Ford Everest 2022 เผยสเป็คเครื่องยนต์ออสเตรเลีย รุ่น V6 ดีเซล ขึ้นตำแหน่งท็อป

แบ่งปันเรื่องนี้

ขณะที่ Ford Everest 2022 ซึ่งถูกเปิดตัวในบ้านเราด้วย 2 รุ่นย่อย จะมีเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Bi-Turbo เป็นออพชันในตัวท็อป ลูกค้าในประเทศออสเตรเลียเองก็มีรุ่นรถที่มาพร้อมเครื่องยนต์ลูกนี้เช่นกัน แต่มันเป็นออพชันของตัวล่าง

ใช่ครับ จากข้อมูลล่าสุดที่ทาง Ford Australia ได้เปิดเผยออกมา ระบุว่าเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบชาร์จแบบ Bi-Turbo และให้กำลังสูงสุด 209 แรงม้า PS กับแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำหรับ Everest รุ่นล่าสุดในบ้านเรานั้น จะกลายเป็นเพียงเครื่องยนต์ตัวเริ่มต้นสำหรับตัวรถรุ่นเดียวกันในประเทศออสเตรเลียเท่านั้น นั่นคือรุ่น Ambiente และ Trend ซึ่งก็เป็น 2 รุ่นย่อย ที่ไม่ได้มีขายในไทยเช่นกัน

ส่วนตัวรถ Everest 2023 รุ่นสูงขึ้นมาจาก 2 รุ่นย่อยในข้างต้น ก็คือตัวรถรุ่น Sport ซึ่งมีขายในไทยด้วยชื่อเดียวกัน แต่เมื่อมันถูกนำเข้าไปวางจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย จากเดิม ที่เคยใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบชาร์จแบบ Single-Turbo และให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า PS

มันก็จะได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ดีเซล V6 3.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบชาร์จแบบ Single-Turbo และให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า PS กับแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร แทน เช่นเดียวกับรุ่นท็อปสุดอย่างตัว Platinum (ซึ่งเป็นคนละรุ่นกับในไทย เพราะในไทยตัวท็อปสุดจะใช้ชื่อ Titanium)

นอกจากนี้ ในส่วนของระบบส่งกำลังของ Ford Everest 2023 ทั้ง 4 รุ่นย่อย ไม่ว่าจะเป็น Ambiente และ Trend ที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ดีเซล 2.0 ลิตร Bi-Turbo หรือ Sport และ Platinum ที่ใช้เครื่องยนต์ V6 ดีเซล 3.0 ลิตร Single-Turbo พวกมันต่างก็จะใช้ชุดเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ลูกใหม่ล่าสุด เหมือนกันทั้งหมด และแน่นอนว่าก็จะใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full-Time ทุกรุ่นเช่นกัน

สมรรถนะในภาพรวมของ Everest 2023 ในประเทศออสเตรเลีย ด้วยเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น จึงทำให้ขีดความสามารถในการลากจูงสูงสุดของมันเพิ่มขึ้นเป็น 3,500 กิโลกรัม และสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดได้ระหว่าง 658 – 741 กิโลกรัม แล้วแต่รุ่นย่อย ส่วนน้ำหนักตัวเมื่อรวมของเหลวเอง ก็แกว่งอยู่ที่ระหว่าง 2,259 – 2,492 กิโลกรัม แล้วแต่รุ่นย่อยเช่นกัน

ด้านออพชันต่างๆที่ติดรถมา หากเป็นรุ่นเริ่มต้นอย่าง ‘Ambiente’ ก็จะเริ่มจากการใช้ชุดระบบไฟส่องสว่างรอบคันแบบ Full-LED, ใช้ชุดล้ออัลลอยด์ 17 นิ้ว, เบาะในห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง และเป็นเบาะผ้า, แอร์แบบแยกโซน, จอกลางทัชสกรีนขนาด 10.1 นิ้ว, จอแสดงผลมาตรวัดและข้อมูลต่างๆของตัวรถขนาด 8 นิ้ว, ลำโพง 8 ดอก รอบคัน, ถุงลมนิรภัย 9 จุด, และ Driving Modes อีก 4 รูปแบบ ได้แก่ Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery

ส่วนรุ่นสูงขึ้นมาอย่าง ‘Trend’ ก็จะมาพร้อมกับชุดล้ออัลลอยด์ 18 นิ้ว, เบาะนั่งเพิ่มเป็น 7 ที่นั่ง, ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า, กระจกรอบคันแบบ Privacy (ติดฟิล์มมาให้ตั้งแต่ออกโรงงาน), ชุดจอกลางทัชสกรีนขนาด 12 นิ้ว, และเพิ่ม Driving Mode เข้ามาอีก 2 รูปแบบสำหรับการบุกตะลุยนั่นคือ Sand กับ Mud/Ruts

เขยิบมาในรุ่น ‘Sport’ นอกเหนือจากเครื่องยนต์ ที่ใหญ่กว่าและแรงกว่าทั้งสองรุ่นในข้างต้น มันก็จะมาพร้อมกับงานตกแต่งที่แทบไม่หนีจากตัวรถรุ่นย่อยเดียวกันที่ขายในไทยเท่าไหร่นัก นั่นคือการเน้นเฉดสีชิ้นส่วนตกแต่งรอบคันสีดำที่ทำให้รถมีความดุดัน, ชุดล้อเปลี่ยนเป็นขนาด 20 นิ้ว, เพิ่มระบบควบคุมอุณหภูมิเบาะนั่งคู่หน้า, ปรับปรุงวัสดุหุ้มเบาะให้ดูดียิ่งขึ้นด้วยหนังสังเคราะห์, และเพิ่มลำโพงรอบคันเป็น 10 ดอก

ด้านรุ่นท็อปสุด ‘Platinum’ ก็จะได้รับการตกแต่งที่เน้นความหรูหรามากขึ้นแทน โดยเริ่มจากการติดตั้งชิ้นส่วนยิบย่อยทำสีโครเมียม, เปลี่ยนไฟหน้าเป็นแบบ Matrix LED, เปลี่ยนล้อเป็นขนาด 21 นิ้ว, เพิ่มขนาดจอมาตรวัดเป็น 12.4 นิ้ว โดยที่จอกลางยังเป็นขนาด 12 นิ้วเท่าเดิม, ชุดลำโพงรอบคันเพิ่มเป็น 12 ดอก และเป็นของ B&O, เพิ่มไฟเรือแสงรอบคันในห้องโดยสาร, เพิ่มระบบฮีทเตอร์ให้กับเบาะแถวสอง, ปรับปรุงการตกแต่งเบาะนั่งให้หรูหราขึ้นอีกขึ้น, เพิ่มกล้องมองรอบคัน 360 องศา, และมีระบบช่วยจอดติดตั้งมาให้ครบๆ

ทั้งนี้ แม้จะมีการเปิดเผยรายละเอียดเครื่องยนต์ และออพชันต่างๆของตัวรถ Ford Everest 2023 ทั้ง 4 รุ่นย่อยออกมาแล้ว แต่ทาง Ford Australia ก็ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องราคาของตัวรถแต่อย่างใดในตอนนี้

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments