Isuzu D-Max V-Cross 3.0 Ddi M  …. ยกระดับศักยภาพ

หลายคนมีช่วงเวลาที่น่าจดจำ แน่นอนกับคนชอบรถ…อย่างเราๆ ท่านๆ รถคันแรกที่ ได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตหลังพวงมาลัย จะเป็นที่จดจำได้เสมอ จวบจนวันนี้ ที่กลับมาได้เจอ Isuzu D- Max V-Cross นึกก็เหมือนเจอเพื่อนเก่า ที่ห่างหายไปนาน

ผมไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีเงินทองมากมาย รถคันแรกของผม คือ  Isuzu  TFR   แคป ต่อหลังคา  Carry Boy  ตามยุคสมัย 90s…. มันเป็นรถที่ผมใช้ขับไปเรียนมหาวิทยาลัย ขับไปเที่ยวกับเพื่อน แม้มันจะเสียงดัง เครื่องมังกรทองขับมาลั่นตึกเรียนหาก   Isuzu   ก็เป็นรถทนทาน มันไม่เคยพัง และชื่อเสียงนี้สืบต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น จนขึ้นชื่อลือชา

ความเป็นเด็กวัยรุ่นจึงอยากได้อะไรใหม่ๆ  Isuzu   คู่ใจคันเดิม ถูกเปลี่ยนเป็น   Isuzu Cameo   ตามยุคสมัย ตั้งแต่คนยังไม่นิยมรถอเนกประสงค์ … มาจนถึงตอนผมจบมหาวิทยาลัย นั่นคือ ตอนที่แม่บอกว่า จะซื้อรถใหม่สักคัน งบประมาณเรามีไม่เยอะเท่าไร ผมก็เหมือนหลายคนที่ใช้อีซูซุ ผมมองรถกระบะใหม่  Isuzu  D-max 4WD แต่แล้วก็รู้สึกว่า มันดูสูงวัยไปนิด ไม่ถูกใจเท่าไร จนตัดสินใจผันตัวจากแบรนด์ไปหารถแบรนด์อื่น เป็นคนแรกในบ้าน ทั้งที่ทั้งตระกูล เรียกว่าผูดพันกับรถแบรนด์นี้ ตั้งแต่ผมยังจำความได้

เรื่องแบบนี้ ผมเชื่อว่าเกิดกับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก แม้จะโตมากับรถอีซูซุ ก็ไม่รู้สึกว่า อยากได้ ถ้าไม่นับแก๊งกระบะซิ่ง ออกแคป 4 ตัวเตี้ยไปแต่งให้มันสะใจ รถอีซูซุ แทบไม่ได้การเหลียวมองจากวัยรุ่น .. .ด้วยเหตุว่า ในอดีตรถออกแบบมาเน้นกลุ่มคนรุ่นเก่า ที่มีความต้องการบางอย่าง งานออกแบบที่ไม่ต้องหวือหวามาก เครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะดีในระดับหนึ่ง พกความประหยัด รวมถึงภายในใช้งานเรียบง่าย ตามฉบับ “วิถีอีซูซุ”

สำหรับอีซูซุ พวกเขารู้จักคนไทยเป็นอย่างดี จนสามารถยืนยอดขายอันดับหนึ่งมาได้ตลอดหลายสิบปี การเปลี่ยนแปลงล่าสุดของ กระบะดีแม็กซ์ เกิดขึ้นในปี 2015 พวกเขาแนะนำเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร และพวกเราเฝ้ารอการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ใน   Isuzu  D-Max   ใหม่ ที่จะมาในอนาคต

Isuzu D-max V-Cross 4x4

กว่า 3-4 ปีที่ผ่านมา เก้าอี้ตลาดเบอร์ 1 ของ  Isuzu   สั่นคลอน ด้วยทิศทางตลาดรถกระบะเปลี่ยนไป จากเดิม คนมีความต้องการรถกระบะที่มีภาพลักษณ์คล้ายรถเก๋ง ขับสบาย เสียงเครื่องยนต์เบา ไปจนถึงหน้าตาหรูหราดูพรีเมี่ยม แต่ในเมื่อไม่กี่ปีทีผ่านมา ค่ายรถกระบะมวยรองจากอเมริกัน ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่  ด้วยภาพลักษณ์แกร่งดุดัน ดูลุย ฟอร์ด ได้ฝากความต้องการนี้ไว้ในใจคนไทย จนเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในรถกระบะใหม่ๆ ทุกรุ่น ไปสู่ภาพความแข็งแกร่งอมสปอร์ต … อานิสงค์ดังกล่าวทำให้ ค่ายวงรีสีน้ำเงินก้าวขึ้นมาเป็นกระบะเบอร์ 3 ของประเทศ อย่างรวดเร็ว

อีซูซุเอง เคยทำแต่รถกระบะที่เน้นไปทางเก๋งตลอด 2-3 เจนเนอร์เรชั่นที่ผ่านมา สำหรับผมเองรู้สึกว่า  Isuzu  D-max   เป็นรถไม่เข้าตา แม้ว่าตอนที่ทำงานอยู่  Autodeft   จะมีลูกน้อง อย่าง นายเต้ย สาวกตัวยงแบรนด์นี้ คอยเป่ามเสกเราให้กลายเป็นคนอีซูซุ ก็รู้สึกว่า ยังไม่ถูกชะตาเท่าไร

จนกระทั่งการเปิดตัว   Isuzu  D-Max   ใหม่ ล่าสุด เมื่อช่วงปลายปีทีผ่านมา พร้อมวลีเด็ด “พลานุภาพ..พลิกโลก”  Infinite Potential  ในงานเปิดตัวอีซูซุ พยายามเปลี่ยนแปลงหลายสิ่ง ส่วนหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ คือความต้องการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่บริษัททำตกหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พอแสงไฟดับลง รถรุ่นใหม่ ถูกเปิดผนึกออกมาจากหลังเวที พร้อมไฟระยิบระยับ  Follow Light  ส่องไปที่รถดีแม็กใหม่ ผมถึงกับคิด … เฮ้ย!! อีซูซุวันนี้ พวกเขาเอาจริงว่ะ ….

Isuzu D-max V-Cross 4x4

Isuzu  D-Max   ใหม่ เปิดตัวด้วยหน้าตาและภาพลักษณ์ใหม่หมดจด สลัดภาพความเป็นรถสำหรับผู้ใหญ่ดูพรีเมี่ยมไปเสียสิ้น รุ่นท๊อป ขับเคลื่อนสี่ล้อ ใช้ชื่อรุ่นว่า   “V-Cross”   ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปลายๆ รุ่นที่แล้ว ต้องการสื่อถึงการแต่งตัวเข้มเด่นโดนใจในสไตล์ลุยมากขึ้น

หน้าตาของกระบะใหม่   Isuzu สายลุยถูกปรับให้มีความสปอร์ต ตามสไตล์รถกระบะสายไลฟ์สไตล์ คนซื้อชอบออกไปใช้ชีวิตในวันว่าง มันแตกต่างจากรุ่นปกติด้วยการตบแต่งสไตล์สปอร์ตตอบลูกค้าสะกดใจจั้งแต่แรกเห็น เริ่มจากความโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงดุคล้ายคมเขี้ยว ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์เรื่อง   Predator  ในรุ่นรองท๊อปและท๊อปออพชั่นตบแต่งด้วย สี Gun Metallic   ให้ภาพลักษณ์ความดุดัน ยิ่งวันนี้รถทดสอบเราสีส้ม Valencia Topaz Metallic   ดูตัดกันหล่อได้อีก

ไฟหน้าถูกวางไว้สูง มาพร้อมโคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ ส่องสว่างด้วยชุดไฟหน้า  LED  ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ  และรุ่นท๊อป มีระบบไฟออโต้ติดปลายนวมเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น งานออกแบบ มองบางอารมณ์ คล้ายคนตราปรือดูอดนอน สักหน่อย เรื่องนี้คงแล้วแต่จินตนาการ ในโคมมีไฟ   Day Time Running Light  เอกลักษณ์ ส่องสว่างยามค่ำคืน

Isuzu D-max V-Cross 4x4

งวดนี้ทีมออกแบบอีซูซุจับไอเดียเก่ามาฟื้นฟู ไฟเลี้ยวแยกชิ้นถูกนำมาติดตั้งทางด้านล่างกันชนหน้า จัดวางพร้อมไฟตัดหมอกหน้า   LED เล่นรายละเอียดคมสันสะท้อนภาพลักษณ์ความสปอร์ต จนร้านล้างรถอาจจะเกลียดรถคันนี้ ที่มีซอกหลืบทำความสะอาดเช็ดถูยากสักนิด

ฝากระโปรงหน้าบานใหญ่ให้ความสปอร์ตลงตัวดูเต็ม ถ้าสังเกตจะไม่เห็นที่ฉีดน้ำล้างกระจกบังลม ด้วยอีซูซุจับที่ฉัดน้ำไปอยู่ในก้านใบปัดน้ำฝน ยกระดับความพรีเมี่ยมดูเรียบร้อยในแง่การออกแบบมากขึ้นกว่าเดิม  รุ่นท๊อปยังได้กระจกตัดรังสี   IR Cut   ภาพรวมทางด้านหน้ายังคงไว้หน้าตาดูโค้งๆ กลมๆ มาจากทีมออกแบบ ยังคงใช้แนวคิดงานออกแบบประดุจรถไฟฟ้าหัวกระสุน    Bullet Train Design

ด้านข้าง วีครอส ทุกรุ่นติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น  ZP   และ  M   เด่นโดนใจมากขึ้นด้วยการให้สี   Matt Black   เพิ่มความดุดัน สลัดความหรูหรา ถ้าให้พูดถึงลวดลายล้อมันก็เดียวกับตัวล่างล้อสีเงินนั่นแหละ เพียงเปลี่ยนสีเพิ่มความดุดันน่าใช้งานมากขึ้น ชุดล้อมากับยาง Dueler H/T ขนาด 265/60/R18  ใหญ่กว้างพอสำหรับเรื่องการบุกตะลุย

ล้อสีดำ ดูเข้ากับกระจกมองข้าง สีเทาเข้ม บานใหญ่สะใจส่องสายตาคมชัดทุกเลน พร้อมไฟเลี้ยวในตัว รวมถึงบันไดข้างยังตบแต่งเป็นเทา เช่นเดียวกับราวหลังคา เผื่อใครต้องใช้สำหรับการบรรทุกของเดิมทางให้สีเทารับเข้ากับองค์ประกอบในส่วนอื่นๆ  ที่น่าแปลกใจ อีซูซุยังคงรักษาธรรมเนียม  Over Fender คิ้วซุ้มล้อสีเทาติดตั้งเข้ามาเพิ่มองค์ประกอบ มันลงตัวกับคิ้วท้ายกระบะ ดูเข้าท่าเข้าที

ถ้าสังเกตให้ดี, ชายประตูชายล่างประตูทั้ง 4 บาน  มีการเล่นรายละเอียดลายเส้น เพิ่มความรูสึกในความแกร่ง มีมุมตกกระทบแสงเงา ด้านบนมีเส้นไหล่จากซุ้มล้อหน้า ลากยาวผ่านประตูทั้ง 4 บานไปยันกระบะแล้วตวัดลงช่วงไฟท้าย

ผมรู้สึกชอบในงานออกแบบ   Isuzu D- Max  ใหม่มาก คือความกล้าทำไฟท้ายทรงสปอร์ตออกมาขาย ยังจำได้ เห็นภาพทีเซอร์ไฟท้ายแพรมออกมา .. ผมยังคิด นี่เอาแบบนี้จริงดิ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน

ฝาท้ายยังคงสไตล์งานปั้มขึ้นรูป มองเผินๆ ก็แลดูคล้ายรุ่นเดิม งวดนี้เพิ่มเติม งานออกแบบคล้ายสปอร์ยเลอร์หลังมาด้วย ส่วนกันชนท้าย มาพร้อมที่เหยียบขึ้นกระบะท้ายส่วนตัวผมรู้สึกว่าที่เหยียบค่อนข้างแคปไปนิด จนเวลาลงจากท้ายกระบะรู้สึก ก้าวลงแล้วไม่มั่นใจ ดูเปราะบางกลัวเหยียบแล้วหัก โดยเฉพาะตรงกลาง อันนี้อยากฝากอีซูซุพิจารณาปรับปรุงสักหน่อยในอนาคต

ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสาร  Isuzu  D-max   เปลี่ยนตัวเองโดนจิตโดนใจลูกค้า ภายนอกไม่พอ ภายในเรียกว่า พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ  เปลี่ยนสู่ภาพลักษณ์ทันสมัยเต็มขั้น ด้วยแนวคิดงานออกแบบ  จากเครื่องบินต่อสู้ มาสู่แนวคิดการจัดวาง Sharp Horizon Layers ตั้งแต่คอนโซลหน้า ให้ความรู้สึกทันสมัยเต็มอารมณ์

งานออกแบบคอนโซลหน้าใหม่หมด โดดเด่นด้วยพวงมาลัยทรงแป้นกลาง 6 เหลี่ยม ดูแปลกประหลาดดี ที่ก้านให้ปุ่มควบคุมระบบความบันเทิงในรถ ด้านขวาเป็นลูกเล่นระบบ   Cruise Control ข้างแผงประตูฝั่งคนขับมาพร้อมปุ่มกระจกไฟฟ้า เลื่อนออโต้เพียงบานเดียวฝั่งคนขับเท่านั้น

Isuzu D-max V-Cross 4x4

ถ้ามองฝั่งขวาก่อน ทางด้านล่างมีปุ่มปิดระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราว , ปิดการทำงานระบบควบคุมการทรงตัว และดิมไฟเรือนไมล์ และปุ่มต่างๆ

ตรงหน้าผู้ขับขี่ได้เรือนไมล์เรืองแสง  Super Vision   มาพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ตรงกลาง บอกค่าทั้งทริปเดิมทาง , อัตราประหยัดน้ำมัน , การทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ , รวมถึงข้อมูลระบบเครื่องเสียงภายในรถ  ตลอดจนยังมีระบบแนะนำการเปลี่ยนเกียร์มาให้ แต่จะให้เฉพาะในรุ่นเกียร์ธรรมดาเท่านั้น

Isuzu D-max V-Cross 4x4 test Drive

ตัววงมาลัยถูกจับหุ้มหนังทำให้ดูหนาจับถนัดมือพอสมควร บางคนอาจไม่ชอบเพราะมันดูหนาเล็กน้อย ก้านพวงมาลัยปรับสูงต่ำ และยืดเข้าออกได้ ช่วยคุณหาท่านั่งได้ง่ายขึ้น

ตรงกลางให้ระบบความบันเทิงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว มาพร้อมระบบ   Apple Car Play  และ  Android Auto  มาพร้อมแผนที่ชนิดละเอียดยิบ ถัดลงมาเป็นระบบปรับอากาศ แยกอิสระ ซ้าย-ขวา ทันยุคสมัยด้วยแผ่นกรองฝุ่นละออง  PM2.5  สูดอากาศสบายปอดไม่กังวลเรื่องฝุ่น

ถัดลงมาเป็นช่อง   USB   และมีตัวเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย เอามาหมักกับปุ่มควบคุมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ  2H/4H/HL  จัดวางไว้ตรงนี้ขนาดใหญ่กำลังดีจับเหมาะมือ

ตรงคอนโซลเกียร์เป็นปุ่มของต้องใช้ในการขับขี่ ทั้ง ระบบ   Diff-lock   ระบบช่วยลงทางลาดชัน รวมถึงปุ่มเปิด-ปิด เซ็นเซอร์ภายในรถ ก็มีมาให้ครบเครื่องในคันเดียว

Isuzu D-max V-Cross 4x4 test Drive

ส่วนตัวเบาะนั่งออกแบบให้มีอารมณ์ทรงสปอร์ตสักหน่อย มีขนาดใหญ่นั่งสบาย น่าเสียดายผมไม่ชอบเบาะนั่งสีน้ำตาล แม้จะให้ความพรีเมียมในความรู้สึก ผมว่ามันดูสูงวัยไป อาจจะถูกใจคนวัย 40+ เท่าที่พลิกโบว์ชัวร์กลายเป็นรุ่นล่างให้เบาะสีดำ กลับรู้สึกว่าชอบกว่า หรือจะให้ดี ทำให้ผู้ใช้เลือกได้จะดีมาก

ด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ไม่มีที่ดันหลังมาให้ตามสไตล์กระบะยุคนี้ ส่วนด้านคนนั่งปรับด้วยมือเอาตามใจสะดวก

เท่าที่ขับขี่ในตลอดทั้งทริปการเดินทางถือว่าเป็นเบาะหนึ่งที่นั่งสบาย แม้จะขับรถทางยาวๆ กว่า 300 กิโลเมตร โดยไม่หยุดพัก ก็ไม่ปวดหลัง ถ้าปรับท่านั่งถูกต้อง โดยผมเลือกนั่งชันหลังขึ้นมา ไม่ได้เซทเบาะเอนมาก ฝั่งคนนั่งเท่าที่ดูศรีภรรยานั่งร่วมเดินทางตลอดทั้งทริปก็ไม่มีปัญหา สามารถนั่ง หรือปรับเอนนอนก็สบายพอๆ กัน

ด้านหลัง อีซูซุบอกว่างวดนี้ปรับออกแบบท่านั่งตอนหลังใหม่มาให้แล้ว หลังสาวกบ่นว่า ซื้อ 4 ประตู นั่งไม่สบายเท่าคู่แข่งเท่าไรนัก เท่าที่เคยนั่งรุ่นเก่ามาบ้าง มันชันหลัง พื้นที่วางขาแคบ เป็นท่าที่ไม่เหมาะกับการโดยสารเท่าไร

Isuzu D-max V-Cross 4x4 test Drive

งวดนี้ก่อนขึ้นไปขับเดินทางยาวๆ ลองที่นั่งตอนหลัง มันสบายขึ้นอย่างชัดเจน การตัดเย็บเบาะนั่งตอนหลังถือว่าทำมาได้ดี อย่างน้อยที่สุดมีองศาเอนนิดๆ ถึงจะไม่เอนมากก็ตาม ที่รองนั่งตอนหลังมีความยาว ขึ้น ซัพพอร์ทต้นขามาเกือบถึงเข่า มันมาพร้อมหัวหมอนขนาดใหญ่ และดูเหมือนเบาะนั่งจะถูกวางให้สูงกว่าด้านหน้าเล็กน้อย เพื่อให้เห็นทัศนวิสัยข้างหน้า ไม่ได้รู้สึอุอู้อยู่หลังคนหน้า

เรื่องลูกเล่น สำหรับคนนั่งหลัง ไม่มากมายนัก มันมาพร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง และช่องเสียบชาร์จ   USB   มีพนักเท้าแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำมาให้ ได้สะดวกสบายตลอดการเดินทาง

ส่วนกระบะท้ายด้านหลัง มาพร้อมพื้นที่เก็บของยาว 1,490 มม. กว้าง 1,530 มม. และ สูง 490 มม. เป็นช่วงกระบะสั้น แต่มันก็ดีพอจะขนจักรยานเสือภูเขา 2 คันได้สบายๆ  โดยวางตามแนวเฉียงของกระบะท้าย ใส่ได้เลยโดยไม่ต้องถอดล้อ ….. ครับ

การวิศวกรรม

จริงๆ … แล้ว การได้ทดลองขับ   Isuzu  D- Max  V Cross   หนนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่จะได้สัมผัสมัน หลังจากเห็นตั้งแต่งานเปิดตัว

ใต้เรือนร่าง   V-Cross   ทุกรุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียงขนาด 3.0 ลิตร รหัส  4 JJ3-TCX  ให้กำลังอัดสูงสุด 16.3/1 ทำกำลังสูงสุด 190 แรงม้า สูงสุด ที่  3,600 รอบต่อนาที และทำแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,600 รอบต่อนาที  ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ 6 สปีด ให้ระบบ  Rev Tronic   ปรับเกียร์ได้เอง มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ติดตั้งระบบ   Diff lock มาให้ทุกรุ่นสามารถกดใช้งานได้ในเวลาลุย

ถ้ามองตลาดในวันนี้จะเห็นว่า   Isuzu  เป็นรถกระบะรุ่นเดียว ให้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุด 3.0 ลิตร ขณะที่คู่แข่งทั้งหมดปรับเครื่องยนต์เล็กลงทั้งหมด ไม่ว่าจะ  Toyota  เครื่อง 2.8 ลิตรทำกำลังได้  177 แรงม้า ให้แรงบิด 450 นิวตันเมตร หรือ  Ford   มีเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบคู่ ทำกำลังได้  213 แรงม้า ให้แรงบิด 500 นิวตันเมตร  ก็ตามที

อีซูซุท้าทายเกมนี้เดินหน้าด้วยเครื่องยนต์ขนาดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพียงปรับให้มันลงตัวขึ้น ติดตั้งเทอร์โบใหม่จาก   IHI  คู่ขาเจ้าเดิม เปลี่ยนชนาดให้ใหญ่ขึ้นตอบอสนองดีขึ้น

ส่วนตัวเครื่องยนต์พัฒนาเพิ่มขึ้นอีกหลายรายการได้แก่

  • ห้องไหม่ใหม่ แบบ   Optimum  Combustion  Shape   ให้ น้ำมันกับอากาศผสมดีขึ้น
  • หัวฉีดน้ำมันใหม่แรงดันสูงถึง 250  เมกะปาสคาล
  • กล่องประมวลผลใหม่ พร้อมหน่วยประมวลผล   Multi Core
  • สลักลูกสูบเคลือบสาร  Daimond Like Carbon
  • เสื้อสูบใหม่แบบ   Melt in Liner
  • ระบบวาล์วน้ำควบคุมด้วยไฟฟ้า
  • Timing Gear   แบบ   Double  Scissors gear   ลดระยะห่างฟันเฟืองลดเสียงการทำงานของเครื่องยนต์

 

ส่วนตัวโครงสร้างรถพัฒนาใหม่ภายใต้แพลฟอร์ม Isuzu  Driving Platform พัฒนาให้โครงสร้างตัวถัง แชสซีและเครื่องยนต์สามารถทำงานสอดผสานกันเป็นหนึ่งเดียว

  • โครงสร้างตัวถังมาพร้อมเหล็กขึ้นรูปแบบ   Ultra High Tensile
  • แชสซีขนาดใหญ่ขึ้น รับแรงบิดดีขึ้น 23%  ขึ้นรูปด้วยเหล็กกล้าแบบ  Reinforce
  • เพิ่มคานตัดขวาง  (Cross Member)
  • วางเครื่องยนต์เยื้องหลังเพลาหน้า ในรูปแบบ   Semi- MidShip
  • ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น ที่มีการปรับจุดยึดปีกนกให้สูงขึ้น ลดอาการโยนตัว เข้าโค้งอย่างมั่นใจ
  • ระบบช่วงล่างหลังแบบแหยบยาว   Long Span ผลิตภายใต้เทคโนโลยี   Warm Stress Shot peening   แหนบจึงยาว มีความแข็งแกร่งสูง ทนทานกว่าแหนบปกติทั่วไป

 

ลุยป่าคอนกรีต ชีวิตเมืองในรถลุย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า  Isuzu   ตั้งใจจะพัฒนารถให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่พวกเขาสามารถทำได้ แม้ในศึกตลาดวันนี้ที่เข้มข้น การยืนหนึ่งในตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

รับกุญแจมา Isuzu  Genius Entry มาพร้อมระบบ   Remote Engine  Start   สามารถใช้งานได้ในระยะ 20 เมตร เหมาะมากกับบ้านเมืองเราร้อนราวกับอยู่ในนรก

ระบบกุญแจนี้มีฟังชั่น Walk Away Auto Lock   เดินห่างหน่อยรถก็ล็อคให้อัตโนมัติ ดีมากสำหรับคนชอบลืมว่ารถล็อคหรือยัง

แผนของผมสำหรับ   Isuzu  D-Max V-Cross   คิดเอาไว้ว่าต้องไปลุย ด้วยความเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ครั้นจะไปสวนผึ้งช่วงนี้ก็บ่อยเหลือเกิน เลยกะว่าจะเอาไปไกลๆ พิสูจน์กันยาวๆ สักหน่อย ก่อนจะไปเรามาดูการใช้ในเมืองกันสักนิดดีกว่า

Isuzu D-max V-Cross 4x4 test Drive

กวาดพวงมาลัย ออกเดินทาง บทพิสูจน์การใช้งานในเมืองก็เริ่มขึ้น ให้คุณจินตนาการถึงกระบะคันโตมีความยาว 5,265 มม. กว้าง 1,870 มม. และ สูง 1,810 มม. (รวมราวหลังคา) มันคงขับไม่ง่ายนักในเมือง

โชคดีอีซูซุเซทพวงมาลัยให้มีความคมสไตล์สปอร์ต การบังคับเลี้ยวเลยค่อนข้าง จะเปลี่ยนทิศซ้ายขวาทำได้ดังใจทันที ทีแรกก็คิดว่าพวงมาลัยเป็นไฟฟ้า แต่พอมาอ่านสเป็คแล้วไม่ใช่ … ทว่าเฮ้ย ก็ขับได้ดีนี่หว่า ถึงจะไม่เบาหวิวขนาดเอานิ้วก้อยควง ก็ไม่ได้แย่กว่าคู่แข่งเท่าไร เว้นน้ำหนักพวงมาลัยที่มากกว่ายามความเร็วต่ำ เช่นจังหวะจอดรถ

ทัศนวิสัยในการขับขี่ ด้วยความเป็นรถสูง จึงมองเห็นได้กว้างไกล เฉกเช่นรถกระบะหลายรุ่นที่มีเสา A  ค่อนข้างหนา มันบดบังบ้างในบางจังหวะมุมเลี้ยว

Isuzu D-max V-Cross 4x4 test Drive

นอกจากนี้เวลาจอดรถอาจจะต้องโยกบ่อยสักหน่อย เนื่องจากวงเลี้ยวรถค่อนข้างกว้าง ควรพยายามตีวงเลี้ยวบ้าง เพื่อให้ผ่านหรือเลี้ยวได้ง่ายขึ้น

ขับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ในเมือง ผมเชื่อว่าหลายคนเดาว่ามันจะต้องซดน้ำมัน นั่นก็ไม่แปลกเท่าไร เพราะเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ย่อมต้องจ่ายน้ำมันมากกว่า ยังดีอีซูซุติดตั้งระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์มาให้ด้วย สามารถดับเครื่องยนต์ได้ทันที เมื่อเหยียบเบรกเข้าไปลึก

ระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ โดยยังคงระบบปรับอากาศไว้ ซึ่งจากที่สังเกตในช่วงตลอดการขับขี่ทดสอบ ระบบนี้จะทำงานประมาณ 30 วินาที ไปจนถึงสูงสุดไม่เกิน 1 นาที  แม้ว่ารถคันที่เราขับจะมีฟิล์มติดมาแล้วก็ตาม แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญ อยู่ที่ความร้อนแสงแดดบ้านเรา เลยทำงานได้ในเวลาจำกัด

ส่วนใครเป็นคนขี้รำคาญ เครื่องยนต์เดี๋ยวติดเดี๋ยวดับขับแล้วไม่ชอบ จะขับขุมพลังบล็อกนี้จะขับโดยไม่ดับเครื่องยนต์ ก็จัดว่ายังประหยัดใช้ได้ เราขับไปๆมาในเมือง ช่วงยุคโควิดระบาดการจราจรเลยไม่ติดเท่าไร ระยะทาง 79.1 ก.ม. เราเติมน้ำมันกลับทั้งสิ้น  7.345 ลิตร หรือ ตกเฉลี่ยแล้วเพียง  10.76 ก.ม./ลิตร เท่านั้น  ถือว่าก็ไม่ซดมากจนน่าเกลียด แต่อาจจะซดกว่านี้ ถ้าเจอรถติดหนักจริงๆ

 

เดินทางเพชรบูรณ์ ปลายทางเข้าป่า

เมื่อมีรถแบบนี้ผมคิดว่า การหนีไปต่างจังหวัดวันว่าง ก็น่าจะดีกว่า โดยเฉพาะการไปนอนเต็นท์สูดอากาศ ออกห่างจากเมือง วุ่นวายบ้างเป็นบางครั้งบางคราว

จังหวัดหนึ่งที่ผมชอบมากและคิดว่าบั้นปลายชีวิต ถ้าเป็นไปตามฝัน เพชรบูรณ์ นับเป็นจังหวัดน่าอยู่ มีที่เที่ยวทั้ง เขาค้อ , ทับเบิก หรือใครชอบความเงียบสงบจริงๆ ต้องอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว

Isuzu D-max V-Cross 4x4 test Drive

การเดินทางจะไปตั้งเต็นท์ของเรา ก็ต้องมีอุปกรณ์ ต่างๆมากมาย ทั้งเต็นท์เอง และเครื่องมือทำอาหาร ตลอดจนข้าวของต่างๆ อีกเป็นกระบุง รวมถึงทริปนี้เกิดขึ้น เพราะต้องการจะไปปั่นเสือภูเขาที่อุทยานแห่งชาติแสลงหลวงด้วย จึงต้องเอาจักรยานเสือภูเขาไปด้วย 2 คัน

ข้าวของเยอะราวๆ กับย้ายบ้านหนีโควิด ถ้าคุณไม่มีผู้โดยสารไปด้วย เจ้า Isuzu D-Max   มีฟังชั่นดีเด่นซ่อนอยู่คือการพับที่รองนั่งตอนหลัง ยกขึ้นมาได้ มีประโยชน์มาก จนน่าชมเชยคนคิดเรื่องนี้

ข้าวของส่วนใหญ่ถูกใส่ไว้ในรถเพื่อป้องกันปลิวตกข้างทาง หรือขับไปฟ้าฝนไม่เป็นใจ ส่วนจักรยานเสือภูเขา 2 คัน คันใหญ่สุดของผมขนาด 19.5 นิ้ว ถูกยกขึ้นท้ายรถ โดยไม่ถอดล้อหน้า ทีแรกวางตาม ยาว พบว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกระบะสั้น ตามสูตรรุ่น 4 ประตู จึงพลิกแพลงเป็นวางทแยงกลับหน้ากลับหลังระหว่างกัน สามารถวางได้ แล้วผูกเชือก 2 เส้น มัดให้แน่นไม่กระดอนไปมา จนปลิวตกข้างทางไปไม่ถึงที่หมาย

ผมออกเดินทางตอนตี 2 เพื่อจะไปถึงปลายทางในช่วงเช้า จะได้ไม่เสียเวลาทำกิจกรรม ขับกลางคืนแบบนี้ใช้ความเร็ว 120-130 ก.ม./ช.ม. ตลอดทาง วิ่งใช้ความเร็วคงที คงมีใบสั่งตามมาบ้าง หลายช่วงล็อค  Cruise Control   ช่วยผ่อนคลายยามขับขี่ได้มาก ไม่เหนื่อยล้อต้องเอาขาขวาเหยียบคันเร่งตลอดเวลา

พวงมาลัยพอขับเร็วหน่อยน้ำหนักเบาขึ้นเล็กน้อย การเซทพวงมาลัยให้คัดแบบเฉียบคมเบ้นิดเดียวก็เปลี่ยนทิศทางอาจไม่ถูกใจบางคน ส่วนตัวผมกลับรู้สึกชอบมันค่อนข้างมาก เวลาถือจะหนักแน่น ไม่เหวอไปเหวอมาระหว่างการขับขี่ อาการเป็นธรรมชาติ คัดแล้วเลี้ยวตามสมองคิด มือสั่ง ไม่ว่าจะเข้าโค้งกว้าง – โค้งแคบ โยกเปลี่ยนเลน ไม่มีเวลาเสี้ยววินาทีหน่วง ด้วยการเป็นระบบไฮโดรลิกกลไก ถึงจะมีข้อเสียเรื่องน้ำหนักตอนความเร็วต่ำก็ตามที

ทางด้านระบบกันสะเทือนช่วงล่างด้านหน้าอิสระปีกนก 2 ชั้น ด้านหลังแบบแหนบหลายแผ่นซ้อน วัฒนธรรมรถกระบะมายาวนาน  Isuzu  กลับเซทช่วงล่างรถคันนี้ให้มีความหนักแน่นหนึบ ขับมั่นใจ ไม่เหมือนเดิมที่จะย้วยนิ่มนวลชวนฝัน ถูกใจคนนั่ง กลับกันนักขับหลายคนไม่ชอบ

งวดนี้กลับตาลปัด มันเซทแน่น หนึบ มั่นใจ ยิ่งสอดผสานกับการบังคับเลี้ยวคมกริป เวลาเข้าโค้ง คุณสามารถวาดเข้าไปที่ความเร็ว 110-120 ก.ม./ช.ม. ในโค้งกว้างได้สบายๆ ไม่มีกังวลหรืออาการเหวอ ชวนน่ากลัวไม่มั่นใจ

หลายโค้งผ่านไป ระหว่างเส้นทางจากสะบุรีขึ้นเพชรบูรณ์ ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า อีซูซุ จะทำรถออกมาได้แน่นหนึบเพียงนี้ มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรถอีซูซุในอดีต ยิ่งขับยิ่งสนุก

ช่วงความเร็วปกติ 90-120 ก.ม./ช.ม มันไม่หนีบจนแข็งเกิดไป กำลังดีคนขับมั่นใจ คนนั่งหลับสบาย ผมเห็นได้จากการกรน คร่อก คร่อก ของคนข้างกาย

เมื่อเป็นแบบนี้ก็เลยลองใช้ความเร็วเพิ่มไปจนถึง 140-150 ช่วงล่างดูตึงตัวขึ้นมั่นใจกว่าเดิมไม่น่ากลัว แม้จะโบกเปลี่ยนเลนก็หาได้หวั่นใจ ตอนทดสอบสมรรถนะอัตราเร่งไปจนถึงความเร็วสูงสุด ผมพบว่า  Isuzu D-max  ขับมากมั่นแบบนี้ไปจนถึงความเร็วสูงสุดของมัน

เรื่องเบรกเองก็เซทมามั่นใจกดแล้วสัมผัสได้ถึงแรงเสียดทานในทันที จนหลายครั้งเบรกเบาๆ กลายเป็นแรง จนกลัวคันหลังจะทิ่มตูดเอาบ้าง  หากในภาพรวมการสั่งหยุด เจ้ากระบะคันนี้ทำได้ดี ยิ่งเมื่อนับถึงข้าวของที่เราบรรทุกมาเต็มเปี่ยม ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า อีซูซุวันนี้กลายเป็นรถที่ขับมั่นใจกว่าเดิม

ด้านเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ทำงานรอบต่ำพอสมควร ที่เกียร์ 6 ถ้าคุณไม่ใช้ความเร็วเกิน 130 ก.ม./ช.ม. รอบเครื่องจะไม่มีทางเกิน  2,000 รอบต่อนาที จากที่สังเกต ผมพบว่า

  • ที่ความเร็ว 90 ก.ม./ช.ม. ใช้รอบเครื่อง 1300 รอบต่อนาที
  • ที่ความเร็ว 110 ก.ม./ช.ม. ใช้รอบเครื่อง 1500 รอบต่อนาที
  • ที่ความเร็ว 120 ก.ม./ช.ม. ใช้รอบเครื่อง 1700 รอบต่อนาที
  • ที่ความเร็ว 130 ก.ม./ช.ม. ใช้รอบเครื่อง 1900 รอบต่อนาที

 

นั่นหมายความว่าช่วงความเร็วเดินทาง …  ไม่มีมีทางที่คุณจะใช้รอบเครื่องยนต์เกิน  2,000 รอบต่อนาทีได้เลย การใช้รอบเครื่องต่ำ มีประโยชน์ 2 อย่าง ประการแรก เสียงรบกวนจากเครื่องยนต์สู่ห้องโดยสารน้อยกว่า เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่น ที่ใช้รอบเครื่องสูงกว่า อีกด้านก็เป็นเรื่องของความประหยัดจากในการขับขี่

นอกจากนี้ชุดเกียร์รุ่นใหม่ มีความฉลาดพอตัว มันรู้จักการทอนเกียร์อย่างรวดเร็ว เวลาขึ้นเนินหรือทางลาดชัน โดยคุณไม่ต้องกดคันเร่งเพิ่ม ชุดเกียร์จะจัดการให้คุณเสร็จสรรพ  เช่นเดียวกันเวลาลงเขา ชุดเกียร์เริ่มรู้จักการทอนเกียร์ทดให้ต่ำลงเร็วขึ้น จนตลอดการขึ้นลงเขา ผมไม่เคยต้องใช้สับเอง ไปจนถึง เมื่อคุณถอนคันเร่งยาวๆ หรือ กดเบรกอย่างรวดเร็ว จะมีการตบเกียร์ลงเองช่วยคุณ ชะลอความเร็ว นับเป็นเรื่องที่ดี

การเดินทางของผมใช้ความเร็ว 110-130 ก.ม./ช.ม. แล้วแต่ช่วงถนน การขับเร็วให้ความมั่นใจในการขับขี่ตลอดทาง เรามาถึงเพชรบูรณ์ จากบางใหญ่ จ. นนทบุรี ด้วยระยะทางทั้งสิ้น 381.2 ก.ม.เติมน้ำมันคืนถังไป 35.30 ลิตร  ทำอัตราประหยัดได้  10.79 ก.ม./ลิตร  (ระหว่างทางขับด้วยความเร็วพื้นฐาน 120 และสูงสุด 150 ก.ม./ช.ม. – ใช้เวลาจากกรุงเทพ ถึงปั้ม ปตท. เพชรบูรณ์ 3 ชั่วโมง 30 นาที ความเร็วเฉลี่ย 106 ก.ม./ช.ม.) ผมว่าก็ไม่ได้ซดอย่างน่าเกลียดดับความเร็วที่ใช้

แต่ถ้าขับความเร็วคงที่ ก่อนหน้านี้ ศรีภรรยาเอารถลองขับไปทำงาน จ. นครปฐม จากบ้านใช้เส้นทางถนนทางสุพรรณบุรี ไปจบปลายทาง ที่อำเภอบางหลวง แถววัดไผ่โรงวัว โดยผมให้เธอใช้ความเร็ว 120 ก.ม./ช.ม. ตลอดเส้นทางห้ามเกินจากนี้  ระยะทางไปกลับรวม 122.5 ก.ม. เติมน้ำมันคืนถัง 9.185 ลิตร คำนวณอัตราประหยัดได้  13.33 ก.ม./ลิตรครับ

 

จากผาตัดสู่แสลงหลวง … ลุยโหดสอบผ่าน

เมื่อมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เป็นธรรมเนียมของผมที่จะต้องนำมันมาลุยจริงจัง ตอนขอยืมรถมาขับทดสอบ ทีแรกมีความตั้งใจว่าจะไปเขากระโจม สถานที่โหดของสวนผึ้ง ที่เรียกว่าไปกันจนเป็นธรรมเนียมไปแล้ว

เผอิญไม่กี่วันก่อนจะรับรถ ผมเจอว่า มีรายการหนึ่งเขาเพิ่งเอารถคันนี้ไปขึ้นมา มันดูง่ายเกินไป และถ้าไปก็เหมือนจะต้องไปซ้ำรอยชาวบ้าน ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจว่า เราจะไปที่ๆ ไม่คิดว่า มีคนมา มันต้องโหดพอๆ กัน มีเส้นทางหลากหลาย ผมนึกถึงผาตัด เพชรบูรณ์ขึ้นมาทันที  ในตอนนั้น

ผาตัดเป็นเส้นทางออฟโรดท้องถิ่น โดยจุดเด่นของผ่าตัด คือมีเนินสูงชัน 3 เนิน ด้วยกัน สภาพเส้นทางเป็นทางป่าของจริง โดยตัดผ่านป่าชุมชนบ้านเข็กน้อย ไปสู่ยอดเขาเบื้องหลัง วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จุดนี้เป็นทางโหดหินเอาการ ถ้าหน้าฝน สภาพทางเป็นดินจะเปลี่ยนเป็นโคลน รถกระบะขับสี่ธรรมดายาง  H/T  เรียกว่าแทบไม่มีทางที่จะมาได้เลย ต้องใช้ยางลุยโคลน หรือ อย่างน้อย  AT

โชคดี นี่เป็นหน้าร้อน สภาพเส้นทางจึงเป็นร้อนๆ แล้งๆ มีฝุ่นทรายประปราย และด้านในมีสภาพน้ำขังบ้าง แต่ไม่เป็นโคลนดินหนังหมู

ช่วงแรกของเส้นทางเรียกว่าง่ายเขี้ยวขนม ด้วยมีการทำทาง เนื่องจากข้างในมีการทำไร่ของชาวบ้าน บางช่วงมีการทำถนนคอนกรีต เพื่อให้เดินทางสะดวก โดยเฉพาะหน้าฝน เส้นทางนี้สวยงามวิ่งไปตามเนินเขา ขับสองยกสูงมาได้สบาย จนกระทั่ง 6 กิโลเมตร สุดท้ายเป็นบทพิสูจน์ของจริง

ตามรายละเอียดข้อมูลทางเทคนิค   Isuzu D-max V-Cross   มีความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 240 มม. มีมุมไต่ 27.4 องศา สำหรับรุ่น ZP   และ   M   เนื่องจากติดตั้งชุดแต่งพิเศษเข้ามา ถ้าไม่มีชุดแต่ง สามารถไต่ได้ถึง 30.5 องศา ตัวรถทุกรุ่นมีมุมจาก 24.2 องศา และลุยน้ำได้สูง 800 มม. เทียบเท่ารถหลายรุ่นในระยะหลังๆมานี้

เรามาถึงช่วงเวลาต้องออฟโรด การลุยใน   V-Cross  ไม่ได้พิสดารอะไร  มันมีเพียงระบบ  Terrain Command  สวิทช์ไฟฟ้า บิดเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากขับเคลื่อน 2 ล้อ มา 4 ล้อ โดยตำแหน่งขับเคลื่อน 4 ล้อ เลือกได้ทั้ง ขับ 4 ความเร็วสูง  4  H  เหมาะกับการขับโดยใช้ความเร็ว เช่นทางลูกรัง ทราย หญ้า ใช้ความเร็วสูงนิด

ถ้าต้องไต่ลุยทางโคลน ดินแฉะ หรือต้องไต่หิน ควรใช้  4 L มีอัตราทดเกียร์ 2.48 ทำให้มีกำลังขับเพิ่มขึ้น เมื่อต้องรีดแรงบิดออกมาลุย

ในด่านแรก ผมลองบิดขับเคลื่อน  4H   ไต่เนินแรก (ที่จริงควรใช้ 4L) กำลังเครื่องยนต์จัดว่าเหลือเฟือ ถึงแรงบิดจะไม่มหาศาล นักก็จัดว่าพอล่ะ สำหรับการจะฝ่าอุปสรรคไปได้ ในช่วงขึ้นเนินเรามี  จังหวะล้อลอยบ้างเล็กๆ รถพิกัด2 ตัน เศษ ให้ความหวั่นใจบ้าง ด้วยข้างๆ เป็นผา หากก็ใช่ปัญหาว่าจะลุยไม่ได้

ผ่านเนินแรกไปได้ เข้าสู่ทางป่า เส้นทางเป็นรูปแบบดินชื้น เข้าใจว่า มาจากน้ำค้างตามธรรมชาติ ระหว่างทางมีบางจุดน้ำท่วมขังเป็นแห่งๆ บ้าง ไม่ได้มีปัญหา กับเรื่องว่าต้องลุยน้ำ สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด คือการเป็นแอ่งโคลนข้างใต้ ผมลงสำรวจเพื่อความแน่ใจ แล้วขับผ่านไปอย่างไร้ปัญหา

ที่น่าสังเกต ระหว่างทางไม่มีการได้ยินเสียรูด ครูด ไม่ว่าหิน หรืออะไร ไม่แม้แต่กับชายบันไดข้าง  นั่นเป็นข้อดีหนึ่งทีสังเกตได้

กลับมาเรื่องลุยกำลังเครื่องแรงบิดขนาดนี้เรียกว่าเหลือเฟือบนเส้นทางสมบุกสมบัน อันโหดหิน  ถึงจะไม่แรงที่สุดก็ตามที ขนาดตัวรถขับทางในป่า ก็ไม่ได้กว้างจนเทอะทะไปนัก เรามาถึงช่วงเนินสุดท้าย เป็น 2 เนิน ติดๆ กัน ต้องใช้แรงบิด ส่งรถขึ้นไปเรื่อยๆ ความสูงของมัน เรียกว่าเอาการ ถ้ามาหน้าฝน ไม่ใส่ยางลุยโคลน ไม่น่าจะไปถึง

ในที่สุด หลังจาก 6 กิโลเมตรอันยาวนาน เรามาถึงผาตัด แบบไร้รอยขีดข่วนใดๆ และไม่มีอะไรเสียหาย …

 

หยุดพักชมธรรมชาติ บรรยากาศที่นี่สักครู่ใหญ่ ผมขับกลับลงมาแล้วมุ่งไปที่ทุ่งแสลงหลวงต่อในทันที … เพื่อพิสูจน์บทต่อไป

ทุ่งแสลงหลวงใครที่เคยมาคงจะรู้ว่าที่นี่เป็นป่าสน ทุ่งหญ้าสะวันหน้าเมืองไทย ตามที่เขาบอกกล่าวเล่าเรื่อง สำหรับผม ที่นี่ยังเป็นเส้นทางออฟโรด ที่สำคัญ สำหรับการขับแบบใช้ความเร็วหน่อย หรือในโหมด 4H

เส้นทาง เป็นการเข้า-ออกทางเดียว วันที่เรา อากาศค่อนข้างร้อนสักนิด ทางเลยเป็นหินและทรายเสียบส่วนใหญ่ เราบุกตะลุยเข้าไปตามเส้นทาง การขึ้นเนินง่ายดาย ไม่มีปัญหา

ระบบกันสะเทือนเมื่อต้องขับทางลุยจะกระเด้งรู้สึกกระด้างบ้าง นั่งไม่สบายเท่าขับบนถนน คนนั่งอาจมีบ่น สำหรับคนขับรู้สึกว่ามั่นใจตอบโจทย์ได้ดี การควบคุมรถก็ง่าย เบรกก็เอาอยู่สบายๆ เวลาลื่นไถลในบางจังหวะแก้ไขได้ง่าย พวงมาลัยให้ความมั่นใจต่อการควบคุมทุกจังหวะ

สำหรับผม มันสอบผ่านในเรื่องการลุยอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่ขับบุมบ่ามห้าวเป้ง .. ผมว่าเจ้านี่น่าจะไปได้ทุกทาง และทางที่ดีถ้าจะลุยกันบ่อยๆ ใส่ยาง  A/T   ติดตัวไว้ก็ช่วยได้เวลาต้องฝ่าอุปสรรคอย่างทางโคลน

สรุป  Isuzu  D-Max V Cross 4X4  …. พลิกโฉมเหนือความคาดหมาย

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในยุคนี้ คือการที่ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ตื่นจากหลับใหล ขยับปรับตัวทันสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงของ   Isuzu   ถือว่าชัดเจนมากว่า ต่อจากนี้พวกเขาจะมุ่งเป้าสู่คนรุ่นใหม่

หลังจากจับ Isuzu D-Max V-Cross มาตลอดหลายวัน มันกลายเป็นรถที่ผมประทับใจ แอบหลงรักไปโดยไม่รู้ตัว เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร อาจแค่พัฒนาใหม่ก็จริง แต่เร่งแรงเร้าใจสุด กดเกิน 40%   ของคันเร่ง ก็พร้อมจะพุ่งทะยาน จากที่จับอาการเครื่อง ผมรู้สึกว่า ศักยภาพเครื่องยนต์ตัวนี้สามารถปั้นออกมาได้อีก ถ้าคุณอยากจะไปเล่นแร่แปรธาตุกับมัน ผมว่าน่าจะทำได้สบายมาก เผลอๆ จะได้ม้าเพิ่มอีกเป็นกระบุง

Isuzu D-max V-Cross 4x4 test Drive

แต่ถ้าคุณจะถามผมว่า อัตราเร่งรถคันนี้เป็นอย่างไร จากการทดสอบ 0-100 ก.ม./ช.ม. ผมทำได้โดยเฉลี่ย 12.0 วินาที ปัญหาของมันกลับอยู่ที่ชุดยางติดรถ รับแรงบิดขับลงพื้นไม่หมด โดยเฉพาะถ้าคุณบี้คันเร่งเต็ม 100%   ออกตัวแรงๆ จะพบว่าจะมีอาการเอียดอ้าดลื่นไถลอยู่บ้าง นั่นหมายความว่า ยาง 265  อาจเล็กไป (แต่ก็สภาพยางของรถที่เราใช้ก็เรียกว่าใกล้ต้องถึงเวลาเปลี่ยนยางแล้ว)

ผมเข้าใจ ที่ไม่ให้ยางใหญ่กว่านี้ เนื่องมาจาก ราคายางจะสูงเกินไป ยางขนาดนี้ ราคากำลังดีไม่แรงจนลูกค้ากระเป๋าฉีก จากที่ลองจับเวลาหลายครั้ง ถ้าจังหวะไหนไม่ลื่น อัตราเรง่ 0-100 ก.ม./ชม. จะเหลือเพียง 11.0 วินาที เท่านั้น

ในส่วนของอัตราเร่ง 80-120 ก.ม./ช.ม. ทำเวลาได้ ใน 8.0 วินาที และความเร็วสูงสุดรถคันนี้อยุ่ที่ 183 ก.ม./ช.ม.  ไม่ได้ย่อหย่อนกว่าคู่แข่ง ที่ล็อคเอาไว้ที่ 185 ก.ม./ช.ม. เสียส่วนใหญ่

ส่วนช่วงล่างและพวงมาลัลย ก็เซทออกมาอย่างลงตัว พวงมาลัย Isuzu  D-max ไม่ใช่ไฟฟ้า แต่มีน้ำหนักกำลังดี ไม่เบาโหวงเกินไป เวลาขับด้วยความเร็ว ทิศทางคัดคมดั่งใจ ช่วงล่างเซทมาในสไตล์รถสปอร์ต ตอบการขับขี่อย่างลงตัว แน่นหนึบลงตัว  ยังติดปลายนวมเรื่องความนิ่มนวลบ้าง ขณะเดินทาง

Isuzu D-max V-Cross 4x4 test Drive

ถ้าต้องขับเร็วช่วงล่างก็ให้ความมั่นใจ ดีพอคุณจะฟัดวัดโค้งได้ ไม่ต้องเบรกตัวโก่ง แล้วเข้าโค้งแบบนิ่มๆ  อย่างในอดีตที่ผ่านมา หลังจากใช้ความเร็ว มันพิสูจน์กับผมแล้วว่าเอาอยู่ วางใจได้ ส่วนในทางออฟโรด อาจจะกระโดกกระเดกบ้างตามสไตล์ช่วงล่างแข็ง แต่ถ้าต้องลุยด้วยความเร็วสูงก็มั่นใจดี ในความรู้สึกผม

อย่างไรก็ดี การเลือกต่อลมหายใจ เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ต้องยอมรับว่า ศักยภาพเครื่องตัวนี้มีเหลือเฟือเพียง ต้องแลกกับการซดน้ำมันสักนิด ถ้าใช้ความเร็ว ถามผมการขับเร็ว 130-140 ก.ม./ช.ม. ตลอดทาง กินน้ำมัน 10.79 ก.ม./ลิตร ถือว่ารับได้ ไม่ได้ซดเกินไป แถมกำลังเครื่อง เรียกเมื่อไรก็มาไม่อิดออดนี่สิ  ทำให้ผมรู้สึกกลับมารักเครื่องยนต์ใหญ่ คุณไม่ต้องเค้นกำลังมาก หรือใช้เกียร์อัตราทดเยอะเกิน เพื่อทำให้รถขับดี ขอแค่เครื่องยนต์สมรรถนะเร้าใจเด่น ๆ แค่นั้นพอ

ในส่วนของศักยภาพการลุยเรียกว่า ทำได้ดีในระดับดีเยี่ยม เป็นรถที่เรารู้สึกว่าแฮปปี้ ที่ได้เอามันมาลองลุย ในเส้นทางท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ขอเพียงใจถึงก็ไปถึงได้สบายมากไม่มีปัญหา

เอาตามตรงขอพูดจากใจจริง รถคันนี้ทำให้ผมนึกถึง  Ford Ranger โฉม T6  ตัวแรก (เครื่อง 3.2 ลิตร 5 สูบ) รถกระบะที่ไม่ได้มีของเล่นทันสมัยอย่างระบบพวงมาลัยไฟฟ้าหรืออะไรมากมาย แต่ขับดี ขับมั่นใจ ศักยภาพเต็มเปี่ยม บู้ได้ทั้งบนถนน และในทางฝุ่น

มันยกระดับศักยภาพกระบะ   Isuzu   เดิมไปสู่ ขั้นใหม่ ผมเองที่เคยปรารภว่าไม่มองกระบะค่ายนี้ วันนี้หลังจากขับผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันมากว่า พันกิโลเมตร ยังต้องคิดใหม่

งานออกแบบใหม่ที่ลงตัวโดนใจ เด็ดดวงด้วยสีเจ็บๆ เช่น สีส้ม และสีน้ำเงิน , สมรรถนะเครื่องยนต์ และช่วงล่างที่ลงตัว แม้จะไม่เอาของทันสมัยเข้ามา ยังทำได้ขนาดนี้ เรียกว่า ก้าวขึ้นมาจนยืนค้ำหัวเด็กแสบประจำซอย ที่เคยดูดลูกค้าไป

ที่สำคัญที่สุดครับ   Isuzu   ขึ้นชื่อลือชาอยู่แล้วเรื่องความทนทาน การบริการหลังการขายก็หายห่วง ส่วนตัวไม่เคยได้ยินว่ารถ   Isuzu   มีปัญหามาก่อน ยิ่งทำให้มันน่าซื้อ จับจองเป็นเจ้าของ

Isuzu D-max V-Cross 4x4 test Drive

ชมมาก็เยอะมาพูดถึงเรื่องที่เป็นข้อด้อยบ้างแล้วกัน แน่นอน เรื่องระบบความปลอดภัย  Active Safety ยังไม่เยอะเมื่อเทียบกับแบรนด์มวยรองที่ให้ลูกเล่นมาเต็มกระบุง มันยังมีแค่ ระบบเตือนจุดบอดมุมอับสายตา และ เตือนมุมอับสายตา ขณะถอยหลัง  Rear Cross Traffic Alert   เท่านั้น  ซึ่งถ้าเทียบกับเจ้าตลาดอีกค่าย ถือว่ายังดีกว่ามาก

นอกจากนี้ จากการใช้งานตลอดทริป มีรายละเอียดเล็กน้อยที่ดูเหมือนจะตกหล่น หรือใช้งานแล้วไม่  Make Sense   บ้างนิดหน่อย เช่น

  • ผมหาระยะทางคงเหลือที่สามารถขับได้ไม่เจอ (เข้าใจว่าอาจจะต้องตั้งค่าหรือเปล่า)
  • ระหว่างการขับขี่เดินทางไกล สมมุติ เราขับมาจอดไฟแดงระหว่างทางตั้ง   Cruise Control  ขับมาตามปกติ พอเราจอดไฟแดง แล้วระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวทำงาน  ปรากฏว่า พอออกตัว กด  Reset   ระบบตั้งความเร็วอัตโนมัติ กลายเป็น จำไม่ได้ ว่า เคยใช้ความเร็วเท่าไร ต้องมานั่งเซทใหม่ทุกไฟแดง
  • ระบบไฟออโต้ ไม่ทำงาน เวลาฝนตก … ทั้งที่ฟ้าฝนเทลงมา จนมองไม่เห็นทาง
  • หรือเวลาเปิดประตูหยิบของ เสียงเตือนกุญแจ จะทำงานทุกครั้งที่ปิดประตู จนบางครั้งแอบเกรงใจเพื่อนบ้าน ถ้าต้องเดินมาหยิบของตอนกลางคืน นี่ถ้าหาของไม่เจอ เปิด 4 บาน ก็ ติ้ด 4 ที เลย

3-4 เรื่อง ที่พูดมานี้เป็นเรื่องเล็กน้อยแอบสร้างความรำคาญใจในการใช้งานอยู่บ้าง หากก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ มีประเด็นเกี่ยวกับสมรรถนะรถในภาพรวมแต่อย่างใด

ขณะที่ผมกำลังขับ อีซูซุ ดีแม็ก วี ครอส  ไปคืนค่ายตรีเพชร ผมรู้สึกว่านี่คือหนึ่งในรถที่ลงตัวคันหนึ่งในเรื่องการเป็นกระบะลุย แล้วตั้งคำถามว่า เราต้องการรถทันสมัยเพียงไหน ถ้าศักยภาพรถจากเทคโนโลยีที่เหมือนล้าหลังกลับทำได้ถึงขนาดนี้ แถมซ่อมบำรุงง่าย ค่าใช้จ่ายก็ย่อมถูกกว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ มันทำให้ผมนึกถึงคำว่า  “Defy Convention”   จาก ค่ายรถพันธมิตรหน้าใหม่ของอีซูซุ ที่สื่อถึง “การทำสิ่งที่เราใช้เดิมให้ดีขึ้นกว่าที่เราเคยใช้ โดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีใหม่ให้วุ่นวายใจ”

อีซูซุได้ตอบตลาดในแบบที่พวกเขาทำ ถึงจะดูแล้วรู้สึกทำไมไม่ให้อะไรที่สดใหม่ โดดเด่นออกมาเลย ในทางกลับ ก็ต้องยอมรับว่า การบำรุงรักษาง่าย เทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องแพง ทั้งหมดยังใช้งานได้ดี และเทียบเท่ารถสมัยใหม่หลายรุ่น … คล้ายกับเปิดตู้เสื้อผ้า แล้ว นำเอาเสื้อกางเกงเดิม มา Mix and Match   ใหม่ บางครั้งดูโก้เก๋ขึ้น ทำในสิ่งที่ไม่เคยคิด มาก่อน

ผมกลับรู้สึกว่า นี่แหละ คือรถที่ตอบโจทย์จริงๆ ต่อการใช้งาน มันอาจไม่ได้หรูหรา ล้ำสมัย หรือมีเครื่องยนต์โดดเด่นที่สุดในเรื่องสมรรถนะ หากก็ดีพอต่อการใช้งานอย่างลงตัวในทุกเส้นทาง

ยิ่งวันนี้ความกล้าฉีกการออกแบบเดิมๆ แล้วปรับสมรรถนะใหม่ให้เข้าที ดูเข้าท่าลงตัวมากขึ้น …จนต้องยอมรับว่า   Isuzu   ซื้อใจผมสำเร็จ …  

 

ข้อมูลทางเทคนิคจาก  Isuzu 

Isuzu D-max V-Cross 3.0 M Ddi  ราคาขาย 1,157,000 บาท

 

 

Comments

comments