แม้ Ford Ranger รุ่นล่าสุด จะได้ชื่อว่ามาพร้อมกับความแข็งแกร่ง และบึกบึนมากขึ้น แต่ในมุมมองของการใช้งานทางทหารแล้ว มันอาจจะยังแข็งแกร่งไม่พอ ทางค่ายจึงได้ทำการปรับปรุงมันใหม่ และกลายเป็น Ford FG-P

Ford FG-P คือรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ทาง Ford Global Fleet Sales หรือฝ่ายสร้างและผลิตยานพาหนะแบบพิเศษสำหรับการใช้งานเฉพาะทางของ Ford (ซึ่งบริหารงานโดยบริษัทสัญชาติไทย RMA Group !!) สร้างขึ้นมาโดยใช้พื้นฐานของกระบะพันธุ์แกร่ง Ford Next-Gen Ranger เพื่อให้มันรองรับการใช้งานทางการทหารและใช้ปฏิบัติการเชิงยุทวิธีในสนามรบโดยเฉพาะ

ด้วยเหตุ จึงทำให้แม้หากมองโดยผิวเผิน เราอาจรู้สึกว่ามันเหมือนกับเป็นการเอา Ford Ranger XLT ร่าง 4 ประตู มาแต่งหน้าทาปากใหม่ใส่กันชนเหล็กขนาดใหญ่พร้อมวินซ์ และราวกันกระแทกตั้งแต่ขอบกระจังหน้า ลากผ่านคิ้วซุ้มล้อ ต่อไปจนถึงชายบันใดเหล็กด้านข้าง

ตามด้วยกันชนเหล็กด้านท้ายที่ดูแข็งแกร่ง กับสปอร์ตบาร์เหล็กไซส์ยักษ์ และแร็คหลังคา จบงานด้วยการใส่ล้อกระทะรัดด้วยยาง A/T และยกสูงรถขึ้นอีกสักหน่อย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว Ford Ranger FG-P ยังมีออพชันยิบย่อย ที่ถูกซ่อนเอาไว้ และใส่เข้ามา เพื่อรองรับการใช้งานทางการทหารมากมาย เช่น

ฟังก์ชัน “Black Out” ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่จะดับแสงไฟทุกอย่างของตัวรถ ไม่เว้นแม้กระทั่งไฟสถานะของโหมดการทำงานต่างๆภายในรถ เพื่อให้รถมีความมืดมากที่สุด ไม่มีแสงรบกวนจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆถูกส่องออกมาจากตัวมัน ซึ่งมีประโยชน์มาก สำหรับการซุ่มโจมตี หรือกบดานในความมืด แต่ทั้งนี้ เครื่องยนต์, ระบบแอร์, ระบบช่วยเหลือความปลอดภัยพื้นฐาน จะยังคงทำงานอยู่ ไม่ได้ถูกปิดทิ้งไปด้วยแต่อย่างใด

ฟังก์ชัน “Silence Mode” หรือฟังก์ชันซ่อนตัวด้วยเงียบ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเห็นเช่นนี้ ทุกคนย่อมนึกอกทันทีว่า มันคือฟังก์ชันดับการทำงานของเครื่องยนต์ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังลดความร้อนของเครื่องยนต์ลง เพื่อลดอัตราการถูกตรวจจับด้วยกล้องอินฟาเรด(กล้องตรวจจับความร้อน)

และที่สำคัญที่สุดคือ แม้เครื่องยนต์จะดับลง แต่รถจะยังคงสามารถเคลื่อนตัวต่อไปด้วย ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ติดตั้งไว้เพื่อขับเคลื่อนชุดล้อคู่หลังด้วยสายพาน ซึ่งทางค่ายไม่ได้มีการเปิดเผยว่า มอเตอร์ลูกนี้มีกำลังเท่าใด และไม่ได้เปิดเผยว่าแบตเตอรี่ที่ใส่ไว้มีขนาดใหญ่แค่ไหน

แต่ก็ระบุไว้ว่า มันสามารถวิ่งด้วยโหมดนี้ได้ไกลสุด 2 กิโลเมตร และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ราว 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการคืบคลานตัวรถเข้าไปใกล้ฐานของศัตรู หรือจุดกบดาน/ซุ่มยิงที่อยู่ในเขตของศัตรู

ด้านโครงสร้างตัวรถ ทางค่ายไม่ได้มีการเปิดเผยว่ามันได้รับการอัพเกรดอย่างไรบ้าง นอกไปเสียจากชุดระบบกันสะเทือน ทั้งตัวโช้คอัพ, สปริง, หรือบูชยาง ทั้งหลาย ที่ถูกปรับปรุงใหม่จนสามารถรับน้ำหนักบรรทุกรวมตัวรถได้มากขึ้นเป็น 3,500 กิโลกรัม

ที่สำคัญคือเครื่องยนต์ของมัน ก็จะมีตัวเลือกให้หน่วยรบได้ตัดสินใจกันแบบเกือบครบครัน ตั้งแต่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ทั้งแบบเทอร์โบเดี่ยวและแบบเทอร์โบคู่, เครื่องยนต์เบนซิน 2.3 ลิตร EcoBoost ที่ดัดแปลงมาจาก Ford Mustang, และเครื่องยนต์ดีเซล V6 3.0 ลิตรเทอร์โบ ที่ไม่ได้มีขายในบ้านเรา แต่เป็นขุมกำลังเรือธงของ Ranger / Everest ในออสเตรเลีย ขาดก็แค่เพียงเครื่องยนต์เบนซิน V6 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ของ Ranger Raptor เท่านั้น ที่ไม่ได้อยู่ในตัวเลือก

และระบบเกียร์ ก็จะปรับเปลี่ยนทางเลือกไปตามขุมกำลัง ตั้งแต่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และแน่นอนว่าระบบขับเคลื่อนของรถทุกคัน ก็จะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทั้งหมด และคาดว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part Time ที่เหมาะสำหรับการนำไปบุกตะลุยจริงๆ

ที่เหนือกว่านั้นก็คือ ขุมกำลังของเจ้า Ford FG-P แทบทุกแบบที่มีให้เลือก จะมาพร้อมกับชุดท่อไอเสียแบบไร้แคทตาไลติก เพื่อลดการสะสมความร้อน ที่เสี่ยงต่อการถูกตรวจจับด้วยกล้องอินฟาเรด และตัวกล่อง ECU กับไส้ใน ยังถูกปรับปรุงให้รองรับการใช้งานร่วมกับน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินเจ็ทด้วย หากฐานทัพไม่มีน้ำมันดีเซลให้ใช้

แต่นั่นก็จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ลดลงเล็กน้อย ดังนั้น การใช้งานเครื่องยนต์กับน้ำมันเบนซิน หรือดีเซล ตามสเป็คเครื่องฯดั้งเดิม จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอยู่ดี

แน่นอน ด้วยความเป็นรถกระบะทางการทหารโดยเฉพาะ ดังนั้นบุคคลทั่วไป จึงไม่สามารถสั่งซื้อมันได้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทาง Ford ไม่ได้มีการเปิดเผยราคาวางจำหน่ายของมันออกมา แต่คาดว่าอาจจะสูงกว่า Ford Next-Gen Ranger รุ่นปกติอย่างน้อย 2-3 เท่าตัวกันเลยทีเดียว

ข้อมูลจาก Ford Global Fleet Sales

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่