หมวกกันน็อค อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ที่คนไทยมัก “มองข้าม” ?

แบ่งปันเรื่องนี้

นอกเหนือจาก “คาร์ซีท” สำหรับเด็กที่กำลังเป็นประเด็น “หมวกกันน็อค” เองก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยที่คนไทยหลายคนก็หลงลืมถึงความสำคัญของมันด้วยเช่นกัน แล้วมันสำคัญจริงมั้ย ?

หมวกกันน๊อค

ความเป็นมาของ หมวกกันน็อค

หรือ “หมวกนิรภัย” ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ใหม่เท่าไหร่นักในโลกของการใช้รถมอเตอร์ไซค์ เพราะมันเริ่มถูกคิดเป็น “ไอเดีย” มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1914 โดยนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษนามว่า Eric Gardner ที่เริ่มสังเกตุเห็นโอกาสที่ผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์จะได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณศรีษะสูงขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มแนะนำให้ผู้จัดการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานอย่าง Isle of Man TT ออกกฏกติกาบังคับให้นักแข่งทุกคนต้องใส่หมวกกันน็อคขณะทำการแข่งขันด้วยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อย่างไรก็ดีเนื่องด้วยความที่รถมอเตอร์ไซค์ในยุคดังกล่าวยังมีความเร็วไม่สูงมากนัก และในขณะเดียวกันหมวกกันน็อคในยุคดังกล่าว เอาจริงก็ดูเหมือนกับว่าเป็นเพียงหมวกหนังที่เอาไว้กันหนาวมากกว่าเท่านั้น จึงทำให้มันไม่สามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขี่รถมอเตอร์ไซค์เท่าไหร่ แถมในขณะเดียวกันนักบิดหลายๆคนยังมองว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องแฟชัน ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเหล่านักแข่งในสนามเสียอีก

จนกระทั่ง ค.ศ. 1935 เมื่อทหารอังกฤษนามว่า “Colonel. (พลเอก) Thomas Edward Lawrence” ซึ่งเปรียบเสมือนฮีโร่จากสงคราม และเป็นคนดังของประเทศ เกิดประสบอุบัติเหตุขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ โดยถูกเด็กหนุ่ม 2 คนปั่นจักรยานตัดหน้า แล้วเจ้าตัวต้องหักหลบจากความเร็วไม่น้อยกว่า 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง จนรถเสียหลัก และกระเด็นพุ่งไปข้างหน้าจากตัวรถ หัวกระแทกพื้นจนได้รับอาการบาดเจ็บหนักเพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง

และหลังจากนั้นแม้แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อทำการรักษา แต่ในเวลาอีกเพียง 6 วันเขาก็เสียชีวิต เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ซึ่งแพทย์ก็ได้ระบุสาเหตุการตายของเขาว่า “สมองได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต” และใช่ครับ Lawrence คือมนุษย์คนแรกที่ถูกระบุสาเหตุการตายด้วยเหตุผลนี้

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไอเดียในการสร้าง “หมวกนิรภัยสำหรับการขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่แท้จริง” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1941 หรือ 6 ปี หลังเกิดเหตุการดังกล่าว ทางภาครัฐของประเทศอังกฤษต้องประกาศกฏหมายให้ผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อคขณะขับขี่ยานพาหนะชนิดนี้ขึ้นมา

ข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับความเสี่ยงของการขี่รถมอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อค

แม้หมวกกันน็อคจะถูกคิดค้นมานาน ด้วยเหตุผลในเรื่องความปลอดภัยจากการขี่รถมอเตอร์ไซค์ แต่น่าเสียดายที่ 100 กว่าปีที่ผ่านมา กลับยังมีคนจำนวนมากที่ไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงถึงชีวิตที่สามารถเกิดขึ้นกับตนเองได้ทุกเมื่อไม่ว่าตัวเขาเองจะประมาทหรือไม่

น่าเสียดายที่เราไม่สามารถหาข้อมูลเรื่องนี้ในไทยได้ แต่หากอิงจากข้อมูลของหน่วยงาน National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางด้านความปลอดภัยบนท้องถนนของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ในแต่ละปี จะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ไม่น้อยกว่า 5,000 คัน ซึ่งส่วนใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตได้หากบุคคลเหล่านั้นสวมหมวกนิรภัย

  • จากข้อมูลเชิงสถิติโดย NHTSA ระบุว่า หมวกกันน็อค มีส่วนช่วยชีวิตผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ได้ถึง 37 เปอร์เซ็นต์ และในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยชีวิตผู้ซ้อนได้อีก 41 เปอร์เซ็นต์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  • กว่า 41 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เสียชีวิตขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2016 ไม่ได้สวมใส่หมวกกันน็อคขณะเกิดอุบัติเหตุ และตัวเลขนี้ ในปีเดียวกันก็จะยิ่งสูงขึ้นอีกเมื่อเจาะจงไปที่รัฐอินดีแอนา ที่มีอัตราการเสียชีวิตของผู้ที่ไม่สวมใส่หมวกกันน็อคขณะเกิดอุบัติเหตุถึง 75 เปอร์เซ็นต์ จากทั้งหมด
  • จากข้อมูลเชิงสถิติโดย NHTSA ระบุเพิ่มเติมอีกว่า หากทุกคนที่เกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่รถจักรยานยนต์สวมใส่หมวกกันน็อค จะมีผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 802 คน โดยอ้างอิงจากการที่มีตัวเลขผู้รอดชีวิตจากการสวมใส่หมวกกันน็อคขณะเกิดอุบัติเหตุมากถึง 1,800 คน ต่อปี

ด้านความเสี่ยง หรือโอกาสที่ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์จะได้รับบาดเจ็บเมื่อไม่ใส่หมวกกันน็อคขณะเกิดอุบัติเหตุก็มีทั้ง

  • สมองได้รับการกระทบกระเทือน
  • กระโหลกศรีษะร้าว
  • กรามเคลื่อน
  • ฟันได้รับความเสียหาย หรือหลุดหาย
  • หูได้รับบาดเจ็บ (อาจสูญเสียการได้ยิน)
  • ตาได้รับบาดเจ็บ (อาจสูญเสียการมองเห็น)
  • ใบหน้าถลอก เป็นแผล หรืออาจถึงขั้นผิดรูป

ประสบการณ์ตรง (และไม่ตรง) ของผู้เขียนต่อการสวมใส่ (และไม่ใส่) หมวกกันน็อค ขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์

โดยส่วนตัวผู้เขียนเอง ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นหลักในชีวิตประจำวัน และมีประสบการณ์ในการใช้งานยานพาหนะชนิดนี้ในหลายรูปแบบ หลายสถานการณ์ ทั้งใน หรือนอกสถานที่ปิด (เช่น สนามแข่ง) มาก็หลายครั้ง และเกิดอุบัติเหตุมาก็หลายครา ขอเรียนตามตรงว่าหากตัวผู้เขียนเองไม่ใช่ผู้ที่ติดนิสัยชอบใส่หมวกกันน็อคมาตั้งแต่เริ่มหัดขี่รถมอเตอร์ไซค์ใหม่ๆ เชื่อว่าตอนนี้ผู้เขียนคงเสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 10 รอบ

กล่าวก็คือ ในหลายๆครั้งที่ตัวผู้เขียนประสบอุบัติเหตจากการใช้รถมอเตอร์ไซค์ ไม่น้อยกว่าครึ่ง ย่อมจบลงด้วยการหัวฟาดพื้นด้วยความรุนแรง ตั้งแต่

  • ครั้งแรกของชีวิตที่เกิดอุบัติเหตุในการขี่รถมอเตอร์ไซค์ เพราะลื่นคราบน้ำมันบนถนนในช่วงวันสงกรานต์เมื่อหลายปีก่อน (ซึ่งพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ก็เข้าใจว่าตัวผู้เขียนเมาสุราแล้วขี่รถ จึงเสียหลักล้มเอง ทั้งๆที่อันที่จริง ผู้เขียนกินไม่ได้ เพราะแพ้แอลกอฮอล์)
  • ขณะกลับจากเลิกเรียน ถูกเพื่อนขี่รถปาดหน้าจนตนเองกระเด็นจากรถด้วยความเร็วเกือบ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง พุ่งลงไหล่ทาง แล้วไถลต่อจนเกือบตกคลองชลประทาน
  • ขณะขี่รถในโรงเรียนเพื่อเข้าไปเก็บในโรงจอดรถ ถูกเพื่อนแกล้งวิ่งมาตัดหน้าจึงเบรกจนหน้าพับแล้วหัวฟาดพื้น
  • หรือครั้งที่รุนแรงที่สุดก็คือการฝึกซ้อมในสนามแข่งแล้วรถเกิดเสียอาการจนตัวผู้เขียนโดนรถดีดแล้วกระเด็นพร้อมตีลังกา กลางอากาศไม่น้อยกว่า 2 รอบ หัวกระแทกพื้นสนามอย่างรุนแรง และการ์ดเสื้อเรซซิ่งสูทที่ใส่อยู่แตก

