เจาะจุดสำคัญ เกี่ยวกับ Ford Everest 2022 ที่ทุกคนควรรู้

แบ่งปันเรื่องนี้

ยังคงอยู่กับเหล่ารถยนต์รุ่นใหม่ๆของ Ford กันอีกเช่นเคย และแน่นอนว่าตัวรถที่เราจะพาทุกท่านมาชมไ ฮไลท์ของมันในคราวนี้ ก็คือ Ford Everest 2022 ที่พึ่งถูกเผยโฉมตัวรถเวอร์ชันวางขายจริงออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจของมันจะเป็นอย่างไร เรามาลองดูกันเลยครับ

  • งานออกแบบภายนอกใหม่หมด
    เน้นสื่อถึงความแข็งแรง, พละกำลัง, และความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ทั้งจาก ไฟหน้าแบบ C-Clamp ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถกระบะยุคปัจจุบันของ Ford รวมถึงไฟท้ายเองแบบให้มีดีไซน์ลาดยาวตัดผ่านแนวฝาท้าย เพื่อทำให้ตัวรถดูมีมิติด้านกว้างที่ใหญ่โตมากขึ้นจากด้านหลัง เช่นเดียวกับงานออกแบบชิ้นส่วนข้างลำตัวรถที่ดูเหลี่ยมสันมากกว่าเดิม เสริมด้วยราวหลังคาที่ออกแบบมาให้สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 350 กิโลกรัมขณะรถจอดอยู่กับที่ และรับน้ำหนักได้มากถึง 100 กิโลกรัม
  • งานออกแบบภายในห้องโดยสาร
    การออกแบบห้องโดยสารของ Ford Everest 2022 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านสมัยใหม่ การใช้วัสดุตกแต่งที่ให้ความรู้สึกหรูหรา พร้อมติดตั้งไฟสร้างบรรยากาศในทุกส่วนที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีแผงหน้าปัดด้านหน้าที่วางเต็มความกว้างของพื้นที่ คอนโซลกลางพร้อมที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง และที่วางแก้วน้ำแบบพับเก็บได้สำหรับเบาะคู่หน้า นอกจากนี้ในบางรุ่นรถยังรองรับระบบการชาร์จแบบไร้สาย

    ส่วนชุดหน้าจอแสดงผลเป็นแบบหน้าปัดดิจิทัลขนาด 8 หรือ 12.4 นิ้วขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นย่อย และยังมีหน้าจอแบบสัมผัสความคมชัดสูงขนาด 10.1 หรือ 12 นิ้ว ติดตั้งไว้กลางคอนโซลในแนวตั้งให้มาอีกด้วย โดยมันจะมาพร้อมระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร SYNC® 4A และยังรองรับการสั่งงานด้วยเสียงเพื่อการสื่อสาร ควบคุมอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง และเข้าถึงข้อมูลต่างๆบนโทรศัทพ์มือถือ

    เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง สามารถปรับอุณภูมิและระบายอากาศได้ เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง รองรับการจดจำการตั้งค่าส่วนตัวของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และเบาะนั่งแถว 2 ยังสามารถปรับอุณภูมิได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นย่อย เบาะนั่งแถวที่ 3 เข้า-ออกได้ง่ายขึ้น ด้วยการออกแบบให้เบาะนั่งแถวที่ 2 ขยับมาด้านหน้ามากกว่าเดิม และทีมออกแบบยังคิดค้นวิธีการป้องกันไม่ให้สัมภาระด้านหลังตกเมื่อเปิดประตูท้ายรถ โดยสร้างขอบเล็กๆ ที่เรียกกันเองในทีมว่า “จุดดักแอปเปิ้ล” (Apple catcher) บริเวณด้านหลังของที่เก็บสัมภาระ และยังมีที่เก็บของใต้พื้นรถเพื่อความเป็นระเบียบของห้องโดยสาร
  • ขุมกำลัง
    นอกจากหน้าตา หนึ่งในสุดขายสำคัญคือการที่ Everest รุ่นปี 2022 จะมาพร้อมกับขุมกำลังให้ลูกค้าได้เลือกตามลักษณะการใช้งานของตนเองได้อย่างตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น ทั้ง เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว และเทอร์โบคู่, เครื่องยนต์เบนซิน Ecoboost 2.3 ลิตร, และใหม่ล่าสุดกับเครื่องยนต์ดีเซล V6 ความจุ 3.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบชาร์จ ติดแค่เพียงทาง Ford ยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิค ของเครื่องยนต์เหล่านี้ออกมาเลยแม้แต่ลูกเดียว ว่ามันจะมีสมรรถนะเป็นเช่นไร และยังไม่เปิดเผยว่าประเทศใดจะมีเครื่องยนต์ลูกไหนให้เลือกใช้บ้าง ?

    ส่วนระบบส่งกำลังก็จะทั้งแบบชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หรือ 10 สปีดแล้วแต่รุ่นย่อย โดยจะทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full Time 4WD ที่ผู้ใช้สามารถปรับการทำงานเป็นแบบขับเคลื่อน 2 ล้อได้ในภายหลัง หากต้องการ และเพื่อการบุกตะลุยที่ราบลื่นมากยิ่งขึ้น ตัวเฟืองท้ายของชุดล้อคู่หลังมาพร้อมระบบ Locking Rear Differential ด้วย
  • ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ

ด้วยระบบช่วยเหลือผู้ใช้ที่ใส่เข้ามาอย่างหลากหลาย ตัวรถรุ่นนี้ จึงมาพร้อมกับ Drive-Mode ให้เลือกปรับถึง 6 รูปแบบ ได้แก่ Normal, Eco, Slippery, Sand, Mud/Ruts, และสุดท้ายคือ Tow/Haul ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่สำหรับลากรถเทรลเลอร์ทางด้านหลังแยกมาให้อีก

โดยโหมดการใช้งานแต่ละแบบจะมีการปรับค่าการทำงานของชิ้นส่วนหลายๆอย่างของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นคันเร่งไฟฟ้า, พวงมาลัยไฟฟ้า, ลักษณะการถ่ายกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังชุดล้อทั้ง 4 หรือการทำงานของชุดเกียร์เองก็เช่นกัน ส่วนโหมดการขับขี่ที่น่าสนใจที่สุดในครั้งนี้อย่างโหมด Tow/Haul ก็ดูเหมือนจะเน้นหนักไปที่การควบคุมจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ให้สามารถลากรอบได้สูงขึ้น เพื่อความต่อเนื่องในการไต่ความเร็วโดยกำลังไม่ตก


หากแค่นั้นยังไม่พอ Ford Everest 2022 ยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือผู้ใช้อีกหลายรายการ ทั้ง

  • กล้องมองรอบคัน 360 องศา เพื่อการเข้าช่องจอดที่ปลอดภัยไร้กังวลมากขึ้น โดยตัวกล้องหน้ายังสามารถใช้งานในโหมด Off-Road เพื่อที่ผู้ใช้จะได้สามารถวางไลน์เส้นทางที่ต้องไปได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องรบกวนคนบอกทางมากเท่าไหร่นัก
  • ถุงลมนิรภัยมีจำนวนมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยที่มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับถุงลมนิรภัยใหม่ที่ติดตั้งระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า เพิ่มการป้องกันในกรณีที่มีการชนจากด้านข้าง และถุงลมนิรภัยคู่ด้านหน้าป้องกันเข่าและขา ทำให้เอเวอเรสต์มาพร้อมถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 9 ตำแหน่ง รวมถึงถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้างระดับหน้าอกทั้ง 2 ฟาก และม่านถุงลมนิรภัยคู่ด้านข้างครอบคลุมถึงที่นั่ง 3 แถว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรุ่นและประเทศที่จำหน่าย
  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop and Go (Adaptive cruise control with stop and go)ช่วยผู้ขับขี่รักษาความเร็วตามที่ตั้งไว้และรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้า พร้อมเบรกให้รถจอดสนิทเมื่อจำเป็น
  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop and Go และควบคุมรถให้อยู่กลางช่องทาง (Adaptive cruise control with stop and go and lane centering)จับเส้นแบ่งช่องทางและช่วยควบคุมให้รถอยู่ตรงกลางช่องทางได้
  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัจฉริยะ (Intelligent adaptive cruise control)อ่านป้ายจราจรและปรับความเร็วอัตโนมัติตามที่กำหนดได้
  • (ใหม่) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางผสานระบบตรวจจับขอบถนน (Lane-keeping system with road-edge detection) ช่วยป้องกันรถออกจากเส้นทางในพื้นที่ชนบท
  • (ใหม่) ระบบช่วยหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ (Evasive steer assist)ออกแบบให้ทำงานขณะขับขี่ในเมืองหรือบนทางด่วน โดยใช้เรดาร์และกล้องตรวจจับรถที่ขับด้วยความเร็วต่ำหรือหยุดนิ่งด้านหน้า และส่งแรงช่วยผู้ขับขี่บังคับพวงมาลัยหลบเพื่อลดความเสี่ยงจากการชน
  • (ใหม่) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง (Reverse brake assist) ช่วยให้ถอยหลังเพื่อเข้าซองจอดหรือจอดในพื้นที่แคบๆ ด้วยการเตือนด้วยเสียงและภาพ ระบบสามารถตรวจจับรถ จักรยาน และคนเดินถนนที่ผ่านมาด้านหลังได้ และยังช่วยเบรกให้รถจอดสนิทได้ด้วยหากผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองอย่างทันท่วงที 
  • (ใหม่) ระบบตรวจจับรถในจุดบอดครอบคลุมส่วนต่อพ่วง (Blind spot information system with trailer coverage) ตรวจจับจุดบอดรอบคันรวมถึงส่วนต่อพ่วง โดยจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อระบบคาดว่าอาจเกิดอันตราย ระบบนี้รองรับเทรลเลอร์ที่มีความกว้างสูงสุด 2.4 เมตร และยาว 10 เมตร x
  • ระบบป้องกันการชนเพื่อป้องกันการชนบริเวณทางแยก (Pre-collision assist with intersection functionality)ช่วยส่งแรงเบรกรถอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบจากอุบัติเหตุ ขณะที่ผู้ขับขี่กำลังเลี้ยวรถผ่านช่องทางที่มีรถวิ่งสวน เมื่อระบบประเมินว่าอาจเกิดการชนได้

สรุป ดูเหมือนว่าการปรับโฉมของ Ford Everest 2022 ในครั้งนี้ จะไม่ได้เน้นหนักไปแค่เพียงในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกปรับใหม่หมดจดเท่านั้น แต่ยังเน้นการออกแบบห้องโดยสารภายในที่เน้นความสะดวกสบายมากขึ้นสำหรับผู้ใช้ทุกคนในครอบครัว เช่นเดียวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆที่ใส่เข้ามาแบบเต็มขั้น ซึ่งตัวรถคันจริงจะเป็นอย่างไร สิ้นเดือนนี้ รอชมกันได้เลยครับ ที่งาน Motor Show 2022

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments