็นระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน ทำให้บริษัทตัดสินใจเปลี่ยนการแนะนำเทคโนโลยีใหม่ เข้าสู่สู่ตลาด หนึ่งในนั้นคือ Honda City e:HEV  รถไฮบริดขนาดเล็กรุ่นใหม่ที่ออกมาเปิดตัว ไปพร้อมกับ  Honda City Hatchback

ตัวรถ  Honda City e:HEV   ทั้งหมดเข้าใจง่ายมาก มันคือการอัพเกรดรถยนต์  Honda  City Sedan   ไปสู่อีกขีดขั้นในการใช้งาน ด้วยระบบเครื่องยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งพัฒนามาลงในรถยนต์ขนาดเล็กเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นับตั้งแต่ที่เคยแนะนำใน Honda Jazz Hybrid  ในช่วงวิกฤติการณ์น้ำท่วม 2554

Honda city e:Hev Test Drive

การกลับมาครั้งนี้ ฮอนด้า เลือกตัวรถ ฮอนด้า ซิตี้ เป็นหลัก เนื่องจากรถรุ่นนี้ได้รับความนิยมจากชาวไทย และด้วยความเป็นรถเก๋งซีดานที่ได้รับความนิยมเป็นทุนเดิม น่าจะตรงใจคนมองหารถยนต์ไฮบริดมากขึ้น ประกอบกับในรถรุ่นใหม่ เป็นทรงที่ทำออกมามีขนาดใหญ่ขึ้น ดูหรูหราน่าสนใจมากขึ้น ฮอนด้าจึงมองว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการทำตลาด โดยวางรุ่นไฮบริด เป็นท๊อปสุดของไลน์อัพสินค้า เหนือกว่ารุ่นเทอร์โบชาร์จ

อย่างที่บอกครับ !!! ภายนอกของ   Honda City  e:HEV   ใช้ทรวดทรง 4 ประตูซีดานมาต่อยอด รายละเอียดมิติตัวถังต่างๆไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ จนสมควรจะพูดถึง ฮอนด้า ทำผมแปลกใจเล็กน้อยที่เลือกเอารุ่น  RS   ที่มาพร้อมภาพลักษณ์ความสปอร์ตมาทำตัวไฮบริด ไม่ว่าจะ กระจังหน้าสีดำ ล้ออัลลอย สีเงิน-ดำ ขนาด 16 นิ้ว สปอร์ยเลอร์ท้ายใหม่ แล กระจกสีดำ บางคนอาจจะรู้สึกชอบ ซื้อแล้วดูคุ้มได้ครบ

Honda city e:Hev Test Drive

Honda city e:Hev Test Drive

แต่ด้วยราคาขาย 839,000 บาท มันคงไม่ใช่รถที่วัยรุ่นวัยจ๊าบ คิดว่าจะคบหาแน่นอน ผมมองว่ากลุ่มเป้าหมายรถรุ่นนี้ คงเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องการรถยนต์งานในเมือง อาจจะเป็นคนที่กำลังคิดว่าจะซื้อซีวิคตัวเริ่ม แต่ออพชั่นไม่คุ้ม ชอบความทันสมัย และออพชั่นล้นคัน

ส่วนตัว จึงมองว่า ชุดแต่ง  RS   อาจทำให้บางคนตะขิดตะขวงใจ ในการเลือกซื้อตัวไฮบริด อาจจะอยากได้กระจังหน้าโครเมี่ยม รถดูโล้นๆ ไม่ต้องมีชุดแต่ง แต่ควรจะยังคงมาพร้อมล้อ 16 นิ้ว เหมือนเดิม ไปทางลุคพรีเมี่ยมมากกว่า

Honda city e:Hev Test Drive
ตัวรถ Honda city e:Hev พัฒนาจากรุ่นปกติ น่าเสียดาย มันมีให้เลืกแต่สไตล์สปอร์ต

ทางด้านในห้องโดยสารก้าวเข้ามาหย่อนตัวลงนั่ง รายละเอียดทุกอย่างเหมือนกับตัวซีดาน  RS   ทุกระเบียบนิ้ว  มีความแตกต่างอยู่บ้าง ตรงหน้าจอเรือนไมล์ฝั่งซ้ายเปลี่ยนเป็น 7 นิ้ว สามารถบอกค่าได้หลายอย่าง

การใช้งานสามารถกดใช้ได้ทันทีบนวงพวงมาลัยฝั่งซ้าย อย่าแปลกใจถ้าคุณจะนั่งงมช่วงแรกหา ปุ่มเปลี่ยนหน้าจอไม่เจอ เพราะมันดันไม่แยกขาดจากระบบเครื่องเสียง อย่างชัดเจน การใช้งานต้องกดปุ่มรูปบ้าน จากนั้น ใช้ตัวหมุนๆ เปลี่ยนเมนูที่ต้องการ นั่นรวมถึงในส่วนของตัว  Trip Meter   ด้วย แต่พอใช้ไปนานๆ ก็จะชินเอง

ทางด้านตรงกลางให้ระบบเครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว   รองรับ  Apple Carplay  ติดใช้ปลายนวมมาด้วย ส่วนการตบแต่งทั้งหมด กลับเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน จะมีก็เพียงออพชั่นบางอย่างเพิ่มขึ้นมา อาทิ แอร์หลังเป็นต้น ดังน้นภาพรวม จึงเป็นซิตี้ที่มีอะไรๆ มากขึ้นนั่นเอง

อย่างที่คุณคงทราบไปแล้วว่า  Honda  City e:HEV   มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า  Sport i-MMD  ระบบนี้น่าจะพอคุ้นหูหันมาบ้าง มันเคยประจำการใน Honda Accord Hybrid แต่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่า และ มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังมากกว่า แต่เมื่อปีกลายระบบเดียวกันนี้ถูกย่อลงมาใส่  Honda  Fit  หรือ   Honda  Jazz   ใหม่ (โฉมที่ยังไม่เข้าไทย) ผมไม่รอช้าจะถามทีมงานญี่ปุ่นว่า ตกลงคือระบบเดียวกันหรือไม่ คำตอบ คือใช่ เครื่องยนต์ใน  Honda  City e:HEV คือ ตัวเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนเซทติ้งให้เหมาะสมกับความเป็นซีดาน

ตัวระบบ e:HEV  ใน  Honda  City   ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร ทำงานแบบ  Atkinson Cycle   ตัวเครื่องให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า สูงสุดในช่วง 5,600-6,400 รอบต่อนาที  ทำแรงบิดสูงสุด 127 นิวตันเมตร 4,500-5,000 รอบต่อนาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงกว่าที่ 109 แรงม้า ตั้งแต่ 3,500-8,000 รอบต่อนาที ทำแรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตรตั้งแต่ 0.1 -3,000 รอบต่อนาที ส่งลงชุดเกียร์ Electronic CVT  ระบบยังมาพร้อมกับแบตเตอร์รี่ลิเธียมไอออน ทำงานสนับสนุนมอเตอร์ไฟฟ้า

Honda city e:Hev Test Drive
ระบบขับเคลื่อน Sport i-MMD ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ซึ่งระบบนี้เหมือนที่แนะนำใน Honda Fit ที่ญี่ปุ่น

หลักการของระบบ  sport  i-MMD  แตกต่างจากระบบไฮบริดอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ทีมวิศวกรฮอนด้า ยอมรับว่า ระบบนี้ คือ  Series Hybrid   ที่มีชั้นเชิง สามารถ นำเครื่องยนต์มาขับสู่ล้อได้โดยตรงด้วย เมื่อภาวการณ์ใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้า มีประสิทธิภาพต่ำ ด้วยการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการใช้งานระบบขับเคลื่อนสูงสุด แบ่งออกเป็น 3 โหมดย่อยในการขับเคลื่อนได้แก่

  • EV Mode  โหมดขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ระบบจะใช้กำลังไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่เพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า
  • Hybrid Mode   เมื่อไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่อยู่ในระดับต่ำ หรือมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยความเร็ว หรือ กินไฟฟ้าค่อนข้างมาก เครื่องยนต์จะทำงานโดยขับกำลังในรอบเร่งที่แน่นอนกับ มอเตอร์ Generator   เพื่อป้อนไฟฟ้าเข้าแบตเตอร์รี่ ในส่วนของมอเตอร์ขับเคลื่อนก็ยังทำงานโดยใช้ไฟฟ้จากแบตเตอร์รี่ไปด้วยพร้อมกัน
  • Engine Drive Mode   ในย่านความเร็วสูงมากๆ  วิศวกรมองว่าการใช้เครื่องยนต์ขับจะมีประสิทธิภาพมากกว่ หากผู้ขับขี่จะใช้ความเร็วสูงต่อเนื่อง เครื่องยนต์จะถูกต่อชุดคลัทช์เพื่อใช้ขับกำลังลงล้อโดยตรง

————

การทำงานในลักษณะแยกส่วน ทำให้ระบบไฮบริดของฮอนด้า แตกต่างจากของคู่แข่ง ผมสตารNทรถ หลังจากที่จอดตากน้ำค้างมาทั้งคืน มันก็เหมือนกับระบบไฮบริดทั่วๆ ไป สตาร์ทครั้งแรกจะต้องมีรันเครื่องยนต์ขึ้นมาหึ่งๆ อยู่ประมาณ 1-2 นาที ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการวอร์มเครื่องให้ถึงอุณหภูมิพร้อมทำงานไปด้วยในตัว

ถ้าในกรณีคุณขับรถมาที่ทำงาน แล้วมาจอดอีกครั้งถ้าไม่จอดนาน อาทิ แวะปั้มเข้าห้องน้ำ การวอร์มแบบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นอีก เว้นแต่ว่า คุณจะจอดนาน 4-5 ชั่วโมงขึ้น

เลื่อนรถ ออกจากโรงแรมในความเร็วต่ำแบบนี้แบตเตอร์รี่ยังพอมี EV Mode   ทำงาน โดยตัดการทำงานของเครื่องยนต์หลังจากวอร์มเสร็จ ใช้พลังจากแบตเตอร์รี่ขับมอเตอร์ไฟฟ้า พารถทะยานไปข้างหน้า

จังหวะนี้พอไฟต่ำ เครื่องยนต์จะติดขั้นมาชาร์จไฟฟ้าผ่านการปั่นไฟมอเตอร์ตัวที่ 2 กลับมาแบตเตอร์รี่ขณะที่ตัวแบตเตอร์รี่เองก้ยังจ่ายไฟฟ้าไปขับมอเตอร์ขับเคลื่อนเหมือนเดิม โดยไฟฟ้าจะชาร์จอยู่ระหว่าง 30-80% ของแบตเตอร์รี่ เว้นแต่กรณีขับรถลงทางลาดชัน อาจจะมีจังหวะแบตเตอร์รี่เต็มอยู่บ้าง เนื่องจากมีแรงชาร์จจากล้อด้วย

เส้นทางขากลับจากเขาใหญ่ผมแอบลักไก่ เลี้ยวออก ทางไปแดรี่โฮม ถนนหมายเลข 1016 เป็นเส้นทางลัดช่วยย่นย่อจาก เขาใหญ่ไปบนถนน 2 เลนสวน ทางตรงนี้ มีโค้งมากมายให้เราได้สัมผัสความรู้สึกช่วงล่างและการบังคับควบคุม

ความเร็วสูงขึ้น เหลียวมองหน้าปัด EV Mode  ที่เคยตัดสลับในการทำงาน กับ Hybrid  โหมด เริ่มกลายเป็นโหมด ไฮบริดยาวๆ เมื่อเดินคันเร่งที่ความเร็วมากกว่า 70 ก.ม./ช.ม. แต่เมื่อถอนคันเร่ง เครื่องยนต์จะตัดการทำงานทันที แล้วปล่อยให้ล้อกลายเป็นตัวหลักในการชาร์จไฟฟ้า ลดการใช้งานเครืองยนต์

การขับไฮบริดโหมดนี้ คุณไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์นัก เสียงเครื่องยนต์ไม่หึ่งตลอดเวลา เหมือนไฮบริดแบบคู่ขนาน ซึ่งเครื่องยนต์จะเป็นกำลังขับหลักมากกว่าเวลาเดินทาง แต่ระบบฮอนด้า จะกระเดียดมาทางนิสสันมากกว่า ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทางโค้งเริ่มมาทักทาย รถไฮบริดส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องสมดุลในการขับขี่เวลาเข้าโค้ง แรกๆ ก็กังวลอยู่บ้าง หลังผ่าน 2-3 โค้ง กลับรู้สึกว่ามันเข้าโค้งดีกว่าที่คาดเอาไว้มาก ด้วยทางทีมวิศวกรปรับเซทพวงมาลัยให้มีการตอบสนองนุ่มนวลขึ้นมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ให้ความมั่นคง มั่นใจเวลาเปลี่ยนทิศทาง อารมณ์เหมือนคุณขับรถยุโรป ยังไงอย่างงั้น

การทำงานของพวงมาลัยสอดผสานกับระบบกันสะเทือนให้ความรู้สึกนุ่มสบายในการขับขี่ ขับแล้วแทบเรียกว่าไม่รู้สึกเป็น Honda  City   เลยด้วยซ้ำไป เหมือนคุณกำลังขับ  Honda  Accord   มากกว่า ความรู้สึกระบบกันสะเทือนนุ่มนวลขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากน้ำหนักระบบไฮบริดและแบตเตอร์รี่ ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิม 62 กิโลกรัม จากรุ่น RS  ซีดานปกติ

น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การตอบสนองของระบบกันสะเทือนเปลี่ยนไป แต่ลึกๆ ชื่อว่าน่าจะมีการเปลี่ยนโช๊คและสปริงด้วย เพราะความรู้สึกแตกต่างจากตัวเทอร์โบอย่างชัดเจน มีความมั่นคง นุม่นวล เป็น ช่วงล่างซิตี้รุ่นนี้กล้าพูดว่าเหมาะกับผู้ใหญ่

แต่สิ่งที่ผมว่า ฮอนด้าซิตี้ทำได้ดี ไม่แพ้เรื่องช่วงล่าง อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไปด้วยซ้ำ คือการวางสมดุลรถได้ดีอย่างน่าอัศจรรยืใจ ทุกครั้งที่เข้าโค้ง ปกติรถไฮบริดจะรู้สึกถึงน้ำหนักที่ไปด้านหน้า หรือหลัง แต่ระหว่างผ่านทางโค้ง ผมกลับไม่รู้สึกแบบนั้น มันเหมือนขับรถที่มีน้ำหนักมากกว่าก็จริง แต่เมื่อเข้าโค้งก็สัมผัสถึงสมดุลน้ำหนักที่ดี ยิ่งใครขับรถเก่งๆ จัดระเบียบการเข้าโค้งดีๆ เบรกถ้าน้ำหนักเปลี่ยนเกียร์ตามลำดับ จะพบว่า คุณทำให้ผู้โดยสารนั่งสบายจนพร้อยหลับได้ง่ายๆ

ส่วนระบบเบรกที่เปลี่ยนใหม่ทางด้านหลัง จากดรัมเบรกมากเป็นดิสก์ ในการขับขี่ตรงนี้ผมสรุปให้เลย มันตอบสนองเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่จุดหลักเรื่องนี้คือการทำให้รถมีสมดุลในการเบรกถ่ายโอนน้ำหนักมากกว่าในความรู้สึก

ขับมาสักพักออกถนนใหญ่ กดคันเร่งเต็มที่ลองเหยียบ ฮอนด้าไม่ได้เซทให้มอเตอร์ไปทันทีที่ลูกค้าเหยียบแป้น เมื่อกดไปแล้ว สัก 1-2 วินาที มอเตอร์จึงจะเร่งรอบให้แบบค่อยเป็นค่อยไป เข้าใจว่าเป็นความต้องการทำให้นุ่มนวลไม่กระโชกโฮกฮากเกินไปนัก

ถึงจะมีแรงบิดเยอะ 253 นิวตันเมตร ทำให้เร่งแซงได้ง่าย แต่กำลังฉุด 109 แรงม้า ไม่ได้รู้สึกดึงดันเท่าเครื่อง 1.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ ที่เป็นเช่นนี้ก็มาจากการทำงานแยกส่วนระหว่างเครื่องยนต์ขับล้อกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับล้อ ไม่มีจังหวะไหนที่ทำงานร่วมกัน

ความรู้สึกการตอบสนองอัตราเร่ง จึงแตกต่างจากเทอร์โบชาร์จโดยสิ้นเชิง คุณรู้สึกว่ารถเร่งเร็วตอบสนองดี แต่ไม่กระชากจนน่าเกลียด ความรู้สึกนี้ผู้ใหญ่หลายคนน่าจะชอบ

ในระหว่างการขับขี่ผมสังเกตว่า  Engine Drive Mode   จะมาทำงานในช่วงความเร็วสูงๆ เท่านั้น โดยขึ้นอยู่กับการเหยียบคันเร่งของผู้ขับขี่ด้วย ถ้าเราเหยียบคันเร่งไม่มากแต่ใช้ความเร็วสูง ส่วนใหญ่จะยังเป็น  Hybrid Mode   แต่ถ้าเราเค้นเหยียบคันเร่งเกิน 60-70% ขึ้นไป จะเป็นโหมดเครื่องยนต์ทันที ซึ่งพอเป็นโหมดเครื่องยนต์ กำลังขับก็น้อยลงไปด้วย

มันไม่ใช่เหมาะที่จะไปซิ่งกับเพื่อนเท่าไรนัก ด้วยทั้งน้ำหนักตัว และกำลังจากเครื่องยนต์ หรือมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ไม่ได้มากมายมายนัก มันเหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไป ขับรถไปเรื่อยๆ ขับเร็วบ้างช้าบ้างตามการจราจร และเป็นคนใช้ชีวิตในเมืองมากกว่า

ถึงตลอด 87 ก.ม./ช.ม. จะใช้ความเร็วบ้าง บางจังหวะลองถึงความเร็วสูงสุด 174 ก.ม./ช.ม. แต่ผลงานความประหยัดเจ้านี่ ก็ออกมาน่าพอใจ มันมีอัตราประหยัด 24.5 ก.ม./ลิตร ด้วยระยะทางการขับขี่รวม 87.3 ก.ม. พี่แพนจาก  Headlightmag  บอกระหว่างการถามตอบว่า ขับแบบทะเลาะกับเมีย ยังได้  19 ก.ม./ลิตร

ดังนั้นเรื่องความประหยัดในจึงวางใจได้หายห่วง ถ้าคุณรับได้กับกำลังมอเตอร์หรือเครืองยนต์ ที่ไม่ได้มากมาย เหมือนไฮบริดรุ่นอื่นๆ ที่เริ่มมีทางเลือกมากมายในตลาด

เนื่องด้วยเวลามีจำกัด วันนี้จึงยังไม่ได้ลองเจ้า Honda  Sensing  อย่างจริงจัง ผมมีโอกาสได้ใช้ 2-3 ระบบ อย่างระบบเตือนการชนทางด้านหน้า , ระบบเตือนการออกนอกเลน และ Adaptive Cruise Control   ในหลักรวมการทำงานของระบบในซิตี้ ไม่แตกต่างจากรถรุ่นอื่นนัก

เพียงแต่งวดนี้เปลี่ยนจากการใช้เรดาห์ร่วมด้วยมาเป็นระบบกล้องวางไว้ตรงกลางกระจกบังลมหน้า เท่าที่ลองใช้  Adaptive Cruise  Control   ในช่วงหลัง ด้วยความเร็ว 95 ก.ม./ช.ม.เลยรู้สึกว่า มันยังไม่เนียน อย่างที่ควรจะเป็น ถ้าเทียบกับ  Honda  Civic / Honda  Accord   แต่คงต้องรอลองมากกว่านี้จะบอกได้

 

หลังขับ  Honda  City e:HEV  ผมว่า เจ้าไฮบริดตัวเล็กคันใหม่ของฮอนด้า เป็นไฮบริดเกิดมาเพื่อใช้งานทั่วไป เน้นความประหยัดในการขับขี่มากที่สุด เท่าที่จะทำได้  ด้วยการแบ่งส่วนการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์

ส่วนการเซทติ้งอื่นๆ เน้นๆ ความนุ่มนวล ขับสบาย เป็นรถพรีเมี่ยมขนาดเล็กเหมาะกับชีวิตคนเมือง

ถ้าเวลานี้ คุณมอง  Honda  Civic  กับ   Honda City e:HEV   ผมว่า  เจ้านี่น่าซื้อกว่า ถ้าขนาดตัวรถไม่ใช่ปัญหาที่คุณกำลังมอง ในการเปลี่ยนรถคันใหม่ 

นอกจากตัวรถจะได้ออพชั่นครบคุ้มในราคา 839,000 บาท แล้ว ยังเหนือชั้นด้วยความประหยัด และความรู้สึกในการขับขี่ระดับพรีเมี่ยม วันนี้ทั้งหมด อยู่ในเจ้าเก๋งเล็กคันนี้แล้ว

รายละเอัยดข้อมูลตัวรถประกอบบทความจาก Honda 

เรื่องและขับทดสอบโดย ณัฐยศ ชูบรรจง

 

 



แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments