ก้าวสู่ ยูโร 6ทางออกแก้ฝุ่น เบ็ดเสร้จในคราวเดียว

เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นับตั้งแต่ วันแรกที่คนไทยได้รู้จักกับคำว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก  PM 2.5   ที่ก่อกำเนิดมาจากหลายสาเหตุสำคัญโดยเฉพาะการเผาไหม้ ทั้งจากภาคเกษตรกรรมในแง่การเผาในที่โล่ง แต่ในอีกด้านบาปของเครื่องยนต์ดีเซล ถูกชูขึ้นมาเป็นจำเลยสำคัญ เพราะวันนี้รถดีเซลในประเทศเยอะมาก เป็นต้นตอสำคัญในเรื่องนี้

เครื่องยนต์ดีเซล มีความพยายามในการคุมเข้มการปล่อยไอเสียมายาวนาน จนเรามาหยุดอยู่ที่ ระดับยูโร 4 มานาน และยังใช้จนปัจจุบัน

อันที่จริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนในการให้ผู้ผลิตปรับปรุงเครื่องยนต์ดีเซลไปสู่ระดับยูโร 5 และ 6 ตามลำดับตามโรดแมพเดิม ควรจะเร็วกว่านี้ เมื่อกระแสฝุ่นมหาภัยถล่มเมืองกรุง ประเด็นการพัฒนาระบบกรองไอเสียไปสู่ระดับสูงกว่าเริ่มถูกเรียกร้องจากภาคประชาชน เพราะสุขภาพนั้นรอไม่ได้ ใครจะอยากตายผ่อนส่ง แถมที่ผ่านมารถกระบะเริ่มถูกบรรดาวัยรุ่นจาซิ่งนำไปแต่ง จนขับควันดำกลบตูดเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไป รวมถึงมีการดัดแปลงระบบบำบัดไอเสีย เช่นอุด  EGR   จนไอเสียยูโร 4 เอาจริง เหลือยูโรรึเปล่า ยังน่าสงสัย

มาตรฐานไอเสีย EURO5

ทางออกเรื่องนี้ภาครัฐได้เจรจา กับบรรดาผู้ผลิตรถกระบะ ที่ได้รับความนิยมในไทย ทมาตั้งแต่ปีกลาย เป็นกลุ่มหลักมีจำนวนเยอะ และทั้งหมดใช้เครื่องยนต์ดีเซล ตอบโจทย์แก่ลูกค้า

มีความพยายามเร่งออกมาตรฐานไอเสียให้เร็วขึ้น เนื่องจากปีนี้ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ที่ฝุ่นมหาภัยถล่มเมืองกรุงจนกระทั่งไวรัสโควิด-19 ระบาด เรื่องการเพิ่มมาตรฐานไอเสีย ถูกยกนำมาพูดถึงอีกครั้ง ทางภาคเอกชนร้องขอให้ภาครัฐชะลอไปก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงรายได้ที่หดหาย และแนวโน้มเศรษฐกิจไม่สู้ดี ประจวบกับว่า หากภาคเอกชนจะต้องทำตามมาตรฐานใหม่ อาจจะต้องสูญเงินวิจัยมาก ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ ในทางการค้า

ข้อมูลล่าสุด จาก ฐานเศรษฐกิจ ชี้ว่า มาตรฐานไอเสีย ยูโร 5 จะถูกเลื่อนออกไปเป็นปี พ.ศ. 2568 (2025) จากเดิมจะบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2564 และยูโร 6 เริ่มบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2571 (2028)   จากเดิมจะบังคับใช้ในปี  พ.ศ.2565

ในรายงานเดียวกัน ชี้ว่าทาง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เห็นชอบให้มาตรฐานไอเสียยูโร 5 บังคับใช้ในปี พ.ศ. 2567 และ ยุโร 6 บังคับใช้ในปี พ.ศ. 2568 หรือขยับจากปัจจุบันไปอีก 3 ปี นั่นหมายความว่ารถยนต์ดีเซลจะยังคงปล่อยฝุ่น   PM 2.5   ตามมาตรฐานปัจจุบันต่อไป ถึงอีก 3ปี และในแต่ละปี รถกระบะ -อเนกประสงค์จากกระบะ มียอดขายจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

