เครื่องยนต์ใหญ่ จะกลับมา.. ความจริงวันหน้าที่ใกล้เข้ามาทุกที

ในหลายปีที่ผ่าน มาเราจะเห็นได้ว่าเครื่องยนต์ในปัจจุบัน มีขนาดเล็กลงอย่างต่อเนื่อง แต่พวกมันมีกำลังมากกว่าหรืออย่างแย่ที่สุดเทียบเท่าเครื่องยนต์ในอดีต กระแสการลดขนาดเครื่องยนต์ ออกมาเมื่อปี 2010 และหลายคนคิดว่าทิศทางในวันหน้าน่าจะไปสู่ไฮบริด หรือรถยนต์ไฟฟ้าอย่างก้าวกระโดด ทั้งที่ ความจริงเครื่องยนต์ในอนาคต อาจมีขนาดใหญ่ขึ้น

การออกมาเปิดว่าเครื่องยนต์ในอนาคต อาจมีขนาดใหญ่ขึ้นมาจาก การเปิดเผยของ หัวหน้าทีมวิศวกรปอร์เช่ 911 แฟรงค์ สตีฟเฟน วอลลิซ เขาเชื่อว่า เครื่องยนต์ในอนาคตจะใหญ่ขึ้นกว่าปัจจุบัน และจะเป็นการสิ้นสุดเทรนด์บล็อกเล็กประหยัดน้ำมัน ลดปล่อยไอเสียวิ่งแวดล้อมจอมปลอม ที่หลายคนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า ตานี่ท่าจะบ้า ทั้งที่เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่พอจะรู้เรื่องกฎไอเสียใหม่ล่าสุด ยูโร 7 ซึ่งจะบังคับใช้ใน 5 ปีต่อจากนี้

ท่าทีการบังคับการปล่อยไอเสียมาตรฐานยุโรป หรือยูโร เป็นที่รู้จักมายาวนาน ที่ผ่านมา ตลอดหลายปี การทดสอบเก็บข้อมูลโดยส่วนใหญ่เป็นรูปแบบการใช้ข้อมูลวัดประสิทธิผลทางแลปวิจัยเชิงทดลอง เพิ่งมีการวัดผลในโลกความจริงหลังจากเรื่องของโฟล์คสวาเกน รวมถึง บริษัทรถยนต์อีกหลายราย ถูกเปิดโปง เรื่องการปล่อยไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมากกว่าที่วัดได้ในห้องทดลอง แถมยังมีอุปกรณ์ติดตั้งสามารถหลอกการตรวจจับปล่อยไอเสีย

เหตุผลดังกล่าวส่งให้ การควบคุมไอเสียไม่เป็นประสิทธิผล แม้จะทำงานมายาวนาน และทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังหาวิธีการใหม่ควบคุมการปล่อยเสียตั้งแต่ขนาดและกระบวนการเผาไหม้ หรือ Power per litre  หรือ กำลังต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลต่อขนาดเครื่องยนต์โดยตรง

การจำกัดขนาดเครื่องยนต์ และกำลังไม่เพียงจะคุมการปล่อยไอเสียที่จะเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่ต้นตอเท่านั้น มันยังช่วยให้ในห้องแลป และความจริงไม่สวนทางกันมากด้วย

ฝาครอบเครื่อง

นอกจากนี้ มีรายงานชี้ชัด เป็นไปได้สูงมากที่ ในยูโร 7 จะเก็บข้อมูลแบบ 2 ด้าน คือทั้งในห้องแลปและในการขับจริง ในแลปเครื่องบล็อกเล็กเทอร์โบ อาจจะให้ประสิทธิผลที่ดี แต่เมื่อขับใช้งานจริงบนถนน จะพบว่า  เครื่องยนต์บล็อกเล็กเทอร์โบ ต้องการกำลังจากเทอร์โบ หมายถึงต้องฉีดน้ำมันเพิ่ม เผาไหม้เพิ่ม แม้จะช่วงสั้นๆ ก็ปล่อยไอเสียเพิ่ม อาจจะมากกว่า เครื่องยนต์ที่แค่แตะก็วิ่งฉิวทันที

ด้วยเหตุนี้ ความเป็นไปได้ คือ พัฒนาเครื่องยนต์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าปัจจุบัน นั่นรวมถึง การเปลี่ยนรูปแบบเครื่องยนต์ที่ใช้ ให้มีจำนวนสูบมาขึ้น เพื่อควบคุมการสร้างกำลังจากห้องเผาไหม้ ให้ตอบสนองดี

การทำเชนนี้ ไม่เยงเครื่องยนต์มีกำลังเพิ่มขึ้นเท่านั้น ยังสร้างแรงบิด การตอบสนองดีกว่าเดิมแน่นอน

วอลลิซ กล่าวว่า เราจะเห็นเครื่องยนต์จาก 4 สูบ เป็น 6 สูบ และ 6 สูบ เป็น 8 สูบ ในอนาคตแน่นอน ขนาดเครื่องยนต์จะเพิ่มอีกราวๆ 20%  จาก ปัจจุบัน

กระแสดังกล่าวได้เริ่มแล้ว ในแง่ของงานวิจัยและพัฒนา เราจะเห็นได้จากแผนงานของบริษัทรถยนต์บางแห่ง ต้องการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ยกตัวอย่าง มาสด้า มีแผนสร้างเครื่องยนต์ 6 สูบ แถวเรียงรุ่นใหม่ ทางสื่อจากประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่ามันมีขนาด 3.0 ลิตร โดยเครื่องยนต์นี้ คาดว่า จะติดตั้งในมาสด้า 6 ปัจจุบันใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.5 ลิตรเป็นหลัก นำเสนอลูกค้า

เช่นเดียวกันซูบารุ เป็นอีกค่ายที่มีแผนขยายขนาดเครื่องยนต์กบเขา โดยรถ Subaru  BRZ   รวมถึง  Toyota  GT-86   รุ่นต่อ จะได้เครื่องยนต์  Boxer   4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร คาดว่าจะเป็นพื้นฐานเดียวกับ Subaru  Ascent   กำลังเพิ่มขึ้น 15 แรงม้า และแรงบิดมีรายงานว่าเพิ่มขึ้นนิดหน่อย สร้างข้อสงสัยกับคนจำนวนไม่น้อยว่า ทำไม จะต้องใช้เครื่องยนต์ใหญ่มากในรุ่นถัดไป ซึ่งประเด็นอาจจะอยู่ที่การต้องผ่านไอเสียยูโร 7 โดยไม่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ

ขณะที่ค่ายรถยนต์ที่ใกล้ชิดกับบ้านเรา  Ford  มีรายงาน ว่าจะมีเครื่องยนต์  V6 3.0  ลิตร ออกมาตอบการขับขี่  ซึ่งเครื่องยนต์ดังกล่าว จะอยู่ในว่าที่  Ford Ranger   รุ่นต่อไป

ทั้งหมดนี้ชี้ว่า เครื่องยนต์ในอนาคตจะใหญ่ขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างไม่ตองสงสัย นาย สเตฟเฟน คาดว่า เครื่องยนต์ในอนาคตจะใหญ่กว่าปัจจุบัน ราวๆ 20%  แต่บริษัทรถยนต์จะให้ความสำคัญกับการกรองไอเสียมากขึ้นจนเหมือนรถพกเอาตัวดักไอเสียจากโรงงาน ติดตัวไปด้วย มันจะใหญ่ขึ้นกว่าปัจจุบัน อีก 3-4 เท่า ซึ่งในทางหนึ่งก็จะเพิ่มน้ำหนักรถด้วย

อย่างไรก็ดีในไทย อาจจะยังไม่มีการใช้มาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดถึงระดับ ยูโร 5 หรือ ยูโร 6 ทว่า  การกำหนดเพดานภาษีใหม่ จัดเก็บสรรพสามิตร ตามการปล่อยไอเสียก็สร้างความน่าสนใจดึงดูบริษัทผู้ผลิตไม่น้อย เพราะไม่ว่าเมคโนโลยีอะไรก็สามารถทำภาษีถูกได้ ถ้าปล่อยไอเสียต่ำ 

เราคงจะได้เห็นรถใหม่ เครื่องยนตใหญ่ขึ้นในอีกไม่นานนี้

 

 



Comments

comments