และใช่ครับ จากประสบการณ์เหล่านั้น หากเป็นผู้เขียน คือ คนที่ไม่ชอบขี่รถแล้วสวม หมวกนิรภัย ขณะขี่ ถมอเตอร์ไซค์ ณ ช่วงเวลานี้คงไม่ได้มีลมหายใจ มานั่งเขียนบทความให้ทุกๆท่านได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของการสวมใส่หมวกกันน็อคกันในเวลานี้แน่นอน

หรือถ้าหากทุกท่านอ่านแล้วยังรู้สึกว่าอุบัติเหตุทั้งหมด เกิดขึ้นจากความรุนแรงในการขี่รถของตัวผู้เขียนเอง และมองว่าถ้าหากตนเองขี่รถช้าๆ อุบัติเหตุคงไม่เกิดขึ้นกับตนเอง หรือต่อให้เกิดขึ้นคงไม่ทำให้ตนเองเป็นอะไรไปมากมายนักแค่เพียงเพราะไม่ยอมใส่หมวกกันน็อค เพราะรำคาญ อึดอัด หรือห่วงทรงผมที่เซ็ทไว้จะเสียหาย

ส่วนตัวผู้เขียนเอง ก็มีรุ่นน้องซึ่งไม่ได้เป็นคนขี่รถเร็วเท่าไหร่นัก แต่ในขณะเดียวกันก็ชะล่าใจแล้วไม่ใส่หมวกกันน็อค ที่รู้จักหลายคน และได้เห็นหรือได้ยินประสบการณ์อุบัติเหตุของพวกเขามาหลายครั้ง ล้วนทำให้ตระหนักถึงความปลอดภัยของอุปกรณ์ชนิดนี้ไม่น้อยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น

  • รุ่นน้องหญิง น่ารัก ระดับตัวท็อปของชั้นปี แต่พอเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์แล้ว แม้จะหัวไม่ได้ฟาดพื้นอย่างรุนแรง แต่หน้าก็ไถลกับพื้นถนนเต็มๆ จนผิวถลอกและต้องใช้เวลาในการรักษานานหลายเดือนบาดแผลที่เกิดขึ้นจึงจะหายสนิท

เป็นต้น

ดังนั้น สำหรับผู้อ่านท่านใดที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ แต่ยังไม่ตระหนักถึงความปลอดภัยในเรื่องการสวมใส่หมวกกันน็อคกันอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลในเรื่องของความรำคาญใจ ความห่วงสวย ห่วงหล่อ หรือปัญหาทางการเงิน

ผู้เขียนขอแนะนำให้คิดใหม่เถอะครับ เพราะเมื่อถึงเวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา มันไม่ได้สนหรอกครับ ว่าในตอนนั้นคุณจะสวยจะหล่อแค่ไหน พื้นคอนกรีต เสา หรือกำแพง ที่หน้าคุณกำลังฟาดลงไป ก็จะยังคงแข็งหรือคมพร้อมจะเสียดสีผิวหนัง หรือกระแทกศรีษะของคุณอย่างรุนแรงอยู่เหมือนเดิม

เพราะฉะนั้นกับเงินเพียงไม่กี่ร้อย (คือไม่ต้องซื้อหมวกใบเป็นพันๆก็ได้ ขอแค่เป็นหมวกที่สามารถปิดได้ทั้งใบหน้าใบละ 5-6 ร้อยบาท) แล้วสามารถเซฟชีวิตของตัวคุณได้ ในยามที่เกิดอุบัติเหตุแบบไม่เลือกหน้า มันก็ย่อมคุ้มกว่าการห่วงสวย ห่วงหล่อ ห่วงปอดจะหายใจไม่ออกเพียงสั้นๆไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง แต่ต้องอยู่กับความเจ็บปวดบนใบหน้า จากบาดแผลไปอีกนานนับสัปดาห์ หรือหลายเดือน หลายปี แน่นอน

สวมใส่ หมวกนิรภัย และปลอดภัยไว้ก่อน กันเถอะครับ

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments