Full Review : 2020 Mazda 3  หรู สปอร์ต.. ได้ใจสมรรถนะ

ในบรรดารถยนต์คอมแพ็คคาร์ที่ออกมาสร้างความตื่นเต้นเมื่อปีที่ผ่านมา   Mazda 3 ใหม่ จัดเป็นรถที่คนให้ความสนใจมันพอสมควร ด้วยงานออกแบบใหม่ที่มีความลงตัว ก้าวล้ำกว่าเพื่อนชาวญี่ปุ่น จนสะกดสายตาทุกครั้งที่เห็นมันบนถนน

ยอดขาย มาสด้า 3 ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เปิดตัววางจำหน่าย ถือว่าดีไม่น้อย เราเห็นรถจำนวนมากบนถนน ตลอดจนกระแสความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ามาสด้าจะยังคงยึดแนวทางสร้างความสปอร์ตให้สุขสันต์ในรถที่ใครก็เอื้อมถึงได้ และการเดินเกมงานออกแบบง วดนี้เรียกว่าจับใจเรา จนไม่ว่าใครก็ต้องเหลียวมองรถรุ่นนี้สักครั้ง

Full Review : 2020 Mazda 3

มาสด้า 3 ใหม่ เปิดตัวด้วย 2 ตัวถัง พร้อมกันเหมือนเดิม หนึ่ง คือ รุ่นซีดาน ออกมาตอบโจทย์ในสไตล์คนชอบความหรูหรา อีกด้านทรวดทรง 5 ประตู งวดนี้ถูกเรียกว่า “ฟาสแบ็ค” ด้วยความตั้งใจวาดทรงกึ่งท้ายลาดกวาดลงมาตั้งแต่ เสา C  รุ่นนี้สะดุดตาหลายคนเมื่อขับบนถนน ด้วยความกล้าในการทำ  เสา C ขนาดใหญ่ปิดทึบ จนหลายคนรู้สึกไม่ชินตา อันที่จริง มันมาจากแนวคิดต้นแบบ  Mazda Kai Concept ที่เคยออกมาโชว์ตัวเมื่อปี 2017

ที่ผ่านมามาสด้า ยอมรับว่า พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับรูปแบบตัวถังที่มีความแตกต่างกันนัก ในแง่ของการออกแบบและการขับขี่ มางวดนี้ทางมาสด้า มองว่าถึงเวลาเสียทีจะต้องทำให้รถมันดูต่างกันมากขึ้น และอย่างที่คุณเห็นมันสะท้อนออกมาเป็นภาพหรูหรา สำหรับรุ่นซีดาน และสปอร์ตพร้อมซิ่งในรุ่นแฮทช์แบ็คนั่นเอง

Mazda Kai Concept Tokyo Motor Show 2020

Mazda Kai Concept Tokyo Motor Show 2020

Mazda Kai Concept Tokyo Motor Show 2020

แนวความคิดของมาสด้า กับรถมาสด้า 3 ใหม่ ให้ความสำคัญกับการพัฒนา 2 เรื่องสำคัญ คือ

  1. งานออกแบบตัวรถที่มีปัจเจก
  2. การให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ในการพัฒนารถให้เหมาะสม

เมื่อแยกย่อยไปในรายละเอียดแล้ว มาสด้ากลับ แอบซ่อนสิ่งต่างมากมายในมาสด้า 3 จนคุณอาจคิดไม่ถึงว่า ค่ายเมืองฮิโรชิม่า จะแอบซ่อนการพัฒนารถไว้มากเท่านี้มาก่อน จนเป็นเหตุผลให้รีวิวนี้ ทั้งยาวที่สุด และมีรายละเอียดมากที่สุด จนผู้เขียนยังต้องซัดพาราเซตามอลไปหลายเม็ด

 

งานออกแบบ

ไม่ว่าอะไรที่สะกดคุณให้ชอบมาสด้า 3 หรืออย่างน้อยที่สุดต้องตบเท้าเข้าโชว์รูม ผมมั่นใจว่าหนึ่งนั้นคืองานออกแบบ ไม่ว่าคุณจะมอง ซีดาน สวยสง่า หรือชอบทรงฟาสแบ็คที่ดูเท่ห์จับใจถูกใจใครหลายคน ไม่แปลกเลยที่มาสด้า 3 จะเป็นที่ชื่นชอบ จนถึงขั้นรับรางวัล   World car Design of the year 2020

ทีมออกแบบมาสด้า เผยความลับว่า พวกเขาต้องการให้รถ ทั้ง 2 ตัวถัง ออกมาจับใจต่างกัน ซีดาน จะออกมาในทาง โฉบเฉี่ยวหรูหรา สง่างาม ขณะที่ในมุมของฟาสแบ็ค จะตอบทาง สปอร์ต หนักแน่น เร้าใจ

2020 Mazda 3 Fastback

2020 Mazda 3 Fastback

 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ แนวความคิดใหม่ในการออกแบบรถ หลังทีมออกแบบมาสด้าศึกษาศาสตร์งานศิลป์ญี่ปุ่น จนเข้าถึงกึ๋น พวกเขาเข้าใจแล้วว่า ศิลปะญี่ปุ่น มีแนวคิดเรื่องของแสงเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงยังทำอะไรเรียบง่ายแต่ออกมาดี จนมาสด้าเรียกแนวคิดดังกล่าวว่า Less is More / เรียบง่ายแต่งดงาม  จนนำไปสู่การพัฒนาเส้นสายงานออกแบบ   Kodo Design  การเคลื่อนไหวที่เป็นหนึ่งเดียว ให้สอดผสานกับการเล่นแสงและเงา ไปด้วยในคราวเดียว ให้รายละเอียดที่แตกต่างในงานออกแบบ สะกดทุกสายตา

งานออกแบบเริ่มจากการเปลี่ยนกระจังหน้าให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มาพร้อมโคมไฟหน้า โฉบเฉี่ยวปราดเปรียว ในโคมมีไฟ  Day Time Running Light  โดนัท ติดตัวมาให้ด้วย  กระจังหน้าให้รายละเอียดสีดำ เก็บขอบด้วยซิกเนเจอร์วิ่ง บ่งบอกความเป็นมาสด้า

จุดต่างระหว่างรุ่นซีดาน กับ ฟาสแบ็คทางด้านหน้า คือ ตัวกระจังหน้าที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ฟาสแบ็ค จะออกแบบมาเป็นตาข่าย รับเข้ากับ ซิกเนเจอร์วิงสีสีเมทัลลิกเข้ม กลับกันฝั่งซีดาน จะได้ซิกเนเจอร์วิงโครเมี่ยม ให้ความรู้สึกหรูหราต่างกัน

2020 Mazda 3 Sedan

2020 Mazda 3 Sedan

ช่วงฝากระโปรงออกแบบให้มีเส้นสายคมสัน เกาะแนวจากด้านหน้าไปยังเสา  A   ด้านข้างตัวรถ ออกแบบให้มีความมลเรียบง่ายไม่มีคมสันใดๆ แต่ในรายละเอียดด้านข้างที่เรียง่ายนี้กลับให้ความใส่ใจในการออกแบบให้มีความโค้ง ให้มุมตกกระทบแสงสีวาดเป็นลวดลายธรรมชาติ เมื่อผ่านสายตาคนรอบข้าง

เฉกเช่นเคย รุ่นซีดานมีขนาดยาวกว่า ตัว 5 ประตูสักหน่อย งวดนี้ยาวกว่าเดิม 200 มม. (รุ่นเดิมยาวกว่าเพียง 110มม.) รวมถึงมิติตัวถังความสูงต่างกัน 5 มม. เพื่อให้ได้สัดส่วนที่สมควรจะเป็น

แบบ 5 ประตู แบบ 4 ประตู
All-New MAZDA3 MAZDA3 รุ่นก่อน All-New MAZDA3 MAZDA3 รุ่นก่อน
ความยาวรวม มม. 4,460 4,470 4,660 4,580
ความกว้างรวม มม. 1,795 1,795 1,795 1,795
ความสูงรวม มม. 1,435 1,465
รวมเสาอากาศครีบฉลาม
1,440 1,450
รวมเสาอากาศครีบฉลาม
ระยะฐานล้อ มม. 2,725 2,700 2,725 2,700
ความกว้างช่วงล้อ (หน้า/หลัง) มม. 1,570/1,580 1,555/1,560 1,570/1,580 1,555/1,560
ระยะต่ำสุดจากพื้น
(พร้อมคนขับ 75 กก.)
มม. 135 155 135 155

 

ทางด้านข้าง มาสด้าไม่เน้นการออกแบบรถให้มีคมสันใดๆ เหมือนเพื่อนชาวญี่ปุ่น ประตูดูเหมือนเกลาขึ้นอย่างง่ายๆ  ก็จริง หากมีความโค้งเว้าเป็นรายละเอียดแฝงด้านใน จะเห็นเมื่อแสงและเงาตกกระทบกับตัวรถ เหมือนผืนผ้าที่พริ้วไหว ซึ่งก็น่ากังวลนะ ถ้าต้องการซ่อมสีตัวถั งหรือ กระทั้ง รอยหินดีด หรือ  บุบเล็กๆ จะเห็นได้ในทันที

2020 Mazda 3 Fastback

ด้านหลัง มาสด้าให้งานออกแบบสะท้อนตัวตนในรถแต่ละรุ่นออกมาอย่างเด่นชัด ตัวซีดานให้ความรู้สึกหรูหรากว่า ด้วยคมสันจากช่วงประตูหลัง เดินเส้นไหลมายังฝาท้ายกระโปรงหลัง ตัวฝาท้ายเองออกแบบให้มีคมสันเส้นเดียวช่วงไฟท้าย  รับเข้ากัน มองในหลายมุมฝาท้าย จะเห็นว่ามีการออกแบบช่วงบนให้ยาวกว่าช่วงล่าง นั่นเพื่อลดลมหมุนด้วยส่วนหนึ่ง

เหลียวไปมองตัวฟาสแบ็ค คนละเรื่อง ช่วงเสา   C  ของมันออกแบบให้มีความหนาดูแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง ด้านท้ายมีการวางเส้นให้ลาดเทไปด้านหลัง บั้นท้ายดูกลมกลึงเกลี้ยงเกลา ไม่มีเส้นคมสัน

นักออกแบบมาสด้า เผยว่า ส่วนที่ยากที่ที่สุด ของงานออกแบบมาสด้า คือ ฝาท้ายตัวฟาสแบ็ค ซึ่งมีความบางมาก เนื่องจากต้องใส่รายละเอียดตัวไฟท้ายเข้าไป มันบางมากจนเทียบเท่ากับจอโน๊ตบีคที่เราใช้กันในปัจจุบัน

2020 Mazda 3 Fastback

หลายคนคิดว่าทั้ง ซีดานและฟาสแบ็ค ใช้ไฟท้ายเดียวกัน แต่เปล่าเลย ตัวซีดาน ไฟท้ายจะมีส่วนเส้นตรงมากกว่า ขณะที่ฟาสแบ็ค จะให้ไฟท้ายด้านน้องมีทรงโค้งรัดรูปกับกันชนหลัง สิ่งเดียวที่เหมือนกัน คือ ไฟท้ายทรงโดนัท 4 วง พร้อมท่อไอเสียคู่

กันชนท้ายหลัง ฟาสแบ็ค จะมีรายละเอียดความสปอร์ต มีพื้นที่สีดำเงา ช่วงชายล่าง กลับกัน ซีดานจะเป็นรายละเอียดสีตัวถังรถทั้งชิ้น ไม่ได้เล่นสีอะไรให้ความเรียบง่ายแบบรถหรู

บางคนแอบแซว งานออกแบบมาสด้า ดูคล้ายค่ายอิตาลี่ ถึงแมว่าจะเป็นเรื่องจริงที่ยกาจะปฏิเสธ ทว่าก็ออกมาดูดีในแบบฉบับญี่ปุ่นเหมือนกัน

……

เปิดประตูมองห้องโดยสาร … อันที่จริง ผมอยากบอกท่านผู้อ่านครับว่า ผมเอาตัวซีดานมาขับก่อน นั่นเพราะคนไทยเราคุ้นกับรถ 4 ประตู มากกว่า 5 ประตู แถมที่ผ่านมา มาสด้าขายรถ 5 ประตู ดีอยู่แล้ว มีแฟนบอย ทั่วสารทิศ

ก่อนเปิดตัวมาสด้าไม่เคยเผยรุ่น 4 ประตู ให้เราชม จนกระทั่งเปิดเปรี้ยงออกมาให้เราได้เห็นพร้อมขายในต่างประเทศ ภาพแรกที่เห็น จับใจใครหลายคน ที่กำลังมองหาความแตกต่างไปในทางหรูหรา ซึ่งค่ายญี่ปุ่นรายอื่นยังไม่มี

ความแตกต่างจากภายนอก พอเข้าในห้องโดยสาร ทั้งคู่เหมือนกัน จนแทบไม่มีอะไรแตกต่างออกไป แนวความคิดงานออกแบบ เรียบง่ายแต่งดงาม ยังถูกนำมาใช้กับภายในห้องโดยสาร แฝงไว้ด้วยฟังชั่นการใช้งานอย่างครบครัน จนบางครั้ง บางคนอาจไม่รู้สึกสะดุดตามันเท่าไร

2020 Mazda 3 Fastback

ใครที่เคยไปดูมาสด้า 3 ตัวจริง อาจจะรู้สึกนะว่า ทำไม รถดูเหมือนไม่มีลูกเล่นอะไร นั่นไม่แปลกที่งานออกแบบจะซ่อนสิ่งละอันพันน้อยไว้ใต้พื้นที่งานศิลป์ เมื่อเข้ามานั่งในตัวรถ สิ่งแรกที่สัมผัสรู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงทันทีคงไม่พ้นเบาะนั่ง

หลายปีที่ผ่านมา มาสด้าให้ความสำคัญกับการศึกษาสรีระศาสตร์ของมนุษย์อย่างมาก ถึงขั้น จับเอามนุษย์มาถ่ายภาพการเดิน แล้วค้นหาว่า ธรรมชาติการเดินเของคนเราป็นอย่างไร

ทีมงานวิจัยมาสด้า ค้นพบว่า เวลาเราเดินกระดูกสันหลังจะวางเป็นรูปตัว   S  ช่วงก้นกบ และช่วงกระดูกเชิงกราน จะขยับตัวน้อย ให้ความมั่นคง ทำให้กะโหลกศีรษะเราไม่เคลื่อนไหวมากจนเวียนหัว

หลักการเดียวกัน ถูกนำมาใช้ในงานออกแบบเบาะนั่งใหม่ของมาสด้า 3 ตัวเบาะออกแบบให้มีความกระชับ ลดการขยับตัวของกระดูกเชิงกราน เวลานั่ง ตัวพนักเบาะสามารถปรับดันหลัง ให้กระดูกสันหลังเราอยู่ในทรง  S Shape รู้สึกมั่นคงเวลาขับขี่ ปีกเบาะออกแบบมาโอบเล็กน้อย  ให้ความกระชับและยังสบายตัว ไม่รู้สึกเมื่อย เมื่อต้องนั่งนานๆ

เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบมาให้ปรับไฟฟ้า มองตรงกลางคุณจะพบเรือนไมล์ที่มาพร้อมหน้าจอ  TFT  ขนาด 7 นิ้ว มันวางไว้ในวงกลมตรงกลาง สามารถเปลี่ยนได้ ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นจอ สำหรับระบบความปลอดภัย หรือให้มันเป็นเรือนไมล์บอกความเร็วก็ได้

ผมงงกับความคิดมาสด้าบนเรือนไมล์นิดหน่อย คือ หน้าจอ จะแสดงผล มาตรวัดน้ำมันพร้อมระยะทางคงเหลือมาด้วยเสมอ ในชุดจอดิจจิตอล ทั้งที่คุณก็มีมาตรวัดน้ำมันมาแล้วในฝั่งขวามือ ทำไม ต้องให้มาซ้ำซ้อนกัน ตรงนี้เองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน

วงพวงมาลัย 3 ก้าน ออกแบบมาใหญ่กว่ารุ่นเดิมนิดหน่อย ตัวพวงมาลัย สามารถปรับตั้งได้มากขึ้น ระดับสามารถปรับขึ้นลงได้ 70 มม. และยืดออกได้มากกว่าเดิม อีก 10 มม  ช่วยให้จัดท่านั่งได้ง่ายขึ้น พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และ Cruise Control

ข้างประตูเหลียวมองจังหวะกด สวิทช์กระจกข้างจัดวางไว้ตำแหน่งกำลังพอดีมือ กลับกันตรงลำโพงเป็นโครเมียมให้ความรู้สึกความหรูหรา มีศาสตร์แห่งงานศิลป์ เฉกเช่นมาสด้าหลายรุ่น ใช้แป้นคันเร่งแบบ Organ Type   ช่วยคุมคันเร่งง่ายขึ้นด้วย

มาตรงกลางหน้าจอเครื่องเสียงขนาด 8.8 นิ้ว  ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิม เป็นสไตล์สี่เหลี่ยมผืนผ้า กระเดียดมาทางรถยุโรป ขับกล่อมผ่านลำโพง  Bose   ในรุ่นท๊อปออพชั่นคุณภาพเสียงกระหึ่มสะใจ

ส่วนตรงคอนโซลกลาง ถัดลงมาเป็นระบบปรับอากาศ อิสระ แยกได้ซ้าย-ขวาไม่ต้องทะเลาะกัน  คอนโซลกลางดันคันเกียร์เลื่อนไปข้างหน้า ที่วางแก้วน้ำจัดวางไว้หน้าคันเกียร์ ต้องระวังถ้าใครใช้  Tumbler  ขนาดใหญ่ อาจจะมีปัญหาในการใช้งานบ้าง นิดหน่อย

ช่วงคันเกียร์ ก็มีปุ่มสวิทช์คุมเครื่องเสียงแบบหมุน คุณอาจจะนึกว่า มาสด้าให้คุณหมุนทำไม ทั้งที่กดจิ้มหน้าจอดูง่ายกว่าเปล่า แต่เวลาขับขี่ หลายครั้งจากที่ลองใช้มันง่ายกว่าจิ้มหน้าจอมากๆ รถยุโรปหลายยี่ห้อ ก็มีปุ่มคล้ายๆ กันนี้ นอกจากนี้มีโหมดสปอร์ต  เบรกมือไฟฟ้า ให้ติดปลายนวมมาด้วยสำหรับการขับขี่ในเมือง พร้อม  Brake Hold จะได้ไม่ต้องเมื่อยเท้าซ้าย

ทางด้านหน้าทั้ง 4 และ 5 ประตู มีรายละเอียดเหมือนกัน ไม่แตกต่าง ส่วนที่ต่างคือครึ่งท่อนหลังของตัวรถ พื้นที่โดยสารตอนหลัง ออกแบบมาตอบโจทย์ต่างกัน ตัวซีดานที่เรานำมาขับก่อน รู้สึกว่ามาสด้าพยายามทำให้เบาะนั่งมีความนุ่มนวลนั่งสบายกว่า ที่แน่ๆ ทางด้านจิตวิทยา คนนั่งจะรู้สึกว่าเขาผ่อนคล้ายกว่า เนื่องจากเสา C   ภายนอกและภายในไม่ทึบ มันดูโปร่งกว่าพอสมควร ตัวพื้นที่วางขาของผู้โดยสารตอนหลังของรุ่นซีดานมีจังหวะวางขาดีกว่ามาก คนตัวใหญ่อย่างผู้เขียน ยังสามารถนั่งได้สบาย

กลับกันตัวฟาสแบ็ค สัมผัสลงไปนั่งโดยสารตอนหลัง รู้สึกว่าท่านั่งจะชันหลังกว่าเล็กน้อย ก็ด้วยคงต้องการไม่ให้ขอบสายตาของผู้โดยสารหลังไปติดกับเสา  C   ใหญ่หนาเตอะ นั่นแหละ ท่านั่งเลยรู้สึกดูแอคทีฟ กว่านั่งไม่สบายเท่าในความรู้สึก และด้วยขนาดรถที่สั้นกว่า การจัดวางที่นั่งโดยสารตอนหลัง ผมรูสึกได้ทันทีว่าแคบกว่า เมื่อจัดเบาะนั่งผู้ขับขี่ตอนหน้าในท่าที่ผม ถนัดแล้วลองมานั่งหลัง พบว่า ท่านั่งการโดยสารตอนหลังฟาสแบ็คแคบกว่า แต่ดีกว่า ตรงความรู้สึกช่วง  Head Room ไม่แคบแนบหลังคา หรือกระจก เท่ากับตัวซีดาน

เรื่องออพชั่นโดยสารตอนหลัง ก็มีช่องแอร์ให้ผู้โดยสารตอนหลัง ส่วนตรงกลางให้พนักเท้าแขน มาให้เพิ่มความสบายในการโดยสาร

พื้นที่เก็บสัมภาระตอนหลัง มาสด้า 3 ซีดานมีพื้นที่มากกว่า กลับกันตัวฟาสแบ็ค มีพื้นที่ความสูงพอจะตั้งกระเป๋าเดินทาง 24 นิ้วได้สบาย ทั้งคู่สามารถปรับพับเบาะได้ในอัตรา 60/40 ตัวซีดาน ปุ่มถูกไปซ่อนยังห้องสัมภาระ ส่วนฟาสแบ็ค สามารถกดใช้งานได้ทันทีที่ตัวเบาะ พอพับลง ก็แน่นว่า ฟาสแบ็คได้เปรียบเรื่องการขนของชิ้นใหญ่มากกว่า

การวิศวกรรม …

ความตั้งใจของมาสด้า ในการพัฒนามาสด้า 3 ใหม่ คงเคยได้ยินวลีว่า  Car As Art   จากมาสด้ากันมาบ้าง แนวคิดนี้คิอการทำรถให้เป็นงานศิลป์ หากความสวยงามอย่างเดียวไม่สามารถจูงใจลูกค้าได้ มันต้องขับดีด้วย

การพัฒนาหลักๆ ของมาสด้า 3 ใหม่ อย่างแรก คือ  Mazda Sky Activ Vehicle Architecture เป็นความคิดที่มาจากการศึกษาท่าทางเดินมนุษย์ที่เรากล่าวไปตอนแรก ผลการศึกษา มาสด้า แตกออกมาเป็น 4 เรื่องสำคัญ คือ เบาะ (เราพูดไปแล้ว) โครงสร้างตัวรถ , โครงสร้างแชสซี และ ท้ายที่สุดยาง ที่ใช้ในการขับขี่ เพื่อให้รถมีสเถียรภาพในการขับขี่ และเป้นธรรมชาติมากที่สุด

ในแง่โครงสร้างตัวรถ เพื่อให้คนกับรถเป็นหนึ่งเดียวกัน มาสด้าพัฒนาโครงสร้างให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม บอดี้มีการออกแบบใหม่ เป็นวงแหวน  3 วง เพิ่มความทนทาน ไม่เพียงเท่านี้ ยังพัฒนาการใช้เหล็ก โดยร่วมกับ Nippon Steel & Sumitomo Metal Corporation และ JFE Steel Corporation  ทลายกำแพงเหล็กโครงสร้างที่นำม้ากับรถ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ได้ไม่เกิน 1,180 mpa แต่โครงสร้างในมาสด้า 3 ใหม่ ใช้เหล็กที่มีค่าสูงสุด 1,310 mpa แถมยังใช้เหล็ก ultra High Tensile 980  mpa  มากกว่า 30%  ในโครงสร้างใหม่ เปรียบเทียบกับรุ่นเดิมที่มีเหล็กเดียวกัน เพียง 3%  เท่านั้น

Mazda sky Activ Vehicle Architecture

ด้านเครื่องยนต์ แม้ว่าในแง่ของขนาดเครื่องยนต์ที่นำเสนอในไทย ไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยขุมพลัง   Mazda Sky Activ G 2.0 (น่าเสียดายที่   Sky Activ X   ยังไม่มา)  หากในทางวิศวกรรม ทีมวิศวกร มาสด้า 3 บอกกับผมว่า ชิ้นส่วนในเครื่องยนต์กว่า 80%  ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่หมด เพื่อทำให้มีประสิทธิภาพในการขับขี่ การตอบสนองที่ดีขึ้นกว่าเดิม

หัวใจสำคัญ มาสด้าได้เปลี่ยนหัวฉีดและปรับลดกำลังอัดของเครื่องยนต์ลง จากเดิม 14.0 /1 เหลือ 13.0/1 กำลังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 165 แรงม้า แรงบิดพุ่งขึ้นเป็น  213 นิวตันเมตร สูงสุดที่ 4,000 รอบต่อนาที ยังคงส่งกำลังด้วย   Mazda Sky Active Drive 6  สปีด และขับสนุกขึ้นในรุ่นท๊อป มีระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ด้วยแป้น   Paddle Shift

เรื่องแชสซี (Chasis) พัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ การเซทระบบกันสะเทือน และ การควบคุมการทรงตัว

ในประเด็นแรก ทางมาสด้า ได้ให้ความสำคัญกับ การจัดการ น้ำหนัก Unsprung Weight  ที่เกิดขึ้นในระหว่างขับขี่ เกิดขึ้นเมื่อช่วงล่างได้รับแรงสะท้อน กระแทกจากถนน

การรับแรงกระแทกของช่วงล่าง จะส่งถึงแชสซีเมื่อขับขี่ และทำให้เกิดแรงสะเทือนถึงห้องโดยสาร เพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว ช่วงล่างถูกออกแบบชุดอาร์มใหม่ จัดวางแนวเฉียงทำมุมกับพื้นถนนในทรง  V คว่ำ รวมถึงบุชชิ่งแบบพิเศษ ที่ทีมวิศวกรมาสด้า คิดค้นเอง เพื่อให้แรงสะเทือนถูกซับไว้มากที่สุด และเมื่อเกิดแรงกระแทกเข้าห้องโดยสารจะเป็นไปในจังหวะเดียว

ช่วงล่างหน้าเซทเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ส่วนทางด้านหลัง เป็นระบบทอร์ชั่นบีม หลายคนอาจกังขาว่าระบบทอร์ชั่นบีม ฟังดูด้อยประสิทธิภาพกว่าเมื่อขับขี่ เปรียบเทียบกับรถจากแบรนด์อื่น เก๋งคอมแพ็คให้ ระบบช่วงล่างแบบมัลติลิงค์มาแทบทุกรุ่นแล้วมาสด้า จะสู้ได้หรือ

นั่นโยงมาถึง ประเด็น ที่ 2 เรื่องการควบคุมการทรงตัว ในเรื่องนี้มาสด้าได้พัฒนาระบบควบคุมสมรรถนะะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง เวอร์ชั่นใหม่ ที่เรียกว่า  G Vectoring Control +  หรือ   GVC Plus

ระบบนี้เป็นการต่อยอดจากระบบ   G Vectoring Control  เดิม เพื่อช่วยควบคุมมากขึ้น โดยใช้เบรกช่วยควบคุมการขับขี่ในขณะเข้าโค้ง มีวัตถุประสงค์สำคัญ จัดการถ่ายน้ำหนัก เพื่อลดอาการโคลงตัวรถ และยังขับได้อย่างมั่นใจมากขึ้นไปพร้อมกัน

เมื่อหักพวกมาลัยเข้าโค้ง รถจะเบรกล้อคู่หน้าเพื่อให้ความมั่นใจ ในขณะอยู่ในโค้ง ล้อด้านนอกจะถูกเลียเบรกเพื่อให้น้ำหนักถ่ายไปยังด้านหลัง  และท้ายสุดล้อคู่หลังจะเบรกเพื่อสร้างสมดุลใน ระหว่างออกจากโค้ง

ไม่เพียงเท่านี้   GVC Plus   ยังทำงานได้ แม้ในเวลาขับทางตรง เพื่อลดการควบคุมพวงมาลัย ซึ่งจะทำให้เหนื่อยล้าในขณะขับขี่ ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องบังคับทิศทางพวงมาลัยบ่อยเพื่อทำให้รถวิ่งตรง สำหรับผู้โดยสารยังรูสึกถึงอาการโคลงตัวของรถน้อยลง แรงเหวี่ยงในโค้งน้อยลง และนั่งสบายขึ้น ส่วนคนขับก็สนุกสนานกับการเข้าโค้งด้วย

ทั้ง 2 อย่างที่เรากล่าวในเรื่องการพัฒนาแชสซี ทั้งการพัฒนาระบบกันสะเทือนและมีระบบควบคุมการขับขี่อย่า ง  GVC +  ทำให้มาสด้าสามารถตอบสนองการขับขี่ได้อย่างน่าประทับใจ

ส่วนเรื่องยาง มาสด้าตัดสินใจหันไปใช้ยางที่มีแก้มแข็งขึ้น เพื่อลกดการให้ตัวของขอบยางขณะเกิดแรงกระแทกระหว่างการขับขี่

 

Mazda 3 Sedan

ผมเริ่มจากตัวซีดานก่อน ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า ตอนไปขับทดสอบกลุ่มที่ภูเก็ต จับตัวฟาสแบ็คซัดยาวๆ ทั้งวัน จนเริ่มเข้าใจมันบ้างไม่มากก็น้อย ประกอบกับมาสด้าเก่งรถ 5 ประตู คำถาม คือ รุ่น 4 ประตูล่ะ จะเป็นอย่างไร

สตาร์ทเครื่องยนต์   Mazda 3   ซีดาน โบมืออำลา พี่โตผู้ดูแลรถมาสด้า สิ่งแรกที่ผม รู้สึกได้ทันที เครื่องยนต์เสียงเงียบลง พอสมควร คงด้วยการลดอัตรากำลังอัดในเครื่องยนต์ แต่ถ้าเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่น ก็ต้องบอกเพื่อนๆ ครับว่า มันยังดังอยู่ดี

ขนาดมิติตัวรถ รุ่นซีดาน มีความยาว  4,660 มม. กว้าง 1,795 มม. และสูงุ 1,440 มม. ระยะฐานล้อ 2,725 มม. และมีระยะต่ำสุดจากพื้นถึงท้องรถ 135 มม. น้ำหนักเปล่าตัวรถ 1,374 กก.

ผมไม่รอช้าจะออกไปโลดแล่นกับน้องเทามาสด้า 3 ซีดานคันเก่ง กวาดพวงมาลัยลงจากลานจอดรถทีละชั้น พวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า ช่วยให้น้ำหนักเบากำลังดีไม่หนักมือในความเร็วต่ำ ในที่แคบ คุณต้องการความแม่นยำ ในการคัดบังคับเลี้ยว ก็ทำได้ดั่งใจ

ออกถนนสุขุมวิทสู่โลกกว้าง จะไปไหนได้เย็นแล้วต้องรีบกลับบ้าน การจราจรในเมืองรถติดๆ เครื่อง 2.0 ลิตรอาจกินน้ำมันดุ ซดน้ำมันพร่ำเพรื่อ เลยติดตั้งระบบ i-Stop   มาให้ การติดๆ ดับๆ ของมาสด้าดีกว่ารุ่นเดิม ผมรู้สึกว่ามันสมูทมากขึ้น ไม่สั่น เครื่องเสียงดั่งแบบตัวก่อน แต่เพื่อการทดสอบอัตราประหยัดของเครื่องยนต์ จึงปิดมันไว้ก่อน

ขณะนั่งท่ามกลางจราจรในเมืองกรุง ระยะเวลานานๆ อาจเมื่อยล้าปวดหลังได้  เบาะนั่งที่มีที่ดันหลังช่วยให้คุณสบายขึ้นอย่างชัดเจน  ช่วยผ่อนคลายลดความหงุดหงิดใจในการขับขี่ได้ด้วยในทางอ้อม

การจราจรคับคั่งบางทีก็ต้องเร่งเครื่องบี้ไฟแดง เครื่อง 2.0 ลิตร มีกำลังมากพอจะพาคุณทะยานข้ามแยกได้ เพียงบดคันเร่งลงไปติดพื้น  เครื่องจะเร่งอย่างว่องไว ทันท่วงที เกียร์ 6 สปีดต่อเกียร์ค่อนข้างไว ตอบสนองรวดเร็ว

สิ่งที่น่าแปลกใจ คือความเป็นรถซีดาน น่าจะนุ่มนั่งสบายกว่าหรือไม่ เอาเข้าจริง มาสด้า 3 ซีดาน กับเซทช่วงล่างมาค่อนข้างแข็ง จนเก็บทุกรายละเอียดบนถนน หลุมบ่ออะไร กระแทกสะเทือนหมด จนแอบคิดว่าลมยางแข้งไปหรือเปล่า แต่หลังจากตรวจ พบว่ามันปกติ นั่นทำให้ตัวซีดาน กลายเป็นใช้ขับในเมืองไม่สบายเท่าไรนัก

การสั่งหยุดเวลาเบรกช่วงแรก รู้สึกว่า ยังมีไหลๆ อยู่บ้าง ความรู้สึกเหมือนเบรกทื่อ ต้องกดแป้นลงไปลึกสักหน่อย จะได้ความมั่นใจขึ้นมาทันที

ขับมาถึงแถวบ้าน วัดอัตราประหยัด ระยะทางทั้งมด 52.5 ก.ม. เติมน้ำมันไป 5.32 ลิตร สรุปอัตราประหยัด 9.86 ก.ม./ลิตร เรียกว่า ซดเป็นปกติของเครื่อง 2.0 ลิตร ดังนั้น ควรเปิดใช้ i-stop   ถ้าขับในเมือง

ส่วน การทดสอบ  Bonn test Mode  ระยะ 69.2 ก.ม. ผมเติมน้ำมันไปทั้งสิ้น 4.535 ลิตร คิดอัตราประหยัดได้ 15.25 ก.ม./ลิตร

จริงๆ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมช่วงล่างซีดานไม่นิ่มนวลอย่างที่คิด ผมคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากล้ออัลลอย 18 นิ้ว พร้อมยาง 215/45 แก้มเตี้ยบางๆของมัน ทำให้เวลาขับในเมืองตกกระแทกหลุมดูตึงตังเป็นพิเศษ

วันต่อมาได้เวลาจับขับทางไกล ปลายทางวันนี้ หัวหินหาดสวรรค์ชายทะเลของหลายคน ระหว่างทางเจอรถติดแถวถนนพระราม 2 ที่ประจำ แล้วไหลไปตามการจราจร  เมื่อใช้ความเร็ว ตัวรถดูมั่นคง ช่วงล่างดูเปลี่ยนไปนั่งสบายขึ้น พวงมาลัยให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และตึงมือขณะบังคับทิศทางไม่วอกแวกไปมากกำลังดี

ช่วงทางโค้ง ด้วยความเป็นรถซีดาน ทำให้มีความสเถียรในการขับขี่อยู่แล้ว หากระบบ  GVC + ที่ติดตั้งเข้ามาเพิ่มในมาสด้า 3 ช่วยรถนิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะอาการโคลงของรถเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็ว แทบไม่มีไม่รู้สึก ผิดกับรถขับเคลื่อนล้อหน้าอื่นๆ ที่เคยผ่านมือมา

ระบบนี้ยังช่วยในการขับขี่ทางตรง รู้สึกว่าพวงมาลัยนิ่งกว่ารถอื่นๆ ทั่วๆไป เวลาหักเลี้ยวเปลี่ยนเลนในความเร็วสูงดูมั่นใจ จนในภาพรวมอาการ ออกมาคล้ายรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ  AWD  เลยก็อาจจะพูดได้

ในเวลาโค้งต่อเนื่อง GVC+   มีสเถียรภาพในการขับขี่ ให้ความสนุกสนานแก่ผู้ขับขี่ หรือ ถ้าคุณโดนคนแย่งขับต้องอยู่ในตำแหน่งผู้นั่งก็ใช่ปัญหา จนน่าจะต้องกล่าวเป็นระบบที่มีความสามารถในการขับขี่รอบด้านไม่ว่าจะนั่งหรือขับก็ได้ประโยชน์จากมัน

สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบใจมาสด้า 3 เป็นเรื่องอาการเบรกที่เหมือนเบรกแล้วจะเอารถไม่อยู่ในช่วงแรก จนคุณต้องดันแป้นเบรกลงไปลึก การลดความเร็วเพิ่มแรงเสียดทาน จนอยู่หมัดเอายู่ในทุกสถานการณ์ แม้แต่รถกลับรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ระยะ 150 เมตร เพียงกระทืบเบรกลงไปเท่านั้น รถก็จะชะลอความเร็วอย่างแข็งขัน เพียงความรู้สึกช่วงแรกไม่ชะลอทันที คงต้องกลับไปดูการเซทระยะแป้นเบรก

ตลอดการเดินทางไปกลับกรุงเทพ-หัวหิน ระยะทางใช้งานสุทธิ 628 กิโลเมตร ผมวัดอัตราประหยัดได้  13.16 ก.ม./ลิตร  ถ้าถามว่ากินหรือไม่ คงต้องบอกไม่เท่าไร เพราะระหว่างทางใช้ความเร็ว 100-120 ก.ม. เร่งแซง ที่ 130 ก.ม./ช.ม. และ เรายังเจอรถติดในหลายจุด ซึ่งได้ระบบ i-Stop   ช่วยเอาไว้

Mazda 3 Fastback

ใครชอบซีดาน …. แต่สำหรับผม ฟาสแบ็ค คือสวยสะกดใจ ตั้งแต่แรกเห็น ตอนมีโอกาสไปดู ในรอบพรีวิวรถคันนี้

ในตัวฟาสแบ็ค ขนาดตัวรถถูกปรับย่อมลงมา มันมีความยาวเพียง 4,460 มม. กว้าง 1,795 มม. สูง 1,435 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,725 มม. รวมถึงระยะต่ำสุดจากพื้นถึงท้องรถ 135 มม. เท่ากัน

การเปลี่ยนแปลง ที่ชัดเจน คือ มันเตี้ยกว่า 5 มม. เช่นเดียวความยาวตัวรถ สั้นลง 200 มม. มันน่าจะเบาขึ้น ทว่าคุณจะแปลก ถ้ารู้ว่าฟาสแบ็ค มีน้ำหนักมากว่าซีดานประมาณ 8 กิโลกรัม ทั้งที่ออพชั่นเท่ากัน และรถสั้นกว่า

2020 Mazda 3 Fastback

การออกแบบช่วงท้ายสั้น ลด Over Hang  ด้านท้ายลงไปอีกหน่อย มันน่าจะทำให้รถมีความคล่องตัวในการขับขี่สูงขึ้น รวมถึง หลังคาต่ำลง 5 มม. ช่วยลดแรงเหวี่ยงเวลาเข้าโค้ง ด้วยในทางทฤษฏี เพราะช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง

อีกครั้งที่กวาดพวงมาลัยลงจาก ลานจอดรถลับสุดยอดของมาสด้า ย่านสุขุมวิท ระหว่างทางลง ผมว่า การเซทติ้งพวงมาลัยของฟาสแบ็ค ไม่ต่างจากในเวอร์ชั่นซีดานเลย น่าแปลกใจผมกลับรู้สึกถึงความคล่องตัวมากกว่า ในการควบคุม

เรื่องแปลกใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อขับใช้งานในเมือง กลับกลายเป็นว่าเซทติ้งระบบกันสะเทือนก็ต่างกันออกไปด้วย เจ้า 5 ประตูให้อารมณ์หนึบแน่นกว่า เวลาขับผ่านหลุมบ่อดูนิ่มนวลกว่ามาก ตลอดเส้นทางการขับขี่ในเมือง ผมใช้เส้นทางเดิมกับที่ขับเจ้าตัวซีดานกลับบ้าน  รู้สึกได้ทันทีว่ามีความแตกต่าง มันดูสบายกว่า

ด้านขนาดตัวรถสั้นลง 200 มม. หรือราวๆ 20 เซนติเมตร หรือประมาณ เกือบ 1 ไม้บรรทัด ฟังดูอาจจะไม่มีความหมาย เมื่อขับจริงคุณรู้สึกได้ทันทีว่า ขนาดตัวรถฟาสแบ็ค ให้การควบคุมคล่องตัว โดยเฉพาะใครที่เป็นสายมุด สายแทรกไปตามท้องถนน จังหวะ เข้ารถ รถที่มีขนาดสั้นกว่า จะเข้ารถได้ง่ายกว่า

2020 Mazda 3 Fastback

ยิ่งพอขับเข้าโค้งช่วงสะพานพระราม 8 มุ่งหน้าต่างระดับ บรมราชชนนี ช่วงโค้งซ้ายยาวๆ หลังข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้ความเร็ว 80 กวาดพวงมาลัยเข้า รถดูคุมง่ายกว่าตัวซีดานพอสมควรแรงเหวี่ยงท้ายน้อยลง ตูดไปตามทิศทางที่บังคับด้านหน้า จึงขับง่ายกว่า

ด้านเครื่อง 2.0 ลิตร อาการไม่ต่างกันนักในความรู้สึก แม้ว่าจะมีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย ประกอบกับตัวรถยังเป็น 5 ประตู ซึ่งตามหลักอากาศพลศาสตร์มีลมวนท้ายมากกว่าในการขับขี่ แต่ดูเหมือนการตอบสนองคันเร่งไฟฟ้าที่ฝ่าเท้าจะไวกว่าเล็กน้อย และการเซทติ้งเกียร์ให้ตอบสนองรอบเร่งดีกว่า มีความดิบดูกระชากเล็กน้อย ให้รู้สึกขับสนุกพอตัว

สิ่งที่หลายคนกังวลเมื่อขับในเมืองคงเรื่องทัศนวิสัยในการขับขี่โดยเฉพาะเสา  C  หนาเตอะของมัน เท่าที่ขับใช้งานมันทั้งไปขึ้นห้าง หรือ เข้าที่แคบ มันกลับไม่มีปัญหาน่ากังวลใจอย่างที่เราคิด ต้องขอบคุณระบบกล้องความละเอียดสูง สุดทันสมัย ที่ติดตั้งมาให้รถวันนี้ ทำให้การใช้งานง่ายดายขึ้น

โดยเฉพาะใครติดการจอดหน้าทิ่มเข้าซอง จะถอยก็ไม่ลำบาก ด้วยระบบความปลอดภัย   Rear Cross Traffic Alert  คอยเตือนอย่างทันควันถ้ามีรถสวนมา ตัวกล้องเองก็คมชัดระดับคุณภาพเทียบเท่ารถยุโรปหลายแบรนด์ที่ขับมา ส่วนเวลาจะเปลี่ยนเลนแซงก้มีระบบเตือนมุมอับสายตาคอยช่วย ทั้งหมดลบข้อกังขาว่า อยากได้รถสวยแต่ทัศนวิสัยไม่ตอยโจทย์ไปอย่างปลิดทิ้ง

ขับในเมืองมาระยะใหญ่ได้เวลาพิสูจน์อัตราประหยัด ผมใช้เวลากับมาสด้า 3 ตลอด 2-3 วัน 80.9 ก.ม. ผมแวะปั้มขาประจำเติมน้ำมันจนหัวจ่ายตัดได้ 7.722 ลิตร คิดเป็นอัตราประหยัด 10.47 ก.ม./ลิตร โดยไม่ได้ใช้ i-Stop  เช่นกัน ส่วนในการขับขี่   Bonn Test Mode  ระยะทาง 69.4 ก.ม. เติมน้ำมันคืน 4.248 ลิตร คิดอัตราประหยัด 16.33 ลิตร

ทำไมในเมืองอัตราประหยัด ฟาสแบ็คดีกว่า ผมเชื่อว่า คำตอบของเรื่องนี้ อยุ่ที่การเซทการตอบสนองชุดเกียร์รวมถึงคันเร่งที่ไวกว่าเล็กน้อย สำหรับคนทั่วไป อาจจะไม่ใช่ที่สังเกต แต่ถ้าคุณต้องมานั่งขับรีวิวแบบผม กระโดด 4ประตู ขึ้น 5 ประตูทันที พอจะบอกได้ว่า มันต่างจริงๆ

ได้เวลาขับนอกเมือง เส้นทางงวดนี้ไม่ไปหัวหิน ผมเปลี่ยนไปมาสวนผึ้งบ้าง เฉกเช่นเดิมเส้นทางลงสายใต้วันนี้รถติดทุกที่ โดยเฉพาะช่วงต่างระดับฉิมพลี ไปจนคลีคลายแถวศาลายา

เมื่อใช้ความเร็วได้สักหน่อย ช่วงสามพราน มาสด้า 3 ฟาสแบ็ค โชว์ความมั่นใจในการขับขี่ ช่วงล่างมันดูเฟิร์มมากขึ้น เช่นเดียวกับพวงมาลัยที่มีความหนักแน่นและคมมากขึ้น

สิ่งที่ต้องระวังเวลาขับทางไกลใช้ความเร็วในฟาสแบ็ค คือ ความคมในการบังคับทิศทาง อย่ากระชากพวงมาลัย เพราะจะทำให้รถเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วและท้ายออกง่ายมา แต่ GVC   ก็จะเข้ามาช่วยคุณทันท่วงทีทุกครั้งไป

แถ้าถามว่าข้อดีของ มาสด้า 3 ฟาสแบ็คคืออะไร ผมว่ามันคือการตอบสนองเวลาเข้าโค้งที่ดี คนปกติทั่วไปสามารถขับเจ้านี่เข้าโค้งอย่างเทพงามๆ ได้ สนุกกับมันส์อย่างไม่ต้องเกรงกลัวใดๆ  ต้องขอบคุณระบบ  GVC + ช่วยเพิ่มพูนความสนุกในการขับขี่มากขึ้น

การมีรถท้ายสั้นช่วยให้ควบคุมง่ายขึ้นเวลาเข้าโค้ง เมื่อประกอบกับพวงมาลัยคมๆ ช่วงล่างเซทตัวมาแน่นหนึบ ก็ทำให้มันตอบสนองได้อย่างดีงามมั่นใจ อันที่จริงผมเข้าใจมาสด้าแล้วว่าทำไมถึงให้ระบบช่วงล่างทอร์ชั่นบีมติดตัวมา นั่นเพราะคงมองว่า การทำให้รถท้ายไหลเล็กน้อย แล้วจัดการด้วย   GVC + จะง่ายกว่ามาก ซึ่งผมลองไปหาทางโค้งต่อเนื่องในสวนผึ้งขับเล่น มันเอาอยู่หมัดในโค้งทุกแบบ แถมพื้นที่เก็บสัมภาระก็ใหญ่กว่าการติดตั้งระบบมัลติลิงค์ด้วย

ส่วนอาการเบรกยังคงเหมือนตัวซีดาน ต้องเหยียบกระทืบไปแรงเร็วๆ รถจะหยุดมั่นใจฉับหลัน มั่นใจดี เวลาคุณขับรถซิ่งๆ เบรกแบบนี้ถูกใจขาความเร็วนัก แต่ถ้าคุณเป็นผู้หญิงสาวบอบบาง ชอบมาสด้า ขับละเมียดละไม เลียเบรก อาจรู้สึกไม่มั่นใจกับมันนัก

ท้ายสุดอย่างที่ผมบอกว่า รถท้ายสั้นจะมีเรื่องของลมหมุนท้ายรถ ตลอดการเดินทางยังสวนผึ้งใช้ความเร็วไม่เกิน 120 ก.ม./ช.ม มีขึ้นเขาลงห้วยบางเล็กน้อย ตามสภาพเส้นทาง ผลคืออัตราประหยัด 11.7 ก.ม./ลิตร อาจจะด้วยมาทางนี้แยกเยอะกว่า บวกกับการจราจรคับคั่งกว่าในวันทดสอบ อัตราประยัดจึงด้อยกว่า มาสด้า 3 ซีดาน

 

สรุป   All New Mazda 3   ดีไซน์งาม สมรรถนะได้ใจ

หลังจากสัมผัส ทั้ง   Mazda 3 Fastback   และ Mazda 3 Sedan  ผมค้นพบว่า มาสด้า 3 ไม่ว่าจะรุ่นไหนมีดีในแบบของมัน

สิ่งที่น่าชื่นชมในมาสด้า 3 ทั้ง 2 รุ่น คืองานออกแบบที่ทำออกมาได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซีดานให้ความรู้สึกดูหรูหรา มีราคา กลับกันทางฟาสแบ็ค ให้อารมณ์ความรู้สึกสปอร์ตทันสมัย จ่ายราคาเท่ากับรถญี่ปุ่นยี่ห้ออื่น คุณได้งานออกแบบเหนือชั้นกว่ามาก จนก้าวไปอีกขั้น ไม่แปลกใจเลยที่ได้รางวัล งานออกแบบรถยนต์ยอดเยี่ยมโลก

2020 Mazda 3 Fastback

ในแง่การขับขี่ ทำให้เราวางใจได้อยู่แล้ว จากชื่อเสียงของพวกเขา ครั้งนี้การปรับมาสู่โครงสร้างใหม่ แชสซีใหม่ ตลอดจนการพัฒนาระบบกันสะเทือน เพื่อให้ตรงกับการศึกษาวิจัยธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้รถมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ในการขับขี่ คนที่ขับมาสด้า 3 จะพบเรื่องนี้ชัดเจนเวลาเข้าโค้ง มันรู้สึก รถไปตามใจเรามากกว่ารถรุ่นอื่นๆ

การไปได้ดั่งใจคิด ทำให้ รถมีความสนุกสนานในการขับขี่มากขึ้น กลายเป็นว่าจุดเด่นของมาสด้า 3 ใหม่ คือความนิ่งของตัวรถ มากกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน ต้องขอบคุณ โครงสร้างใหม่ใช้เหล็ก Ultra High Tensile   มากขึ้น พร้อมการปรับเซทช่วงล่างใหม่ แม้ว่ามันจะดูถอยหลังลงคลอง ไปใช้ ทอร์ชั่นบีม แต่ด้วยทำงานสอดผสานใหม่กับการควบคุมตัวรถ   GVC+   ทั้งหมด ทำให้รถมีความนิ่งขึ้นในการขับขี่ จนได้ความสามารถประดุจรถยุโรป

เครื่องยนต์ Mazda Sky Activ G 2.0   ลิตร ฟังดูก็เครื่องตัวเดิม ทั้งที่ปรับปรุงใหม่แทบทั้งตัว หนนี้ให้อัตราเร่งและการตอบสนองดีขึ้น เราทดสอบอัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม.ได้เวลา 11.0 วินาที 80-120 ก.ม./ช.ม. ใช้เวลา 7.0 วินาที (ทดสอบในตัวซีดาน)

เครื่องยิ่งเร่งถวายหัว เมื่อคุณเข้าโหมดสปอร์ต แต่ต้องยอมรับว่า เมื่อวัดแบบเสมอหัวกับเครื่องเทอร์โบ จากคู่แข่ง ช่วงแรก เขาจะพุ่งหนีคุณไปอย่างไว จนเมื่อความเร็ว 140 ก.ม./ชม. ขึ้นไป คุณจึงจะได้เปรียบเพราะเครื่องเรามีรอบเร่งสูง 6,500 รอบต่อนาที และในโหมดสปอร์ต หลายครั้งที่ผมเห็นมันวาดเข้าเส้นแดงแบบไม่กลัวว่า ลูกสูบจะลาโลก จนหลายอารมณ์ก็นึกว่า นี่มันรถแข่งในคราบรถบ้านหรือเปล่า

มันลากรอบสูงบ่อยครั้งมาก ก็มาจากการเซทเกียร์ ของทางมาสด้าเอง เพื่อให้ใช้ประสิทธิภาพสูงสุด จนบางครั้งรอบเครื่องวิ่งแถว 6-7 พันรอบ ทะลุเข้าเส้นแดงบ้างในบางโอกาส คุณต้องยอมรับก่อนว่า เครื่อง  N/A   ปกติ ที่ดีพอจะอาจหาญ สู้กับเครื่องยนต์เทอร์โบ และไฮบริดในยุคนี้มีไม่มากนัก และมาสด้าก็ทำออำมาได้ดีในระดับที่น่าพอใจเสียด้วย

น่าเสียดายเรื่องความประหยัด แม้จะดีขึ้นก็ไม่มากนัก ตัวซีดานดูจะซดน้อยกว่าเมื่อขับนอกเมือง แต่ถ้าเรามาวัดกันด้วยโหมดเฉลี่ย  Bonn Test Mode   กลับพบว่า ตัว 5 ประตู ประหยัดกว่าในภาพรวม

อย่างไรก็ดี ในส่วนของออพชั่นในห้องโดยสาร บางที่เปิดประตูเข้าเหมือนไม่มีอะไร ทั้งที่มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ทำให้ลูกค้าอาจรู้สึกว่า ซื้อคู่แข่งดีกว่าไหม มันไม่หวือหวา ดูว้าว น่าดึงดูเหมือนงานออกแบบภายนอกที่เห็น ปุ๊ป เฮ้ย!! เป็นไปได้

ผมยกตัวอย่างเช่น เรือนไมล์หน้าจอ 7 นิ้ว จัดวางไว้ตรงกลาง มันดูเรียบเกินไป จนจำได้ว่า มีผู้อ่านเคยกลับมาถามว่า เรือนไมล์มาสด้า ตรงกลางเป็นหจ้าจอ 7 นิ้วจริงหรือครับ และผมตอบลูกค้าว่า จริง จนเขายังมาถามซ้ำ

สิ่งดีงามภายในห้องโดยสาร คือเบาะนั่งคู่หน้า ขับทางไกลไม่มีเมื่อย การมีที่ดันหลังช่วยให้นั่งสบายอย่างน่าเหลือเชื่อ เมื่อประกอบกับโครงสร้างที่นิ่ง และช่วงล่างเฟิร์ม ยิ่งเพิ่มพูนความสบายให้ในการโดยสารอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่น่าชื่นชมที่สุด คือการเก็บเสียงในห้องโดยสารของมาสด้า 3 ทั้ง 2 รุ่นก้าวพัฒนาไปเหนือกว่ารถญี่ปุ่นอีกขั้น เสียงจากถนนน้อยมากด้วยยาง   Yokohama  Db Decibel  รวมถึงมาสด้ายังเปิดเผยว่าได้พัฒนาการ Damping  ในโครงสร้างเพิ่มด้วย ลดรูที่จะเจาะบนโครงสร้าง เพื่อลดเสียงรบกวนในขณะขับขี่

แน่นอนว่าอีกส่วนก็มาจากการออกแบบเอง ที่มีการปรับหลักอากาศ ลดการต้านลมระหว่างขับขี่ ทั้งหมด ช่วยให้รถมีความเงียบขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน จนต้องออกปากชม

อย่างไรก็ดี บางอย่างก็ยังอาจจะต้องกลับไปทำการบ้านกันอีกหน่อย ประการแรก เบรก มันรู้สึกเหยียบไปแล้วแรกๆ จะรู้สึกว่ามันทื่อๆ ทั้งที่ความจริง เหยียบเบรกลดความเร็วได้อยู่หมัด มั่นใจได้หายห่วง

ทางด้านตัวซีดานผมคิดว่า ช่วงล่างควรต้องเซทนุ่มกว่านี้ เพราะภาพความหรูหราหายไป เมื่อลองขับอ่าวมันยังมีความเป็นมาสด้าเต็มขัน แค่สลัดผ้าใส่สูทก็เท่านั้นเอง

ส่วนเรื่องเบาะนั่งตอนหลัง ก็เริ่มพอไปวัดไปวาได้ หากก็ยังแคบกว่าคู่แข่งอยู่ดี มาสด้าอาจต้องศึกษาเรื่องการจัดระเบียบท่านั่งและวางพื้นที่ใหม่ จริงที่ลูกค้ามาสด้าอาจจะชอบขับรถมากกว่า ซื้อรถไว้โดยสาร หากในหลายครั้ง การเดินทางก็อาจจะมีเพื่อนหรือครอบครัว ร่วมเดินทางไปด้วย  ดังนั้นพื้นที่โดยสารจึงสำคัญ พอๆ กับความสวยงามและสมรรถนะการขับขี่

ท้ายสุดในเรื่องระบบความปลอดภัย  Mazda I Active Sense มากมายหลายรายการ ใช้งานจริงผมว่าดี และชอบ ตรงมันไม่เตือนมากไปจนน่ารำคาญ แต่บางคนอาจจะอยากให้เตือนบ่อยๆ สมควรน่าจะมีการปรับตั้งความเซนซิทีฟในการทำงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นน่าสนใจที่ต้องไปพัฒนาต่อ

หลังจากลง จากทั้ง 2 คัน ส่วนตัว ผมว่า มาสด้า 3 ฟาสแบ็ค คือทางเลือกที่เหมาะกับท่านชาย หรือใครที่อยากได้รถที่มีความสนุกสนานในตัวเต็มพิกัด  กลับกันตัวซีดานถูกใจสาวๆ มาก มันดูหรูหรากว่า และท้ายที่มีทรวดทรงเหลี่ยมผสมสะกดใจมากขึ้น

ไม่ว่าคุณกำลังมอง มาสด้า 3 ตัวไหน มันคือรถที่ดีทั้งคู่ ทั้งในแง่ความสวยงามผนวกกับสมรรถนะในการขับขี่ ครบองค์ ถ้ารับได้กับบางเรื่องที่เราบอกไปในข้างต้น นี่คือคอมแพ็คคาร์ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่ง ถ้าคุณยังไม่รักเครื่องเทอร์โบ , ยังไม่ชอบเครื่องยนต์ไฮบริด  … รถเครื่องสันดาปธรรมดา ก็ทำให้คุณสนุกสนาน ได้ไม่แพ้กัน

 

เรื่องและขับทดสอบ โดย ณัฐยศ ชูบรรจง

 

Comments

comments