Ford RANGER FX-4 Max ลุยดุทางโหด เน้นงานไต่

แบ่งปันเรื่องนี้

ตั้งแต่เปิดตัว  Ford Ranger Raptor เป็นต้นมา ตั้งแต่ปี  2018   ทางฟอร์ด ดูจะกลายเป้นที่หนึ่งในใจสายกระบะขาลุย แต่งโหดแต่งดุ พร้อมลุย ต้อง  Ranger   กระบะน้ำดีที่มาพร้อมคุณภาพคับแก้ว การมาของ  Ford Ranger FX-4 Max  ทำให้หลายคนสนใจ ด้วยราคาเพียง  1.189 ล้านบาท 

ราคาที่มาถูกกว่าพี่ชายทั้ง   Ford Ranger Raptor  รวมถึง  Ford Ranger Wildtrak  ตั้งแต่เปิดผ้าคลุมออกมาหายคนให้ความสนใจอย่างมาก มีคนไถ่ถามเข้ามาตลอด แต่คำถามที่หลายคนอยากจะรู้จริงๆคือว่าสมรรถนะการขับขี่ของมันนั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้โช๊คและยาง ที่พร้อมลุยมากขึ้น ซึ่งวันนี้เราได้มาพิสูจน์การขับขี่เบื้องต้น ของ เจ้าน้องชายคันใหม่ ในฉายา “เบบี้แรพเตอร์” 

Ford Ranger FX-4 Max Testdrive

พูดถึงตัวรถ Ford Ranger FX-4 Max   ต้องขอย้ำกันอีกทีว่า ทางฟอร์ด ยืนยัน กับเราว่าพื้นฐานของรถรุ่นนี้ คือการเป็นรถพร้อมลุย ใช้พื้นฐานจากรุ่น  XLT  มาต่อยอด

ดวยโครงสร้างหลักของรถเดิมๆ ก็ดูไม่ได้ต่างจากเรนเจอทั่วไปมาก ภายนอกเพิ่มการตบแต่งด้วย กระจังหน้าใหม่ เปลี่ยนจากทรงจมูกคู่ที่เปิดตัวมาปีที่แล้ว มาเป็น กระจัง  F-O-R-D   เฉพาะรุ่น ให้ความดุดันคล้ายพี่ชายจองมัน จุดแต่งอยู่ที่การตบแต่งด้วยสีเทา ไม่ใช่สีดำ 

การเพิ่มยศแบบนี้ เพิ่มความลงตัวมากขึ้นด้วยความหล่อจากล้อ  17  นิ้ว มาพร้อมยาง  BF Goodrich All Terrain K02  แบบเดียวกับพี่ชาย เพียงแต่ปรับให้ขนาดเหมาะสมกับกระบะด้วย ขนาดยาง  265/70/R17  เทียบกับยางรุ่นเดิม  XLT   ยางเซทนี้ดีดรถเพิ่มความสูงขึ้นทันที  11  มม. ชุดล้อ 17   นิ้ว มาพร้อม  ออฟเซท 42   เพิ่มความกว้างระยะระหว่างล้อ  ซ้าย-ขวา   บวกเพิ่มอีก  26  มม. เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่มากขึ้น  

มือจับเปลี่ยนเป็นสีเทา เหมือนกระจังหน้าและชุดล้อ เพื่อให้ความสวยงาม ส่วนทางด้านข้างให้บันไดข้าง ออกแบบให้แนบกับตัวรถ ซึ่งมีข้อดี คือ  กันกระแทกด้านข้างในตัว และ ต่อมายังลดการกระแทก เวลาตกหลุมหรือชนเนินที่มีความสูง  ด้านหลังติดตั้งโรลบาร์มาเพิ่ม

ถ้าสายออฟโรดตัวจริงคงรู้ว่า โรลบาร์มีไว้ทำอะไร สำหรับใครที่ยังไม่ทราบ โรลบาร์มีไว้เพื่อติดอุปกรณ์เสริม เช่นชุดไฟส่องสว่าง รวมถึง ในแง่ความปลอดภัย กรณีรถพลิกคว่ำ มันจะช่วยป้องกันโครงสร้างห้องโดยสารตอนหลัง ให้มีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมด้วย 

ด้านในห้องโดยสาร เริ่มต้นจากมาตรวัด กลายเป็น  2  จอ   เหมือนใน  Wildtrak   มีระบบเครื่องเสียงเดียวกันมาให้  Ford Sync 3 จุดต่างหลักๆ อยู่ที่ชุดเบาะนั่งหนัง  Alcantara   ปักโลโก้ FX-4 Max   เบาะแบบนี้มีดร ตรงการเป็นลักษณะหนังกลับของมัน ช่วยดูดตรึงเสื้อผ้าเราเอาไว้ เวลาขับทางไกลสบายมาก เข้าโค้ง หรืออย่างการลุยออฟโรด จะลดการผู้ขับขี่ไหล อย่างชัดเจน  

อีกอย่างคือปุ่มที่เรียกว่า  Upper Switch   เป็นสวิทช์ควบคุมอุปกรณ์เสริมของตัวรถ ที่คุณสามารถหามาใส่เพิ่มเติมภายหลังได้ ฟอร์ดได้เดินสายไฟไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือเพียงเพิ่มอุปกรณ์เข้ามา เดินสายดิน เป็นอันใช้ได้ทันที ง่ายและสะดวก ที่สำคัญไม่ต้องทะเลาะกับฟอร์ด  เรื่องตัดต่อสายไฟ แบบในอดีต  

ขับสัมผัสแรก จำลองลุย 

วันนี้ขับรถมาไกลถึงชลบุรี เพื่อลองสมรรถนะ เจ้า  Ford Ranger FX-4 Max   จุดสำคัญ อยู่ที่ตัวรถที่มีความสามารถในการขับขี่ ทางลุย ครั้นจะหิ้วนักข่าวไปโซ้ยยับ เขากระโจม หรือ ผาคัดอะไรเทอกนั้น ตอนนี้ ก็ยังไม่สะดวกเท่าที่ควร เอาเป้นว่า ขับสถานการณ์จำลองไปก่อนพลางๆ จะดีกว่า 

จุดเด่นเจ้านี่ อยู่ที่การที่ฟอร์ดให้ความสามรถในแบบกระบะมากขึ้น เครืองยนต์  2.0  ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่  213 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด  500  นิวตันเมตร ถูก ติดตั้งเข้ามา มันยกพกคู่หูคนเดิม เกียร์ออโต้  10  สปีด มาด้วย ข้อแตกต่างจากแรพเตอร์ในเรื่องการขับเคลื่อน มี 2  อย่าง คือ 

  • ไม่มีโหมดการขับขี่ให้เล่น พวก Gravel , Baha  อะไรเทือกนั้น มีเพียงโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อ 2H,4H,และ  4L  เท่านั้น 
  • รวมถึงแป้น  Paddle Shift  ไม่มีมาให้ คุณเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย 

ช่วงล่างได้ยินแล้วหลายคนคงหูผึ่งกับ ชุดช๊อกอัพ  Fox Monotube 2.0  แถมยังให้เหล็กกันโคลง ขนาด 29  มม. ด้านหลัง ชุดแหนบเสริมเป็น  6  แผ่น จากเดิม  5  แผ่น  ใช้โช๊คอัพเดียวกัน มีชุดซับแทงค์เพิ่ม เพื่อการตอบสนองที่ดี

มาถึงตรงนี้หลายคน อาจจะสงสัยว่าแล้วมัน ต่างจากโช๊คอัพแรพเตอร์อย่างไร 

ข้อแตกต่างโช๊ครุ่นนี้ กับ  Raptor   คือ ฟังชั่นทีเรียกว่า   internal  bypass Valve  ซึ่งโช๊คสามารถปรับตัวเองให้ตอบสนองการขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆได้ หรือ ว่าง่ายๆ มันสามารถแปรผันค่า การตอบสนองของชุดโช๊คได้ ตามสภาพที่เราขับขี่ ได้ถึง  9  ระดับ ขณะที่ใน  FX-4 Max   จะเป็นค่าเดียว แต่ถาเทียบกับโช๊คเดิม คือ มีแกนใหญ่ขึ้น และระบายความร้อยได้ดีขึ้น 

ได้เวลาลุย ด่าน จำลองลุยของเราในวันนี้ มีทั้งหมด  6 ด่านด้วยกัน หลักๆ จะเป็นการออแบบเส้นทางให้มีความคล้ายกับเส้นทางธรรมชาติ ที่สามารถพบได้ในเมืองไทยได้แก่  เนินชัน,ทางลงลาดชัน , ร่องลึก, เนินสลับ และเนินเอียง ทั้งหมด ใครที่เข้าป่าเขาบ่อยๆ จะรู้ดีว่า เจอกันเป็นประจำ 

Ford Ranger FX-4 Max Testdrive

ด่านแรกเนินชัน Ford Ranger FX-4 Max   ก็จัดการอยู่หมัดด้วย ระบบ  Hill Decent Control   ตัวช่วยในการควบคุมความเร็วลงทางลาดชัน จะช่วยเบรกปรับความเร็วตามที่ผู้ขับขี่ต้องการ สามารถควบคุมความเร็วเพิ่มหรือลดได้ที่ ปุ่มตั้งค่า  Cruise Control   

ลงมาได้ ด่านแรกเป็นด่านสลาลอม ฟอร์ด อยากโชว์ให้เห็นการควบคุมของ  FX-4 Max   ใหม่ ที่จริงกระบะฟอร์ด เป็นรถกระบะหนึ่งเดียวในตลาดวันนี้ที่ใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบพวงมาลัยไฟฟ้า มันมีน้ำหนักเบามีความคม เมื่อได้ช่วงล่างจิ้งจอกเข้ามา การตอบสนองของรถยิ่งดีขึ้น อาการโยนตัวน้อยลงอย่างชัดเจน รถจะออกอาการท้ายสะบัดง่ายขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ถ้าใช้ความเร็วในการหัก ซ้าย-ขวา ดูมั่นใจขึ้นไม่โคลงตัว แม้ที่เราสะบัดกันอยู่นี้จะเป็นทางฝุ่นก็ตามที 

หลังจากผ่านด่านสลาลอม ก็เนินสลับ เริ่มจากสลับห่าง สิ่งที่ยามมาคืออาการล้อลอย จากพื้น  รถก็อยู่ในอาณัติการควบุคมดีกว่า เรนเจอร์ปกติ ที่เคยผ่านมือ มา ส่วนสำคัญ คือ โช๊คจิ้งจอก ช่วยเพิ่มระยะยืดของล้อการสัมผัสพื้นให้แตะและขับเคลื่อนต่อไปได้ง่าย

vถึงระยะยืดจะไม่เท่าแรพเตอร์ โดยเฉพาะทางด้านหลัง ซึ่งมีข้อจำกัดจากชุดแหนบหลัง ที่เป็นช่วงล่างแบบตายตัวไม่อิสระแบบพ่ชายของมัน แต่ในล้อหน้า รู้สึกได้ทันทีว่า สัมผัสตลอดเวลา อาการล้อลอย จะเกิดขึ้นบ้างเล็กน้อยเวลา และเมื่อแขวน ล้อหลังจะมีตัวช่วยด้วย  Diff lock   ส่วนล้อหน้า เป็นหน้าที่ของระบบควบคุมการทรงตัว ทำให้อุปสรรคได้สบายมาก ไม่กังวล 

Ford Ranger FX-4 Max Testdrive
Ford Ranger FX-4 Max Testdrive
Ford Ranger FX-4 Max Testdrive

มาด่านเนินเอียง ปกติแล้ว เนินเอียงไม่ใช่อุปสรรคที่ยากนักในการขับขี่ แต่เมื่อรถสูงขึ้น สิ่งที่ตามมา คือคุณจะรู้สึกว่าจังหวะเอียงของรถจะมากขึ้น ส่วนตัวรู้สึกว่ามันไม่ค่อยมั่นใจเหมือนความสูงเดิมของ  Wild Trak   จะรู้สึกว่ามันมั่นใจมากกว่า ในทางกลับกัน  Raptor   ก็ดูมั่นใจกว่าในการผ่านเนินเอียงแบบนี้  

เรื่องกำลังเครื่องยนต์ ก็เรียกว่าเหลือเฟือในการขับขี่ ขึ้นเนินชันไปได้สบาย อันที่จริงเรามีโอกาสไปขับรอบๆ สนามสั้นๆ เพื่อดูการตอบสนองช่วงล่าง แต่ด้วยระยะทางสั้นๆในแบบทางฝุ่น และ ทางลูกรัง สิ่งที่สามารถสรุปได้ในเบื้องต้น คือ ช่วงล่างตัวนี้ตอบสนองได้ดีกว่า Wild Trak  ถ้าคุณขับผ่านมันไปด้วยความเร็วช่วง  40-50   ก.ม./ช.ม. ส่วนบนถนน ก็ดูมั่นคงพอๆกับแรพเตอร์ หากก็ยังมีความแข็งกระด้างในแบบฉบับกระบะหลงเหลืออยู่บ้าง

default

โดยสรุป มันคือกระบะที่พร้อมลุยมากขึ้น ส่วนที่ดีคือมันเหมาะกับความเป็นจริงของเส้นทางออฟโรดในประเทศไทยที่เน้นการไต่ การลุยแบบล้อยกไม่ใช่ High Speed off road นั่นทำให้ รถรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ดีในการลุย

ส่วยอัตราประหยัดและอื่นๆ เอาไว้งวดหน้า คงจะต้องนำมาขับกันอีกที

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments