Haval Jolion Hybrid ช่วงล่างเด่น เน้นประหยัด พลังขับลองพิจารณา

แบ่งปันเรื่องนี้

กระแสการตอบรับที่ดี ของรถยนต์  Haval H6 Hybrid   ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ แบรนด์รถยนต์น้องใหม่  Great Wall  Motor  ไม่รอช้า ที่จะเร่งส่งน้องใหม่ออกมาอีกรุ่น ในเร็ววัน รถที่เรากำลังพูดถึง คือ   Haval  Jolion   ที่เผยออกมาแล้ว และจะเปิดราคาและข้อมูลอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้

Haval Jolion   ชื่อเรียก อย่างเป็นทางการอ่านว่า ” โจ-ไลออน”  จริงๆ แล้วชื่อในจีน เรียกว่า ยินปิน บ้างก็เรียก ชู่เหลี่ยน ที่มาของชื่อ รถรุ่นนี้ คนตั้งให้ไม่ใช่ใครอื่นไกล ไปกว่า Phil Simon  นักออกแบบรถยนต์ของ   Great Wall Motor  คนเดียวกับที่ออกแบบ  H6  เขาต้องการนำเสนอรถยนต์อเนกประสงค์ ที่มีความโดดเด่นเหมาะกับการใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาว ให้สนุกกับชีวิตได้ทุกเมื่อทุกวัน

คอนเซปต์งานออกแบบ ฟิล บอกว่า เขาให้นิยามว่า ” Joy Life On”  จากตรงนั้น เมื่อย่อทั้งหมดออกมา ก็จะเป็น   Jolion พอดิบพอดี ประกอบกับ วัฒนธรรมของประเทศจีน สิงโต ถือว่าเป็นสัตว์มงคล ตามตำนานเทพ คล้ายๆ กับมังกร ในไทย จึงให้ออกเสียง ว่า  โจ-ไลออน นั่นแหละครับ ท่านผู้อ่าน

Haval Jolion Hybrid Test Drive

รถรุ่นนี้เปิดตัวขายในจีนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และ ได้รับความสนใจอย่างมาก จากลูกค้าชาวจีน สำหรับประเทศไทย รถที่ขายในบ้านเรา มีความต่างจากในเวอร์ชั่นจีน 2 อย่างเด่นๆ คือ

งานออกแบบ ด้านหน้า ใหม่ทั้งหมด คล้ายกับ รถต้นแบบ   Haval  Concept H  ที่เผยโฉมในอินเดีย

อย่างที่สอง บ้านเรา เป็นประเทศแรกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริด  รหัส   DHT 100 (จริงๆ ต้อง 110 เพราะกำลังมอเตอร์ไฟฟ้ามากกว่า 134 ม้า เป็น 156 ม้า ) เป็นครั้งแรกในโลก (ที่อื่นจะได้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบชาร์จ 150 แรงม้า รวมถึง รุ่นที่ขายในบรูไน )

ตอนพบกันครั้งแรกที่โรงงาน แม้ว่าจะมีเวลาสั้นๆ มันก็เป็นรถที่สะกดใจผมได้มากพอสมควรในแง่ งานออกแบบ ที่สะดุดตา คนวัย 30 กลางๆ อย่างผม นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ ฮาวาล บอกว่า ต้องการเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ ที่เพิ่งแต่งงาน กำลังจะมีลูก กำลังจะมีครอบครัว ผมเองก็เป็นคนกลุ่มนี้เช่นกัน

Haval Jolion Hybrid Test Drive

หน้าตา ออกมาดีเอ็นเอ ถอดแบบจากพี่ชาย  H6 มาเต็มพิกัด มันดูดีกว่าด้วยกระจังหน้า ที่ทำให้รถ ดูน่าสนใจ และ สวยงามกว่ามาก มันออกแบบมาเป็นเกร็ดๆ ให้ความหรูหรา และสะท้อนความสปอร์ตในครั้งเดียวกัน

ไฟหน้าในรุ่นที่วางจำหน่ายในไทย อย่างที่ได้กล่าวไป บ้านเราแตกต่างด้วยไฟหน้าแบบ   Concept H  ชุดไฟจะเลื้อยยาวมายันชายกันชน ด้านบนเป็นตำแหน่งไฟส่องสว่าง ด้านล่าง เป็นตำแหน่ง ไฟ   Day Time Running Light   บวกกับ เป็นไฟเลี้ยวในชิ้นงานเดียวกัน

พูดตามตรงว่า งานออกแบบนี้ค่อนข้างสวยงามพอสมควร  สะดุดตามา โดยเฉพาะชุดไฟด้านล่าง ยิ่งสะกดสายตา  แถม ไฟ  Day Time  ยังออกแบบ เป็นเขี้ยวลากลงมา ถึงด้านล่ง ดูดุดัน

ในทางกลับกัน คุณ ก็ต้องระมัดระวังอย่างมากในการใช้รถ ตำแหน่งไฟหน้าที่ลงมาถึงกันชน แค่คิดว่า สมมุติ คุณขับรถซุ่มซ่าม ไปชนอะไร เข้าให้ ไฟชุดนี้แตก ต้องเปลี่ยนทั้งโคมทันที หรือจะเหตุ ไม่คาดฝัน เช่น คุณเผลอถอยหลังชน ก็รับประกัน ว่า ต้องจ่ายค่าซ่อมเจ้าสิงโต อ่วมแน่นอน

Haval Jolion Hybrid สีแดง

ถ้าดูดีๆ ตำแหน่งไฟหน้า ยังนูนเท่ากับกันชนหน้าด้วย ผิดกับ รถญี่ปุ่นบางรุ่น ที่มีการวางไฟไว้ข้างล่าง เขาจะมีขอบกันชนบังเผื่อเกิดอุบัติเหตุ ไฟหน้าก็ยังจะสามารถใช้งานได้ต่อไป

ด้านข้าง เส้นสายงานออกแบบตัวรถ ออกมาเป็นแนวทางความสปอร์ตพรีเมี่ยม งานออกแบบทรงคล้ายๆ กับ พี่ชาย มีคิ้วโครเมี่ยมกันกระแทกที่ชายประตู กับราวหลังคาทรงเตี้ย ล้ออัลลอยในรุ่น Ultra ให้ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง  Good Year Triple max 2 ยางรุ่นนี้ เน้นการตอบสนองการควบคุม ก็ถือว่าให้ยางดีในระดับหนึ่งเลยล่ะ

ท้ายรถ ออกแบบมาเป็นไฟท้าย ทรงตัว  L ผมแปลกใจว่า ไฟถอยค่อนข้างเล็กไปนิด แม้ว่าจะมีความสว่าง เนื่องจากใช้ไฟ  LED  กังวลว่า มันอาจจะไม่เป็นที่สังเกต โดยเฉพาะเวลากลางวัน อาจโดน คนด่า ได้ โดยเฉพาะ เวลาหาที่จอดรถ

ฝาท้ายยังเป็นเปิด-ปิดด้วยมือ ทุกรุ่น ไม่ง้อไฟฟ้า น้ำหนักฝาท้ายไม่มากจนเกินงาม น่าแปลก ช่องกระจกหลัง รู้สึกว่าค่อนข้างเล็กไปนิด เมื่อเทียบว่ามัน เป็น SUV

ก้าวเข้าในห้องโดยสาร ในรุ่น Ultra ภายในจะให้สีเทาตัดกับดำ  เน้นตอบสนองความหรูหรา มีการตัดด้วยการตบแต่ง  Rose Gold   ช่วยในการออกแบบรับกับดำในหลายส่วน

ตรงหน้าคนขับ เป็นจอภาพขนาด 7 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ ส่วนที่แตกต่างจาก H6 คือ มันสามารถเปลี่ยนแปลงการแสดงข้อมูลได้หลากหลาย ผิดกับพี่ชาย จะบอกค่าสัญญาณของระบบ  ADAS  ตรงกลาง ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้เยอะ ตามต้องการ มากนัก 

ขนาดจอถือว่าเหมาะสมดี กับการใช้งาน พวงมาลัย 3 ก้าน ทรงเดียวกับพี่ชายถูกติดตั้งเข้ามา มีปุ่มระบบเครืองเสียง และ ระบบ Cruise Control   มาให้ใช้งาน ตอบสนองตามต้องการ ทางฝั่งขวา

เฉกเช่นเดิม พวงมาลัย เจ้าสิงดต ทำได้เพียง ขึ้นและลง ไม่สามารถยืดหดได้ ทำให้คนที่มีสรีระผิดแผกแปลกกว่าชาวบ้าน อาจจะหาท่านั่งยาก เช่นสาวๆ สรีระ ผู้หญิงส่วนใหญ่ จะเป็นคนตัวสั้น ขายาว ยิ่งใครตัวเตี้ย มีอีกอย่างให้ช้ำใจ คือ ตำแหน่งรั้งเข็มขัดนิรภัยไม่สามารถปรับได้

ภายในห้องโดยสาร  Haval Jolion Hybrid Ultra

ยังดี เบาะนั่งไฟฟ้า  Haval Jolion  ในรุ่น   ultra   ฝั่งคนขับให้ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พอจะให้หาท่านั่งง่ายหน่อย ฝั่งคนนั่งปรับมือเอาเอง 4 ทิศทาง 

ตรงกลาง ให้จอเชื่อมต่อ ขนาด 12.3 นิ้ว เฉพาะรุ่นท๊อป รุ่นอื่น ดอยออกไปเป็นเพียง จอ 10.25 นิ้ว เช่นเคยการใช้งานต่างๆ โดยส่วนใหญ่ ทั้งหมดทำในหน้าจอเหมือนเดิม หนนี้ ฮาวาล ได้นำปุ่มบางอย่างมาวางไว้ให้ใช้ เพื่อความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น ทว่า หลายอย่างก็ยังต้องเข้าไปปรับในหน้าจอ เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

ทางด้านการโดยสารตอนหลัง ต้องยอมรับว่า น้องสิงโต มาพร้อมพื้นที่ในการโดยสารขนาดใหญ่พอสมควร ฐานล้อรถรุ่นนี้มีความยาวถึง 2,700 มม. มากกว่า พรรคพวกในกลุ่มเดียวกัน

ภายในห้องโดยสาร รุ่น Ultra มีเพียง สีเดียวคือ สีเทาสลับกับ สีดำ

สำหรับใครที่ไม่ค่อยรู้ลึกเรื่องยานยนต์ ฐานล้อ หรือ  wheel  Base  ที่ยาวกว่า จะมอบความสามารถในการโดยสารตอนหลังดีกว่า เพราะส่วนใหญ่รถยนต์แทบทุกรุ่นจะวางเบาะนั่งหลังไว้บนระบบช่วงล่างและล้อหลัง

ไม่แปลกที่ผมเข้าไปนั่งตอนหลังแล้วรู้สึกว่ามันกว้างขวาง โอ่อ่า เมื่อเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน การขึ้นลงก็ค่อนข้างสะดวก ประตู เปิดได้ค่อนข้างกว้าง เอาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น-ได้สบาย

ข้อดีการโดยสารอีกข้อ คือ รถคันนี้ ทำหลังคา ให้มีระยะโค้งลงน้อย ส่งผลให้ภายใน มีพื้นที่เหนือหัวเหลือเยอะ พอสมควร

ตัวเบาะตอนหลัง ออกแบบมาขนาดค่อนข้างดี กำลังนั่งสบายในการใช้งานจริง อาจจะมีที่รองนั่ง ติดตรงสั้นไปบ้างเล็กน้อยบ้าง ก็อยู่ในจุดที่พอรับได้

ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระ ก็จัดว่ามีพอสมควร อาจจะไม่ได้กว้างมาก แต่ก็พอสำหรับกระเป๋าเดินทางของทุกคน เท่าที่สังเกตในเบื้องต้นด้วยสายตา

สมรรถนะ และการขับขี่

ทางด้านการพัฒนาตัวรถ  Haval Jolion   ก็คล้ายๆ กับ  H6   รถ ถูกสร้างบนโครงสร้างตัวถัง   Lemon  ที่ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา รองรับการเชื่อมต่อและ ให้มีความปลอดภัย

ในหลักการรวมๆ คือเหมือนกัน แจ่ในรายละเอียด ถ้าลงลึกไป ทาง ฮาวาล เปิดเผยว่า   Haval Jolion  จะใช้เหล็กที่มีความทนทานเพียง  1,520 Mpa  เท่านั้น (H6  ใช้สูงสุด 2,000  MPa)

เครืองยนต์​ 1.5 ลิตร บวก มอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังขับสูงสุด 190 แรงม้า แต่ขับจริงรู้สึกว่า มันไม่น่าถึง

ทางด้านการขับเคลื่อน เครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบชาร์จ ถูกถอดเขี้ยวเล็บ เหลือเพียง เครืองยนต์ 1.5 ลิตร ปกติ ธรรมดา กำลังขับลดลงเหลือเพียง 95 แรงม้า สูงสุดที่ 6,000 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 125 นิวตันเมตร ที่ 4,400 -5,200 รอบต่อนาที

จับมือมากับ มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังขับสูงสุด 156 แรงม้า ทำแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร  

ทั้งคู่ประกบกัน โดยชุดเกียร์  DHT (Dedicate Hybrid Transmission) ผสานกำลังขับมอเตอร์และเครื่องยนต์ ทาง  Haval   เคลม กำลังขับผสานสูงสุด 190 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร มากที่สุดในเพื่อนร่วมชั้น  ที่ทางค่ายจีนหมายตา

ตัวรถมาพร้อม 4 โหมดการขับขี่ได้แก่  ปกติ, สปอร์ต, ประหยัด และ หิมะ

ส่วนการบังคับเลี้ยวเช่นเดิมเหมือนพี่ชายใช้การบังคับเลี้ยวด้วยระบบพวงมาลัยไฟฟ้า สามารถ ปรับได้ 3 ระดับ ตามสูตรเดิม เบา,สบาย และ สปอร์ต  

ท้ายสุด ช่วงล่างตามสูตรรถกลุ่มนี้ ใช้ระบบช่วงล่าง แม็คเฟอร์สันสตรัท ทางด้านหน้า และ ทอร์ชั่นบีม ทางด้านหลัง

ยกแรกในสนาม

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเอาเจ้า  Haval H6 Hybrid  กลับมาขับอีกครั้ง จุดเด่น ของ H6  คงเป็นกำลังที่มาแบบเหลือกินเหลือใช้ แต่อ่อนหัดเรื่องช่วงล่าง เวลาขับด้วยความเร็วไปหน่อย ถ้าคุณไม่ใช่คนบ้าพลัง ควัก 240 ม้า มาใช้ตลอด ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ตอนมาเจอ โจโลออน ก็ยอมรับว่า กังวลว่าจะเกิดเรื่องทำนองเดียวกันขึ้น เหมือนกัน เนื่องจาก รถคันนี้เทียบกับคู่แข่ง ที่ทาง ฮาวาลหมายตา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่ายญี่ปุ่น ก็ยอมรับว่า แรงที่สุดในคลาส

ก่อนออกเดินทาง ทางฮาวาล ให้เราลองขับในสนามชิมลางก่อน  โดยมีด่านสำคัญ 3-4 ด่วน ได้แก่ อัตราเร่ง , เบรก , สลาลอม และ เปลี่ยนเลนกะทันหัน

อัตราเร่ง และเบรก

ในด่านแรกเราจะทดสอบอัตราเร่ง สนามทดสอบเราก็เป็นถนนพื้นปูนที่ อิมแพ็ค เลคไซด์ น้องสิงโตอยู่ใต้การควบคุมแล้ว ทันทีที่คนในสนามตีธง ผมตะบันคันเร่งมิดพื้น สิงโตคำรามความแรงด้วยยางบดกับพื้นจนเกิดเสียงเอื้ยดอ๊าดให้ความเร้าใจ

ช่วงแรกที่ดันคันเร่งรถจะใช้กำลังขับจากมอเตอร์ไฟฟ้า ในการถีบตัวออก หลังจากนั้น จึงจะใช้เครื่องยนต์เข้ามารับช่วงทำงานสอดผสานกัน เรามาถึงจุดเบรก ผมกระทืบเบรกเต็มแรง สั่งหยุดอย่างมั่นใจ

การทดสอบอัตราเร่งในสนาม ทำความเร็วได้ราวๆ 80 ก.ม./ช.ม. เท่านั้น

ที่จริงต้องยอมรับว่า  แป้นเบรกของ โจไลออนค่อนข้างสูง เมื่อกดลงไปแล้ว จะตอบสนองเร็ว ส่วนหนนึ่งมาจากการใช้  Kers  หรือ Regenerative Brake   เข้าช่วยสั่งหยุด ประกอบกับรถมีน้ำหนักตัวไม่มาก สามารถสั่งหยุดได้มั่นใจ และค่อนข้างเร็วมา

การควบคุม

หลังจากเร่งและเบรก เรามาถึงการพิสูจน์การควบคุมรถบ้าง สถานีสลาลอม  จะพิสูจน์ เรื่องพวงมาลัย และช่วงล่างไปพร้อมกัน

ที่จริงตอนหักโค้งมาตั้งลำในสถานี ผมจับได้ว่า น้ำหนักพวงมาลัย เซทมาให้น้ำหนักมากกว่า  H6 สักหน่อย ในโหมดมาตรฐาน พอเราออกตัวเริ่มกวาดพวงมาลัย เอนซ้ายไปขวา ผมว่าการตอบรับของพวงมาลัย เจ้าสิงโตเซทมาได้ค่อนข้างดี

การควบคุมรถ ถือว่าทำได้ดี กว่าที่คิดมาก เป็นสิ่งหนึ่งที่ยอดเยี่ยมในรถคันนี้

ช่วงล่างเอง แม้ว่าจะมีอาการโยนตึงๆ บ้างตามสไตล์ทอร์ชั่นบีม ก็เอาอยู่ ในความเร็ว 50 กลางๆ ถึง 60 ก.ม./ช.ม.

ผมประหลาดใจมากขึ้นเมื่อมาถึงการเปลี่ยนเลน ที่จริง ควรจะเรียกว่า  สถานีนี้ ที่จริงต้องมาในความเร็ว 50 ก.ม./ช.ม. ปรากฏว่าผมมาเกินพอตัวปาไปเกือบ 60 ก.ม./ช.ม. ผมหักพวงมาลัย อย่างรวดเร็ว รถตอบสนองโยกขวาและซ้ายอย่างรวดเร็ว

จนผมเริ่มรู้ว่า รถคันนี้เด่นเรื่องช่วงล่าง

ขับจริงบนถนน

เส้นทางขับทดสอบของเราในทริปแรกนี้ เป็นเส้นทางกรุงเทพ ปลายทาง อำเภอ มวกเหล็ก จังหวัด สระบุรี ขามา ผมให้เดือนลองขับมา โดยผมนั่งอยู่ตอนหน้าตลอดเส้นทาง

ในระหว่างเป็นผู้โดยสาร ผมจับอาการได้ว่าช่วงล่างของ Haval Jolion  ถูกเซทมาให้มีความแข็งเฟิร์ม มั่นคงกว่า  H6 โดยเฉพาะเมื่อขับเร็วๆ รถมีความกระโดกกระเดกบ้าง เหตุผลส่วนสำคัญมาจากลมยางที่ทีมงานเติมมาให้แข็ง เนื่องจาก รถเซทที่ใช้ขับในสนามทดสอบ ก็ถูกนำออกมาขับบนถนนด้วย

เท่าที่ผมเคยดู ตัว  Tire pressure Monitor ตอนขับในสนาม ลมยางล้อหน้าอยู่ที่ 41 psi และล้อหลัง อยู่ที่ 37 psi มากกว่า ค่ามาตรฐานนิดหน่อย ค่ามาตรฐาน 35 ทั้ง 4 ล้อ

นั่นทำให้ ตอนขับทางไกล ก็เลย มีความแข็งกระด้างบ้าง เล็กๆ น้อยๆ บ้าง ในจังหวะ ตกหลุม คอสะพาน ดีที่สิงโตน้อย มาพร้อมโช๊คอัพที่เซทออกมา ตอบสนองค่อนข้างไวพอสมควร เก็บอาการไว รถจึงดูมั่นคง จนกล้าจะใช้ความเร็ว

ผมมาสลับกับเดือนขับตอนขากลับ … ถ่ายวีดีโอ เพลินจนงานหยาบ 3 โมง 45 เรายังอยู่ที่อ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก จังหวัด สระบุรี และ ทาง  GWM  นัดเราพร้อมที่เมืองทองธานีในเวลา 17.00 น.

แทบเรียกว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะไปถึงทันเวลา การจราจรบนถนน มิตรภาพ และ พหลโยธิน ค่อนข้างคับคั่งมาก ผมรู้ดี เพราะเป็นเส้นทางที่ใช้ประจำ เนื่องจากเดือนทำงานในย่านนี้

สิ่งที่หวังพึ่งในเวลานี้ เป็นกำลัง 190 แรงม้า และแรงบิด 375 นิวตันเมตร ที่น่าจะพาเราพุ่งผ่านการจราจรไปได้อย่างรวดเร็ว เวลาต้องการกำลังเร่งแซง

ช่วงออกจากอ่างเก็บน้ำ ตรงแถว อุโมงค์ต้นไม้ เป็นทางโค้งขึ้นเขา เป็นไปตามคาดช่วงล่างเฟิร์ม ให้ความมั่นใจ ตอบสนองไว แม้ว่า จะโยนโค้งไปที่ความเร็ว 70-80 ก.ม./ช.ม. ก็ตามที

แต่แล้ว เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าก็เริ่มแสดงอาการว่า มันไม่ใช่อย่างที่เราคิด ตอนขึ้นเขา เครื่องยนต์เร่งรอบสูง และเร่งเต็มพิกัด แต่สิงโตกลับปีนเขาเหนื่อยหอบ

อาการนี้เริ่มทำให้ผมตงิดใจ ด้วยกำลัง 375 นิวตันเมตร ดูน่าจะขึ้นเขาง่ายกว่า

ในช่วงสั้นๆ การขึ้นลงเขา ระยะ 3-4 ก.. ตรงนี้ ผมรู้สึกว่า กำลังตอบสนองไม่ดี จนต้องยกคันเร่ง แล้วเหยียบลงไปใหม่ เมื่อเหยียบก็เหมือนมอเตอร์จะมาช่วยขับเพิ่มช่วงต้น จากนั้น ช่วงปลายก็หนืด

ยังดีทางเขาเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ผมฮ้อตะบึงลงเขา มา กะว่า จะทำความเร็วพุ่งไปอย่างรวดเร็ว  ปรากฏว่า พอถึงช่วง 140 ก.ม./ช.ม. กว่า รถเริ่มดูหนืดๆ  แต่ถ้ายกคันเร่งแล้วซ้ำ จะตอบสนองเร็วขึ้นนิดหน่อย อีกแล้ว

Haval Jolion Hybrid

หลังออกถนนใหญ่ มิตรภาพ ผมก็พยายามใช้ความเร็วต่อเนื่องตลอดทาง  ช่วงความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม. ดูเป็นจังหวะสวรรค์ของสิงโตน้อย เหยียบเมื่อไรก็พุ่งทะยาน รอบตอบสนองดี จนน่าประทับใจ

แต่พอเราใช้ความเร็วมากกว่าช่วงที่กล่าวมา รถจะช้าลง ผมสังเกตเสียเครื่องยนต์ทำงานดังขึ้น และมอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามาช่วยถีบช่วงต้นที่เราส่งคันเร่งไปเท่านั้น มันดีในจังหวะที่คุณจะมุดแทรก การจราจร วิบวับๆ ไปมา กลับกัน ถ้าคุณต้องการเร่งแซงแบบยิงยาวๆ แซงรถ 3-4 คัน บนถนนสองเลนสวน น่าจะเป็นไปได้ยาก สิงโตพลังหมดเร็ว

ถ้าจะแนะนำผมว่า พี่ก็กดโหมด สปอร์ตสิ … จะบอกว่าผมก็กดแล้วครับพี่น้อง สิ่งที่แตกต่างมีนิดเดียว คือ มอเตอร์ดูจะตอบสนองไวขึ้น แต่ก็แทบจะเรียกว่าแค่นิดเดียวเท่านั้น แทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างกับโหมดมาตรฐาน อาจจะด้วยเราเร่งเยอะ เร่งบ่อย ไฟฟ้าเลยชาร์จเข้าแบตเตอร์รี่ไม่ทัน

เป็นปกติของรถยนต์ไฮบริด ที่เมื่อไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่น้อย มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยน้อยลง คล้ายรถทามิย่า ถ่านอ่อน และเมื่อมอเตอร์อ่อนแรงลง ที่เหลือ จึงเป็นหน้าที่ของเครื่องยนต์ ที่มีกำลังเพียง 95 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที มันต้องใช้เวลาสักหน่อย กว่าที่เครื่องยนต์จะไปถึงรอบให้กำลังดีที่สุด เข้าใจว่า น่าจะเซทการทำงานแบบ Atkinson cycle

สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดใน เจ้าสิงโต คงเป็น การบังคับเลี้ยว ทำออกมาได้ดี พวงมาลัยเซทมา น้ำหนักกำลังดี การบังคับแอบเฉียบกว่าพี่ชาย ด้วยเป้าหมายต้องการให้รถมีความสปอร์ตในการขับขี่มากขึ้น

ความดีความชอบพวงมาลัย ยิ่งเห็นชัดในจังหวะ มุดไปตามการจราจร ช่วงเวลาที่คุณต้องตัดสินใจ จะไปรูไหน จะพาคุณผ่านการจราจรคับคั่ง รถช้าแช่ขวา หรือหลายครั้งจะเป็นจังหวะออกไปแล้วไม่โอเค ต้องรีบกลับเข้ามาในเลน  เพื่อหาจังหวะต่อไป

ตลอดทาง ผมใช้ค่าพวงมาลัยมาตรฐานและมันตอบการขับขี่ผมได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจไม่น้อย ในช่วงจังหวะหนึ่งผมลองเปลี่ยนไปเป็นค่า สปอร์ต กลับรู้สึกว่าพวงมาลัยค่อนข้างหนักพอสมควร จนไปพอๆ กับพวงมาลัยไฮโดรลิกยุคเก่า จนผมแอบงง ว่าทำไมต้องเซทมาหนักขนาดนี้ นี่ขนาดผมชอบ ขับรถเร็วยังคิดว่ามันหนักเลย สำหรับคนทั่วไปไม่ต้องพูดถึงครับ

ตลอดทางผมมุดซ้ายไปขวา ไม่อยู่นิ่ง ถ้าท่านผู้อ่านใด เห็นสิงโตน้อยสีขาว พุ่งผ่านคุณไว ตอน 16.00-17.00 น. บนถนนพหลโยธิน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน แล้วผมเผลอไปปาดหน้าคุณเข้าให้ ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ กราบขออภัยงามๆ ด้วยเวลาที่เรามีอย่างจำกัด เลยต้องใช้ความเร็ว ไวดั่งปีศาจ

ด้วยขนาดตัวรถที่ทำออกมากำลังดี มีความยาว 4,472 มม. บวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยถีบเร่งในช่วงแรก ทำให้ เราสามารถแซงได้ไว ไหลไปตามการจราจร ผมยอมรับว่า การขับ เจ้าสิงโตให้เร็ว ต้องมีทริค คือ เหยียบเต็มพอรถพุ่งแล้วให้ถอน เพื่อให้มอเตอร์ไฟฟ้ายังช่วยต่อ ข้อต่อมา เวลาพุ่งแซงให้ใช้เป็นการไหลเข้า เพื่อช่วยในการชาร์จไฟฟ้า

ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะครับ ผมก็บอกตามตรงว่า ในความรู้สึกส่วนตัว พละกำลังที่รู้สึกในการขับขี่ กับตัวเลขกำลัง ที่ฮาวาลบอก ดูไม่สอดคล้องกัน รถน่าจะวิ่งแรงแซงเร็วกว่าที่ผมรู้สึก เพราะกำลังขนาดที่กล่าว เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.5 ลิตรในอดีต ผมไม่ควรจะต้องปรับการขับขี่ของตัวเอง เพื่อเค้นกำลังด้วยซ้ำไป

ถ้าคุณจะถามว่าสาเหตุอะไรทำไม Haval Jolion เป็นเช่นนี้ เข้าใจว่ามาจากกำลังเครื่องยนต์เองที่มีกำลังน้อยกว่ามอเตอร์พอสมควร ทำให้พอมอเตอร์ไม่ช่วย ปลีกตัวไปเป็นหน่วยสนับสนุน พละกำลังจะเหี่ยวลงไปทันควัน จนคุณต้องย่ำ เพื่อให้กำลังขับมอเตอร์กลับมาช่วย ซึ่งเวลาขับเร็วก็มีข้อจำกัดในแง่การสร้างไฟฟ้า ที่เอามาจากการไหล ชะลอความเร็ว และการเบรก อาจไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับเรากระทีบคันเร่ง บ่อยกว่าเบรก

รถคันนี้จึงไม่สนุกในแง่อัตราเร่งอย่างที่หลายคนคาดหวังจากตัวเลข ผมเองยอมรับว่า ด้วยเวลาที่จำกัดเลยไม่ได้วัดอัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. เลยไม่ได้วัด ข้อมูลส่วนนี้ อีกอย่าง  Ridebuster เรา มีมาตรฐานในการทดสอบในสถานที่ตามเงื่อนไขอย่างชัดเจนควบคุมสภาพถนน และอุณหภูมิระหว่างการทดสอบ  

แต่ย้อนไปที่ลองในสนาม จาก 0-80 ก.ม./ช.ม. จะได้เวลาราวๆ 8 วินาทีเศษ โดยประมาณ  ดังนั้นไม่มีทางที่จะได้ 15 วินาที ตามที่บางสื่อหิวแสง แหกเอ็มบาโก้ แล้วอ้างความชอบธรรม ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ อย่างแน่นอน แต่จะเท่าไร คงต้องรอนำรถกลับมาทดสอบอีกครั้ง ถ้าให้ประมาณการ จะอยู่ราวๆ 10-11 วินาที อย่างชั่วสุด คือ 13 วินาที ซึ่งก็เกาะกลุ่มเดียวกัน

อย่างไรก็ดีในเรื่อง top speed  ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ผมเซ็ง ทางฮาวาล ตัดสินใจ ล็อคความเร็วรถรุ่นนี้ไว้ที่ 155 ก.ม./ช.ม. ในถนนทางเรียบ และไหลลงเนินทำได้เร็วสุดเพียง 158 ก.ม./ช.ม. เท่านั้น

ดังนั้นสำหรับใครที่กระเหี้ยนกระฮือลือ ชอบความเร็วอาจไม่ถูกใจสิ่งนี้ จริงๆ มันน้อยกว่า รถจากญี่ปุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ทั่วๆ ไป ด้วยซ้ำ ทั้งที่คุณซื้อรถไฮบริด

Haval Jolion Hybrid …ควบคุมดีมั่นใจ ความแรงไม่สันทัด อาจเจ๋งเรื่องความประหยัดก็ได้

อ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่า หลายคนคงเริ่มรู้สึกไม่ดีกับเจ้าสิงโตน้อย ของ Great Wall  Motor แต่ถ้ามองไปยังข้อเท็จจริง ของ มนุษย์พ่อมนุษย์แม่ที่ต้องการรถยนต์อเนกประสงค์สักคัน สิ่งที่พวกเขาต้องการ คงมี

  • พื้นที่ในการโดยสารที่ใหญ่โต
  • ช่วงล่างและการควบคุมได้ดั่งใจ
  • ความประหยัด

แล้วถ้าได้ฟังชั่นล้ำๆ หน้าตาสละสรวย หรือ รถสมรรถนะอัตราเร่งดี ก็น่าจะถือว่าเป็นของแถม โบนัส

จริงๆ   Great Wall เปิดเผยกับผมแบบ  Exclusive   หลังขับว่ารถคนนี้ถูกเซทมาให้มีความประหยัดในการขับขี่สูงมาก ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร กับตัวเลขอัตราประหยัด ตามข้อมูล  Eco Sticker   

  • ในเมืองได้อัตราประหยัด 1.2 ลิตร / 100 ก.ม.
  • นอกเมือง อัตราประหยัด 6.0 ลิตร /100 ก.ม.
  • อัตราประหยัดเฉลี่ย 4.2 ลิตร /100 ก.ม.

น่าแปลก สิ่งที่ GWM   นำเสนอ ในข้อมูลพรีเซนท์รถ กับสิ่งที่ต้องการจะทำออกมาจริงๆ ขัดแย้งกัน ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะคาดหวังกับอเนกประสงค์เล็ก พลัง 190 ม้าไม่น้อย มันเร่งออกตัวดีให้ความสนุกช่วงแรก แต่พอมอเตอร์ไฟฟ้า โบกมือลา เป็นเครื่องยนต์แล้ว มอเตอร์คอยช่วย ต้องยอมรับว่า คุณไม่รู้สึกเหมือน รถ  190 ม้า เท่าไรนัก คุณต้องขยี้คันเร่งเค้น บางทีวัดใจกับอัตราเร่งรถ ซึงไม่ควรเกิดขึ้นเลย กับพละกำลังขนาดนี้

ผมถามทาง Great Wall  มันต่างยังไงกับ  h6   บ้าง ได้รับคำตอบว่า เหมือนกันทุกประการ แค่เครื่องยนต์ถอดเทอร์โบออกเท่านั้น

แต่พอมาย้อนอ่านสเป็คจริงๆ มันไม่แค่นั้น Haval jolion  มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่มีกำลังแรงม้าเพียง 95 แรงม้า ระบบหัวฉีดยังเป็นเพียง ระบบ  Multipoint  ไม่ใช่  Direct injection  ไม่เพียงเท่านี้ มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังขับน้อยกว่า 156 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร

และจากที่ผมขับ เป็นไปได้ว่า ชุดเกียร์เครื่องยนต์ ที่เคยบอกว่ามี 2 สปีด Hi-Low ตอนขับสิงโต ผมจำได้ว่า ตอนขับ H6 ต้องความเร็ว 160 ขึ้นไป เกียร์ 2 จึงจะทำงาน และรถคันนี้ไม่ได้มีความเร็วมากขนาดนั้น

ประเด็นที่ผมพบในการขับขี่ ผมมองว่า ส่วนหนึ่ง มาจากเครื่องยนต์ที่มีกำลังต่ำกว่ามอเตอร์ไฟฟ้ามากเกินไป จนทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ ยิ่งตอนเร่งรีบ ต้องเร่งแซง ย่ำแล้วกำลังไม่มาอย่างที่คิด อาจจะรู้สึกผิดหวังจาก ตัวเลขที่ทางบริษัทบวกรวมแล้วเคลมออกมา ซึ่งถ้ากำลังมัน 190 ม้าจริง ต้องพุ่งกว่านี้แน่นอน

อย่างที่บอกเรื่องนี้ผมแก้ โดย ยกคันเร่ง แล้วกดลงไปอีกที เฆี่ยนให้มอเตอร์ตอบสนองทันใจ พอจะถูไถได้

นอกจากนี้ที่สังเกตอีกประการ คือ เปอร์เซ็นต์ power  บนหน้าปัดไม่เร่ง 100%  น่าจะเกิดจากการเซทติ้งของทาง ฮาวาลเอง นั่นรวมถึงความเร็วสูงสุด ที่ดู จะถูกล็อกเอาไว้ จนอยุ่ในระดับเท่ารถเครื่องยนต์ 1.5 สันดาปปกติ ใครจะรู้ คุณอาจจะเจอ อีโค่คาร์ ดูดตูด แล้วแซงโบมือทักทาย

เราได้ทราบจากทีมวางแผนผลิตภัณฑ์ว่า เป้าหมายของรถคันนี้ทำออกมา มุ่งเน้นความประหยัดในการขับขี่ จึงเซทออกมาอย่างนี้

การเข้าโค้ง เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Haval Jolion Hybrid

นั่นดูแตกต่างจากความรู้สึกของระบบกันสะเทือน และการควบคุมรถ ทำออกมาได้ดีเยี่ยม จนผมยังยอมรับว่า การตอบสนองช่วงล่างสามารถขึ้นไปยืนกอดคอรถยนต์ญี่ปุ่นได้ มันแข็งกว่า Corolla Cross, กระด้างกว่า  CX-30   แต่ยังไม่เฟิร์มเว่อ แบบ  XV  

ถ้านับแค่ตระกูลที่ช่วงล่างหน้าหลัง หน้าแม็คเฟอร์สัน หลัง ทอร์ชั่นบีม ผมว่าอาจจะดีที่สุด ถ้าคุณเป็นสายขับรถเร็วชอบความสนุกสนานในการขับขี่ เพราะ ถ้าผมมอง คิดว่า  Honda  HR-V   ใหม่ น่าจะปรับตัวไปทาง นุ่มหนึบ ช่วงล่างคันนี้เป็นคนละขั้ว เน้นเฟิร์มกระชับ มากกว่า

ส่วนหน้าตาและออพชั่นอื่นๆ กลายเป็นมาเต็ม ที่ไม่แพ้พี่ใหญ่ ขาดเพียงบางรายการ เช่น ระบบช่วยกลับรถที่ถอยรถให้เอง 50 เมตร เจ้าสิงโตไม่มีมาให้ นอกนั้นเหมือนกันหมดทุกรายการ

ผมกำลัง วนเข้าอิมแพค เมืองทองธานี แอบนึกเซ็งที่ระบบขับเคลื่อนไฮบริด เจ้าสิงโต กลายเป็นสายประหยัด ทั้งที่ช่วงล่างมันสายสปอร์ต

การกล้าใช้คำว่า สิงโต เป็นชื่อรถ มันการสำแดงถึงพลัง และความมั่นใจในรถคันนี้จากทางผู้ผลิต ถ้าว่ากันด้วยตัวเลขที่บอกมา ถือว่าดี แต่พอขับจริงแล้ว เรารุ้สึกว่า มันไม่ปราดเปรียวขนาดนั้น สิงโต คือ เจ้าป่า … มีศักดิ์ศรี ความเป็นผู้นำ ..

ผมยังแอบนึก ถ้า Haval เอาเครื่องยนต์ H6  มาลงในรถคันนี้ อาจจะจูนม้าลดลงหน่อยก็ได้มาในระดับ 190 ม้า เท่ากัน อาจจะขับสนุกกว่า นี้ ด้วยความเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบ บวกมอเตอร์ไฟฟ้า หรือ จะทำ Jolion Sport 243 ม้า แบบ พี่ชาย ก็น่าจะมีคนสนใจไม่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องไป สำรวจ คือ ตัวถัง รับกำลังไหวไหม นี่คือ สิ่ง ที่ผมบอกพวกเขา

คนของ  Great Wall  ย้อนถามผมกลับว่า มันจะตั้งราคาลำบากนะ ผมก็ได้แต่ยิ้ม ผมอาจเป็นแค่สื่อเล็กๆ ทว่าจากการอยู่ในวงการมายาวนาน ประสบการณ์มากมี คิดว่า ถ้าทำมาแล้ว รถขับสนุก ขับดีจริง ขี้คร้าน สื่อ อย่างผม คงช่วยตีฆ้อง ร้องป่าว เชื่อเถอะครับว่า มีคนซื้อ ราคาอาจจะเบียด  H6 นิด ก็ยังมีคนสนใจ ไม่ใช่ทุกคนต้องการรถใหญ่คันยักษ์ขับในเมือง

นิสัย คนไทย บ้าพลัง มาอันดับ 1 ความประหยัดคือ อันดับ 2 รถสวย คือ อันดับ 3

ถ้าถาม คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายตรงของ เจ้าสิงโต อย่าง คนรุ่นผมต้องการ รถขับสนุก ขับมั่นใจ ยังมีใจวัยรุ่น

ตอนนี้ขับมั่นใจมาแล้ว ผ่านลุย แต่ขับสนุกนี่ยังไม่ได้อย่างที่ควร ถ้ามองความจริงว่า รถคันนี้จะต้องใช้เดินทางไกลบ่อยๆ  อาจะต้องการการตอบสนองในช่วงความเร็วเดินทางสมควรต้องดีกว่านี้ ต้องพุ่งกว่านี้ ยิ่งเคลมตัวเลข เยอะ คนยิ่งคาดหวัง ว่า มันจะโอ้โห ไปไวเร่งเป็นจรวด ทั้งที่จริงทำได้เพียงแค่โอเคเท่านั้น

โดยรวม Haval Jolion Hybrid  ยังไม่ใช่ สิงโตเจ้าถนน อย่างที่หลายคนหวังเสียทีเดียว โดยเฉพาะการตอบสนองของเครื่องยนต์ ควรจะออกมาดีกว่านี้ แต่ถ้าคุณเป็นคนไม่ได้ขับรถแรง เน้นเร็วบ้าพลัง ขับใช้ความเร็วตลอดเวลา เน้นขับเรื่อยๆ เร่งแซง ชิลๆ ก็คงจะเหมาะสม

ส่วนเรื่องความประหยัด อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม .ขอตบแปะไว้ก่อน คราวหน้า ได้รถมา จะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ  

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments