Nissan kicks e-Power สนุกสุดเหวี่ยงประหยัดได้ใจ

นิสสัน พลาดท่าเสียกระบวนท่าไปเล็กน้อยตอนเปิด Nissan  kicks e-Power   ใหม่ออกสู่ตลาด ด้วยประเด็นบางอย่างทำให้รถที่เปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงไวรัส โควิด 19 ระบาด ต้องมาล่าช้า จนรถรุ่นใหม่น่าสนใจกว่าออกมา และหลายคนลืมมันไปอย่างน่าเสียดาย

แม้ว่าจะมีการทำโฆษณาชุดใหม่ และเตรียมกลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง แต่ก็ดูเหมือนจะยากที่กู้ชีพ ทั้งที่รถคันนี้มีกว่าที่คิด และวันนี้เรา Ridebuster.com  เป็นสื่อรถยนต์รายแรก ที่จะเขียนรายงานรถยนต์  Nissan  kicks e-Power   ฉบับขับจริงบนถนนเมืองไทย

ประเทศไทย นับเป็นประเทศแรกในโลกที่   Nissan kicks e-Power   เปิดตัวออกวางจำหน่าย ก่อนส่งไปขายยังประเทศญี่ปุ่น เจ้าอเนกประสงค์รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์  e-Power  ต่อจาก  Nissan  Note  และ  Nissan serena  ซึ่งระบบขับเคลื่อนนี้เป็นของใหม่ที่ยังไม่แนะนำออกสู่ตลาดโลก ไทยเป็นประเทศที่ 2 รองจากญี่ปุ่น ที่ได้ใช้การขับเคลื่อนแบบนี้ จนนิสสันต้องรุกไล่ให้ความรู้กันอย่างต่อเนื่อง

ต้องขอบคุณ  นิสสัน กรุงไทย มาในโอกาสนี้ครับ ที่ยินยิมให้เราเอารถมานอนด้วยหนึ่งคืน เรียกว่า ตื่นเต้นมากที่จะได้ขับรถคันนี้บนถนนเมืองไทยจริงๆ หลังจากก่อนหน้านี้ ทางนิสสัน ชวนไปหวดในสนามอย่างสมใจ งวดนี้คือฉบับขับจริงบนถนนเมืองไทยแล้วมัน จะเป็นอย่างไรบ้าง

ตัวรถนิสสัน คิกส์ รุ่นนี้ เป็นการปรับโฉมครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากเฉี่ยวไปๆ มาๆ รอบๆ บ้านเรา ด้วยมันเป็นรถที่ทางนิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่นตั้งใจว่าให้แจ้งเกิดในตลาดใหม่ๆ อย่างอินเดีย และไทยก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย มีเป้าหมายแทนที่ นิสสัน จู๊ค ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ให้นิสสันมาแล้ว

2020 Nissan kicks e-Power Road Test

หน้าตาเวอร์ชั่นไทย จะเห็นว่าต่างจากเวอร์ชั่นอื่นๆ พอสมควร ด้วยรถรุ่นนี้เป็นไมเนอร์เชนจ์ อัพเกรดงานออกแบบจากตัวเดิมมาสู่   V Motion 2.0   กระจังหน้าขยายขนาดใหญ่โตมโหราฬ  ดูมีความสปอร์ตผสานความรู้สีกดูหรูหราน่าใช้งานลงตัว ไฟหน้าปรับให้ตาตี่ เล็กเรียวขึ้น

ทางด้านข้างเส้นสายงานออกแบบไม่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิม ส่วนด้านท้ายมองหลายครั้งเหมือน  Nissan X-Trail   ผสมพันธุ์กับ  Nissan juke เดิม ไฟท้ายยังเป็นทรงบูมเมอร์แรง ย่อส่วนลงมาจากขนาดของพี่ชายใช้ไฟ LED มีเส้นลาดเอียด รับเขากับงานออกแบบ Floating Roof   ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยมือ

2020 Nissan kicks e-Power Road Test

 

2020 Nissan kicks e-Power Road Test

2020 Nissan kicks e-Power Road Test

ตัวรถลงตัวด้วยล้อขอบ 17 นิ้ว มาพร้อมยาง Enasave  EC 300 ขนาด205/55/R17  เป็นยางประหยัดยอดนิยมที่เห็นได้ในรถหลายรุ่น ด้านบนให้หลังคาดำทูโทน อย่างมีสไตล์

ผมเคยอ่านผ่านๆ ในเว็บไซต์ญี่ปุ่น ว่า นักออกแบบญี่ปุ่นมองว่า   Nissan kicks  เป็นรถที่ควรดูดใจวัยรุ่นงานออกแบบรถคันนี้จึงเอาไอเดียมาจากรองเท้าผ้าใบ ที่ให้ความแปลกใหม่มีสไตล์เป็นของตัวเอง

เมื่อเปิดประตูก้าวเข้าสู่ด้านในตัวรถ ก็จะมาพาลพบกับการออกแบบทันสมัยอมความสปอร์ตเต็มพิกัด ตรงหน้าคนขับเรือนไมล์คล้าย  Nissan LEAF   และ น้องชาย อีโค่คาร์   Nissan  Almera  ด้านซ้ายเป็นหน้าจอขนาด 7 นิ้ว  พวงมาลัยเป็นทรง   D Shape สามารถปรับได้ตามต้องการ  มันให้ทั้งความรู้สึกสปอร์ตและการเข้าออกสะดวกมากขึ้น

ตัวเบาะนั่งคล้ายกับ   Nissan  Almera   เสียมาก แต่ผมว่า นั่งสบายกว่า เบาะนั่งให้ปีกโอบกระชับพอดีไม่แน่นเกินไปนักยังคงไม่มีขนาดเล็กไม่โอบถึงไหล่ ที่รองนั่งสั้นแค่ครึ่งท่อนขาผม เหมือนซิตี้คาร์หลายรุ่น

ตรงกลางทางด้านหน้าเป็นหน้าที่ของเครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว มาพร้อมระบบ Nissan Connect ขนาด 8 นิ้ว ระบบปรับอากาศเป็นอัตโนมัติเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่แบ่งแยกซ้ายขวา

ตรงคอนโซลเกียร์ติดตั้งปุ่มสตาร์ทไว้ตรงนี้ พร้อมกับตัวช่วยในการขับขี่ ต่างๆ เช่นปุ่มโหมดขับขี่  ,EV Mode   ชุดคันเกียร์เป็นไฟฟ้า การสับเกียร์ใช้การเดินไปขวา เลือกเอาหน้าหรือหลัง ไปตามโหมดการขับขี่ต่างๆ โดยโหมดเดินหน้า มี 2 โหมด คือ  D/B   ถ้าเลื่อนลง ครั้งแรกคือ D   เมื่อสับอีกครั้งจะเป็น  B  ส่วนเข้า P  กดปุ่มครับ จบเรื่องง่ายดี

2020 Nissan kicks e-Power Road Test

ทางด้านหลัง เบาะนั่งปรับพับได้ 60/40 งวดนี้ยังไม่ได้ลองใช้ เพราะเวลามีน้อยมาก ที่แน่ๆ เบาะนั่งตอนหลังไม่มีที่เท้าแขนมาให้ ทั้งที่รถราคาขนาดเฉียด 9 แสนไปถึง ล้านอ่อนๆ น่าจะมีมาให้ ยังดีมีช่องชาร์จไฟฟ้ามาให้ได้ใช้งานกัน สำหรับคนนั่งตอนหลัง ส่วนเรื่องการโดยสา รผมลองนั่งครั้งเดียว คือนั่งได้สบายมาก มีที่เหลือวางขาสำหรับคนตัวใหญอย่างผมสบายๆ

2020 Nissan kicks e-Power Road Test

2020 Nissan kicks e-Power Road Test

ส่วนด้านหลังที่เก็บสัมภาระเหลือเฟือ ใหญ่มากจุดของได้ทุกคน ที่จริงมันมีที่แบ่งสัมภาระมาให้ด้วย อันนี้ไม่แน่ใจว่าต้องซื้อเป็นออพชั่นไหม แต่รถคันที่เรานำมาจาก นิสสันกรุงไทย ซึ่งเป็นรุ่น V หรือ  รองท๊อปนั้น ไม่มีมาให้

ในภาพรวมภายใน  Nissan  kicks ผมเชื่อว่าหลายคน คงรู้สึกว่า รถรุ่นนี้มีภายในราวกับยกมาจาก  Nissan  Almera  ก็ไม่น่าแปลกนัก ทั้งที่จริงเจ้าน้องชายสายอีโค่คาร์ ก็ยกหลายอย่างมาจาก   Nissan  LEAF   อีกทอดหนึ่ง

แต่ส่วนตัวในความคิดของผสมต่อภายในรถรุ่นนื้ คือพอสมน้ำสมเนื้อ เพราะ นิสสัน คิกส์ เป็นอเนกประสงค์ เน้นใช้งานในเมืองจะออกเดินทางบ้างก็ได้ไม่แปลกนัก แต่ถ้ากะว่าจะขับทางไกลบ่อยๆ คงไม่เลือกรถเล็กกันหรอกมั้งครับ

การวิศวกรรม

ใต้เรือนร่าง Nissan  kicks e-Power  มาถึงเวลานี้เชื่อว่าหลายคนคงพอจะรู้จักและเข้าใจ  ระบบขับเคลื่อนที่เรียกว่า  อีพาวเวอร์ กันพอสมควร

ระบบนี้ใช้หลักการคล้ายรถยนต์ไฟฟ้า มันขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า  EM57   ชุดเดียวกับที่ประจำการใน   Nissan  LEAF   เพียงปรับกำลังขับให้น้อยกว่า เนื่องจากแบตเตอร์รี่ขนาดไม่ใหญ่เดี๋ยวจะเปลืองไฟฟ้ากินกำลังมาก ส่วนเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ที่รู้จักกันดี ทำหน้าที่เพียงปั่นไฟฟ้าป้อนแบตเตอร์รี่เท่านั้น

กำลังขับเคลื่อนของระบบอีพาวเวอร์ ให้กำลังแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 500-3,008 รอบต่อนาที และทำกำลังแรงม้าสูงสุด 129 แรงม้า 4,000-8,992 รอบต่อนาที

ไม่ได้เอากำลังเครื่องไปขับที่ชุดล้อ แต่ใช่ในบางจังหวะเช่นการเร่งแซง เครื่องยนต์จะเร่งตามบ้างเพราะว่าต้องปั่นไฟฟ้าให้พอเพียงแต่ไม่ได้เร่งรอบสูงสุด 6,000 รอบต่อนาที แบบรถสันดาปปกติทั่วไป

ด้านช่วงล่างเป็นหน้าที่ของระบบแม็คเฟอร์สันสตรัท  พร้อมเหล็กกันโคลงทางด้านหน้า ส่วนด้านหลังใช้ระบบทอร์ชั่นบีม ทั้งหมดบ่งว่ามันมีความเป็นซิตี้คาร์สูงมาก

ขณะที่การสั่งห้ามล้อ เป็นระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ จานหน้าเป็นแบบ มีร่องระบายความร้อน

ทั้งหมดของ  Nissan kicks e-Power มัดรวมในตัวรถขนาดความยาว 4,2902 มม. กว้าง 1,760 มม. และสูง 1,615 มม. ระยะฐานล้อ 2,615 มม. มีความสูงจากพื้น 175 มม.

สังเกตให้ดี รถรุ่นนี้มีความคล้ายรถซิตี้คาร์หลายประการ คือมีระยะยื่นจากล้อทั้งหน้าและหลังไปปลายกันชนค่อนข้างสั้น ทำให้มันมีความคล่องตัวสูงมาก

การทดลองขับขี่

เรามีเวลาเพียงคืนเดียวเท่านั้นที่จะเอาเจ้า   Nissan  kicks e-Power   มาลองขับบนถนน  ซึ่งทันทีที่ผมทราบว่าทาง นิสสัน กรุงไทย ยินดีให้เราทำ ก็ต้องบอกว่า ค่อนข้างตื่นเต้นมากๆ

ที่ผ่านมา ผม และ   Ridebuster   เราเป็นเพียงไม่กี่คนที่อยากให้ระบบ e-Power   เข้ามาขายในไทย หลังจากนิสสัน ประกาศตอนปี 2017 ว่าจะเอาระบบนี้เข้ามาขาย

ตอนนั้น จำได้ว่าบอสใหญ่ ชื่อ อองตวน (มั้ง) ประกาศว่าจะเอา อีพาวเวอร์เข้ามาขาย ผมก็รู้สึกดีใจ มีการโชว์รถ  Nissan Note e-Power พร้อมสอบข้อมูลกับลูกค้าในงาน  Motor Expo 2017 ก่อนจะเงียบหายไป

ตอนที่มีข่าวว่าจะมาขาย ผมมีโอกาสไปลองขับที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเช่ารถ Nissan Note e-Power ขับเอง แล้วเห็นศักยภาพตัวรถหลายๆ อย่างที่จะเหมาะกับจริตคนไทยอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะความแรง , ความประหยัด  และราคาที่เหมาะสมแต่ทั้งหมดในเวลานั้นอยู่ในแพ็คเกจ นิสสัน โน้ต ซึ่งดันไปเป็นอีโค่คาร์เสียนี่

ในตอนนั้น ผมมีโอหาสได้พูดกับคนในนิสสัน ก็บอกกับเขาว่า ระบบนี้ควรจะมาขายในเมืองไทยนะ แต่ไม่ใช่ใน นิสสัน โน้ต เพราะคนจะสับสน ภายหลังผมได้ยินว่า ภาครัฐเองก็คำนวนภาษีไม่ถูก ก็เลยยาวนานเป็นมหากาพย์ อีพาวเวอร์ไม่มาไทยจนวันนี้

เอาล่ะ!! เท้าความยาวไปหน่อย ผมรับกุญแจมาขึ้นรถพร้อมออกเดินทางแล้ว สตาร์ทรถครั้งแรก เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาทุกครั้ง เข้าใจว่า เป็นการเช็คความพร้อมและวอร์มเครื่องยนต์

แต่ถ้าคุณขับรถมาจอดแล้วกลับมาขึ้นอีกครั้ง (ไม่ได้สตาร์ทครั้งแรกของวัน) รถจะติดนิ่งเงียบแบบรถยนต์ไฟฟ้าเลยครับ

“นี่สตาร์ทแล้วรึ” น้องที่ไปด้วยกันถาม ผมตอบว่าใช่ ผมกด Energy Flow  ตอนนั้นเครื่องยนต์ทำงานอยู่แต่เป็นรอบเดินเบา มีการสั่งสะเทือนน้อยมาก จนแทบไม่รู้สึก

เข้าเกียร์  D ออกเดินทาง ช่วงถนนรามอินทรา ก่อสร้างโมโนเรลสายสีชมพู เราเคลื่อนรถไปด้วยความเร็วต่ำกระดืบตามการจราจร ส่วนใหญ่จังหวะนี้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทบทั้งสิ้น เครื่องยนต์ไม่ติดขึ้นมา จะมาก็แบบนานๆ ที เพราะขับๆ เบรกๆ

เมื่อเบรกไฟฟ้าก็ถูกชาร์จไปแบตเตอร์รี่ด้วยเมื่อเร่งด้วยการไปตามกระแสจราจร จึงไม่ได้หวดคันเร่งวิ่งปรื้ดลงไป เครื่องยนต์ก็เลยไม่ทำงาน

หัวใจหลักสำคัญในการพัฒนาระบบ อีพาวเวอร์ คือการทำให้รถมีความประหยัดเมื่อขับในเมือง ที่มีการจราจร แบบ  Stop &Go   ใครเคยไปญี่ปุ่น จะพบว่า ประเทศญี่ปุ่น การจราจรในเขตเมือง ก็จะเมืองจริงๆ ไม่ว่าจะถนนซอยแคบ ไปจนถึงสัญญาณไฟแดงแบบถี่ยิบ ชนิดถนนประชาชื่นที่ว่ามีไฟแดงเยอะสุดในประเทศยังชิดซ้าย

เพื่อให้รู้ดำรู้แดงกันไป ผมเลยวนไปในถนนเมืองกรุง เหมือนจะเป็นเคราะห์กรรมหรือโชคดีก็ไม่ทราบ เย็นวันทดสอบ ฝนตกการจราจรเริ่มติดขัด ผมขับจาก วิภาวดีรังสิตเข้าพระราม 9 ไปผ่านตรงอโศก มาออกถนนสุขุมวิท แล้วหนีไปราชดำเนินกลาง กะวิ่งขึ้นพระราม 8 ปรากฏรถติดมหาศาล เลย หนีออกมาทางคลองหลอด ตัดเข้าบางซื่อเลี้ยวขวาบางโพธิ์ วิ่งยาวไปจนถึงนนทบุรี กลับมาที่บ้าน

 

ทั้งหมดที่พูดมา จะเห็นว่าเป็นถนนเส้นรถติดมากๆ ติดขนาดว่า คุณสามารถสั่งลูกชิ้นทอดข้างทางทานได้ (เพราะผมทำมาแล้ว) บางจุดสัญญาณไฟแดง นานกว่า 5 นาที จน ระบบ Brake Hold ของเบรกมือไฟฟ้า ปลดการทำงานของตัวเอง

ถ้าเป็นรถยนต์ปกติทั่วไป ที่ไม่มีระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ หรือแม้แต่อีโค่คาร์ ก็เรียกว่าน่าจะสาหัสค่าน้ำมันเอาการ แต่อีพาวเวอร์พิชิตเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ ผมขับไประยะทาง 96.5 ก.ม. ในวันรถติดเติมน้ำมันไป 5.757 ลิตร คิดเป็นอัตราประหยัด 16.76 ก.ม./ลิตร  ถือว่าประหยัดเอาเรื่องอยู่

เพราะรถเครื่องสันดาปปกติ แม้จะมีระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์ชั่วคราว ก็ยังต้องติดเครื่องและออกตัวด้วยเครื่อง ซึ่งทุกครั้งที่รถเคลื่อนตัวยังไงก็ต้องใช้เครื่องยนต์  นั่นทำให้ อีพาวเวอร์ประหยัดกว่าชัดเจน  แต่จะประหยัดกว่ารถไฮบริดของค่ายอื่นหรือไม่ต้องหาโอกาสพิสูจน์กันในคราวต่อไป

 

ขับในเมืองเรียบร้อยเวลามีน้อยต้องใช้สอยอย่างประหยัด ผมเติมน้ำมันเต็มแล้ววิ่งออกต่างจังหวัดลองเดินทางไกลดูบ้าง เมื่อขับเร็วๆ กว่า 90 ก.ม./ช.ม. เครื่องยนต์จะเริ่มเข้ามาทำงานป้อนไฟต่อเนื่อง  จะตัดไปเมื่อคุณถอนคันเร่งปล่อยรถไหล เครื่องยนต์ก็จะดับเป็นระยะๆ

เพื่อให้สมจริงสักหน่อย ผมตั้งกฎกับตัวเอง ว่าจะต้องขับโดยใช้ความเร็วต่ำสุดคือ 100 ก.ม./ช.ม. และ ใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 120 ก.ม./ช.ม.

แต่เชื่อไหมครับ เจ้าแรงบิด 260 นิวตันเมตรจากมอเตอร์ไฟฟ้า นี่แอบทำผมกลัวสักหน่อย ไม่ใช่เหยียบแล้วพุ่งเร็วติดเท้าเท่านั้น มันยังแรงจนบางทีแอบรู้สึกว่า ทำไมเหมือนเราขับเร็ว 130-140 ก.ม./ช.ม. ทั้งที่ก็ใช้ความเร็วไม่ได้มากมายขนาดนั้น

ตลอดทางผ่านถนนราชพฤกษ์ผ่านไปยังพหลโยธินวิ่งออกวังน้อย ผมแซงรถน้อยใหญ่หลายคัน ความรู้สึกนี้คล้ายความรู้สึกที่คุณได้จากรถสปอร์ต รถมีแรงบิดเยอะมาก เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเพียง 1,346 กก. ในรุ่น  V   ถือว่าแรงเอาเรื่องไม่น้อย

กำลังแรงบิด 260 นิวตันเมตร ให้เทียบเท่ากับเครื่องสันดาปปกติ ยังมากกว่า เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ของมาสด้า และเครื่อง 1.5 เทอร์โบของฮอนด้า เพียงแค่มีแรงม้าน้อยกว่า แต่มันอยู่ในรถเล็กและมีราคาเริ่มต้นประมาณ 9 แสนบาทเท่านั้น

ในยามขับทางไกลแบบนี้ยิ่งใช้คันเร่งมากเครื่องยนต์ก็จะเดินรอบตามเพื่อชาร์จไฟฟ้าให้ทันกับความต้องการของมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง จนเสียงเครื่องดังขึ้นมารบกวนบ้าง เรียกว่านอกเมืองเครื่องยนต์จะทำงานตลอดเวลา ก็ไม่ผิดนัก

ในที่สุดผมก็ได้ระยะทางตามต้องการโดย ขับไปวนแถววังน้อยอยุธยา มารอบหนึ่ง ระยะทางขับทั้งหมด 125.2 ก.ม. เติมน้ำมันไป 7.21 ลิตร ได้อัตราประหยัด 17.36 ก.ม./ลิตร ในภาวะอุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส ตามข้อมูลบนหน้าปัด ถือว่า ประหยัดพอตัวเลย

วัดสมรรถนะจัดหนักเต็มที

การทดสอบเรื่องสุดท้ายที่หลายคนคงอยากทราบ คือ อัตราเร่งและสมรรถนะการขับขี่

จริงๆ ตลอดการเดินทาง ตั้งแต่ขับในเมืองจนมายันขับนอกเมือง สิ่งที่ผมประทับใจในรถคันนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความประหยัด และความแรงของเครื่องยนต์เท่านั้น

เรื่องการบังคับควบคุมรถกลับเป็นเอกที่ทำให้ผมรู้สึกดีกับมันมากกว่า ระบบอีพาวเวอร์

ใครที่เป็นนักขับตัวยง นักมุดบนถนน น่าจะถูกใจรถคันนี้เพราะมันมีความคล่องตัวสูงมาก จนรถซิตี้คาร์บางรุ่นอาจมองค้อน พวงมาลัยควบคุมด้วยไฟฟ้ามีความไวมาก และค่อนข้างมีชีวิตชีวา จะคัดซ้ายขวาก็ได้ตามใจ ขับในเมืองน้ำหนักเบากำลังดี ผู้ชายขับได้ ผู้หญิงขับดี

Nissan kicks e-Power

ตัวรถมีความคล่องตัวมาก โดยเฉพาะการขับในที่แคบบังคับเลี้ยวได้ตามใจ วงเลี้ยวแคบสุดเพียง 5.1 เมตร นั่นไม่ได้ต่างจากอีโค่คาร์เท่าไรนัก แม้จะใช้ชื่อว่าเป็นรถอเนกประสงค์

ด้านความคล่องตัว Nissan kicks ได้อานิสงค์จากระยะยื่น หน้า-หลังสั้น ทำให้มันเชื่องทุกการควบคุมจากคุณ โดยเฉพาะใครชอบมุดคงถูกใจ เพราะ นิสสันคิกส์เวลาเปลี่ยนทิศทางจะไปทั้งคันออกทั้งก้อน

ถ้าเข้าใจการควบคุมนี้ เวลามุดไป ขอให้ช่องพอตวัดเข้าไป ก็แทบจะไปได้ทุกรูที่คุณคิดเอาไว้ แต่ที่ต้องระวังคือการเปลี่ยนเลน 2-3 เลนในคราวเดียว การโยนตัวทั้งคันบางครั้งจะมีอาการดิ้นตามบ้างเล็กน้อย ก็ไม่ต้องแก้อาการอะไร

ในส่วนทางโค้งขับเซียนหน่อย การโยนทั้งคันแบบนี้ ถ้าความเร็วถูกต้องก็เรียกว่า บินเข้าโค้งไปได้เลย โดยอาศัยเพียงการควบคุมคันเร่งเท่านั้น

ทางด้านช่วงล่าง การซับแรงกระแทกค่อนข้างไปทางแน่นหนึบ อารมณ์คล้าย  Nissan juke   เดิม แต่แข็งกว่า ผมมั่นใจว่านักขับทุกคนชอบช่วงล่างแบบนี้เกาะถนนแน่นเป็นตุ๊กแก แต่คนนั่งอาจไม่ถึงกับประทับเพราะมันไม่นุ่มนวลชวนฝันพร้อมหลับ เมื่อขึ้นรถ

อย่างไรก็ดีในแง่ระบบอีพาวเวอร์ ผมเชื่อว่า หลายคนอยากทราบอัตราเร่งของมัน การทดสอบของ Ridebuster  ใช้การจับ  GPS   ด้วยโปรแกรมบนมือถือ ขับบนถนนเส้นทางลาดยางที่เก่า

  • เราได้อัตราเร่ง 0-100ก.ม./ช.ม. ในเวลา 9.0 วินาที
  • อัตราเร่ง 80-120 ก.ม./ช.ม. ในเวลา 6.0 วินาที
  • ความเร็วสูงสุดแค่ 161 ก.ม./ช.ม. บนหน้าปัด

แต่ถึงความเร็วสูงสุดจะน้อยไปนิด ล็อคเอาไว้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และ ความทนทานของอุปกรณ์มอเตอร์ไฟฟ้า แต่การไต่ไปความเร็วสูงสุดก็เร็วพอสมควร ไม่มีอิดออดเชื่องช้า เฉื่อยช้าแบบรถทั่วไป ที่ขึ้นอยู่กับการทดเกียร์ นั่นเป็นข้อดีของระบบ อีพาวเวอร์

e-Power Energy Flow

ส่วนโหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมดนั้น Normal, Eco  และ Smart

มีความแตกต่างกันในการตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่บ้าง คาดว่าน่าจะปรับที่คันเร่งและการจ่ายไฟ เพราะเมื่อคุณเปลี่ยนโหมดระยะทางขับขี่ได้จะเปลี่ยนทันทีคล้ายในรถยนต์ไฟฟ้า

โดยในโหมด  Eco  และ   Smart   ยังมีระบบ One pedal   ใช้คันเร่ง เป็นทั้งเบรกและคันเร่งในการกด หรือผ่อน โดยอาศัย การหน่วงจากมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยชะลอดควาเมร็วรถในทางกลับกันยังเป็นการปั่นฟ้าเข้าแบตเตอร์รี่ ใครที่ไม่เคยใช้งานช่วงแรกจะงงหน่อย กะไม่ถูกว่า จะเข้าใกล้ขนาดไหนถึงปล่อยคันเร่งให้มันเบรกชะลอความเร็วเอง ต้องใช้เวลาปรับตัวสักพัก ก็จะเข้าใจครับ

จริงๆ หลักการทำงานของมันคล้าย  e-pedal  ใน  Nissan Leaf   แต่ต่างตรงที่ ระบบในอีพาวเวอร์ เมื่อรถชะลอความเร็วจะถึงหยุดสนิท หรือเบรกจอด ไฟเบรกดันดับลง

ก่อนนำรถไปคืน ผมสังเกตว่า หลายครั้งผู้ขับขี่บนถนนที่ตามหลังเรามา จะงง ถ้าเราใช้  One pedal   จนเบรกจอดสนิด ไฟเบรกจะดับลงไม่ติดค้างเอาไว้ อย่างที่ควรจะเป็น อาจจะต้องฝากวิศวกรนิสสัน จัดการเรื่องนี้ เพราะเมืองไทยรถติดสาหัสกว่าญี่ปุ่น

โดยระหว่างใช้  One pedal   คุณสามารถใช้ระบบเบรกได้ตามปกติครับ

 

สรุป  Nissan  kicks e-Power   สนุกหรรษา ได้ความประหยัด

พระอาทิตย์ขึ้น เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทดสอบรถจนใช้คำพูดว่า สว่างคาตา ทั้งหมดนั้นเพื่อผู้อ่าน และพูดจากใจจริงว่าเราเสียดายที่ผลิตภัณฑ์ดีๆ แบบนี้โดยลืมเลือนไปจากคนไทย ทั้งที่คนญี่ปุ่นให้เกียรติคนไทย เป็นชาติแรกในโลกที่รถรุ่นนี้เปิดตัว และยังเป็นประเทศที่ 2 ที่ระบบอีพาวเวอร์จำหน่าย

แม้ว่าการประกาศพร้อมขายแต่รถไม่ลงโชว์รูมสักที จะทำให้หลายคนมองอเนกประสงค์หนีไปซบอกคู่แข่ง จำนวนหนึ่งก็ตาม

2020 Nissan kicks e-Power Road Test

หลังจากขับ ผมว่า  Nissan  kicks e-Power   เป็นรถที่พรั่งพร้อมสิ่งที่คนไทยต้องการ มันแรงเร้าใจ 0-100ก.ม./ช.ม. ใน 9 วินาที คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะหาซื้อในงบประมาณ ไม่เกินล้านบาท

อยากมีรถแรงก็ใช่ว่าจะประหยัด แต่ระบบอีพาวเวอร์ตอบโจทย์นี้ได้ จากการทดสอบของเรา เรียกว่า ทุกสภาวะ ไม่ว่าจะในเมืองได้ 16.76 ก.ม./ลิตร นอกเมือง 17.36 ก.ม./ลิตร เรามีการวัดอัตราประหยัดเฉลี่ยรวมด้วย  Bonn test Mode   ที่ขับในรถทุกคัน ได้ 17.52 ก.ม./ลิตร โดยมีระยะทางขับ 67.6 ก.ม. เติมน้ำมัน 3.858ลิตร

หรือกล่าวได้เต็มปากว่าขับโหดแค่ไหน ก็มีตัวเลข 17 ก.ม./ลิตรและคุณอาจได้มากกว่านี้ถ้าไม่ขับโหดนัก

นอกจากนี้ในส่วนของตัวรถก็มีฟังชั่นต่างๆ ทันสมัยครบครัน แม้บางคนจะค่อนขอดว่า นี่มัน  Almera  Cross   นี่หว่า แต่จริงๆ หลายอย่างในอัลเมร่า ก็เอามาจาก  Nissan Leaf  ผู้พี่

ด้วยเหตุนี้บางอย่างจึงยังไม่โอเค เช่นรถราคาเกือบล้านบาท ที่เท้าแขนเบาะนั่งหลังไม่มีมาให้ และเบาะนั่งมีทรงแบนไปหน่อย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ข้อที่ เป็นจุดบอดในรถรุ่นนี้

2020 Nissan kicks e-Power Road Test

ภาพรวมผมคิดว่า คงไม่มีรถรุ่นนี้ไหน ให้ความสนุกความประหยัด ได้เท่า นิสสัน คิกส์  อีพาวเวอร์แล้ว เรื่องฟังชั่นใช้งานก็มีมาให้พอสมควร , ความปลอดภัยก็ครบครัน ถ้าซื้อรุ่นท๊อปๆ อย่างรุ่น   V  ที่เราขับ ราคาเฉียดล้านก็มีออพชั่นมาให้จัดเต็ม อย่างน่าพอใจ ราคาสมน้ำสมเนื้อ

เพียงแต่พอรถราคาไปเฉียดล้านบาท ราคาก็จะไปใกล้รถรุ่นที่สูงว่า และเนื่องจากรถอเนกประสงค์ส่วนใหญ่ ใครจะซื้อก็คิดเรื่องความสบายในการเดินทาง ถ้าดาวน์เพิ่มอีกนิดได้รถที่นั่งดีกว่าใหญ่กว่า ดูมีชาติสกุลมากกว่าก็คงอยากได้ ซึ่ง นิสสัน คิกส์เอง เป็นรถอเนกประสงค์เน้นใช้งานในเมือง ขับเดินทางได้บ้าง เท่านั้น

ผมมองว่า ถ้าจัดโปรโมชั่นดีๆ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ถูกต้อง ..มันน่าจะขายดี และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เหมือนที่   Nissan juke   เคยทำมาแล้ว

เจ้านี่มันเป็นเจ้าหนูมหัศจรรย์ มีเรื่องให้ตื่นตาตื่นใจพอตัว แต่สำคัญคือต้องดันให้คนรู้จัก กล้าลองใช้ ท้าทายตลาด หมดเวลาเหนียม ถึงเวลาสู้แล้ว…!!! นะครับ นิสสัน

 

เรื่องและขับทดสอบ โดย ณัฐยศ ชูบรรจง

ขอบคุณ นิสสัน กรุงไทย ที่เอื้อเฟื้อรถทดสอบ มาให้ทีมงาน  Ridebuster   ในโอกาสนี้ครับ

 

 



 

Comments

comments