ถ้ามองในแง่ความไม่พร้อมทางด้านสภาพเศรษฐกิจ ก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญว่ารถยนต์จะมียอดขายหดตัวลง แต่รถกระบะส่วนใหญ่เป็นรถใช้ในเชิงพาณิชย์ ต้องวิ่งเป็นประจำ เรียกว่า ปล่อยไอเสียกันทุกวัน และที่น่าคิดไปกว่านั้น ระบบกรองไอเสียยูโร 5 และ ยูโร 6 ทำไม ถึงวางห่างกันเพียงปีเดียว ทั้งที่สามารถรวบยอดเป็นระบบเดียว ก้าวผ่านข้ามระดับ 5 ไป 6 เลยก็ได้ในคราวเดียว

เพราะระดับ 6 จะอาศัยตัวกรองไอเสียที่เรียกว่า   Diesel Particle Filter   หรือ  DPF  ที่มีในระดับยูโร 5  พอเป็นระดับยูโร 6 จะมีอุปกรณ์เสริมเพิ่มขึ้นมา ที่เรียกว่า SCR (Selective Catalytic Reduction)  ทำงานร่วมด้วยโดยมีสารที่เรียกว่า  AdBlue   ฉีดช่วยในการบำบัดไอเสียเพิ่มเติม ช้วยลดฝุ่นละสารก่ออันตรายต่อสุขภาพ

อาจกล่าวอย่างชัดๆ ก็คงจะพูดได้เต็มปากว่า  ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มอีกตัวก็เข้าสู่มาตรฐานยูโร 6 ในทันที

ในมุมมองบริษัทรถยนต์จากที่เคยมีการพูดคุยสอบถามบางราย มาบ้าง ชี้ว่าปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่บริษัทรถยนต์อย่างที่เข้าใจ เพราะในความเป็นจริง ต้นทุนที่เพิ่ม แน่นอนว่าจะต้องเพิ่มไปในราคารถใหม่ในอนาคต ผู้ใช้จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

หากสิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ระบบกรองไอเสีย แต่เป็นน้ำมันที่จะต้องใช้กับรถ จะต้องมีความเหมาะสม ได้ตามมาตรฐานยูโร 5 เพื่อนำมาใช้กับเครื่องยนต์และระบบกรองไอเสียมาตรฐานใหม่ด้วย

ข้อมูลจาก ryt9 อ้างอิงจากการให้ข้อมูล ของ อธิบดีกระทรวงพลังงานว่า มี 5 โรงกลั่นที่ตอบรับพัฒนาระบบการกลั่นแล้ว 5 แห่ง มีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติม รวม 50,000 ล้านบาท หรือ เฉลี่ย รายละ 1 หมื่นล้านบาท  แต่แน่นอนว่าต้นทุนการกลั่นจะเพิ่มขึ้น แล้วจะมาบวกกับราคาจำหน่ายปลีกน้ำมัน กำลังเร่งศึกษาข้อมูล จะเพิ่มเท่าไร

ถ้าอ้างอิงตามข้อมูลนี้เท่ากับ ในอนาคตผู้ใช้รถกระบะ จะต้องแบกรับภาระ ทั้งราคารถที่เพิ่มขึ้น จากเทคโนโลยีบำบัดไอเสีย รวมถึงน้ำมันที่ใช้กับรถก็จะมีราคาสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่จะเพิ่มอีกเท่าไร ยังไม่มีใครตอบได้

จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งคู่ ส่งผลให้การวางมาตรฐานยูโร 5 และ 6 ล่าช้านานเกินไป จนในต่างประเทศทางยุโรปอาจไปสู่มาตรฐานใหม่ระดับนูโร 7 มีการวัดผลในเชิงต่างมาคำนวนเป็นค่าไอเสีย ทั้ง การทดสอบในแลป และการทดสอบบนถนนจริง และกำลังเป็นที่ถกเถียงในวงการวิศวกรรมยานยนตืว่า มาตรฐานใหม่นั้นอาจจะทำให้ ผู้ผลิตต้องพลิกตำราพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่อีกครั้ง ทิ้งทุกอย่างที่เคยคิดเอาไว้ อาทิ การกลับไปใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และสร้างระบบบำบัดไอเสียใหม่ที่มีประสิทธิสูงช่วยในการลดการปล่อยไอเสีย จะทำให้ไทยตกขบวนการลดการปล่อยไอเสียอีกหรือไม่

มาถึงตรงนี้ เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราจะต้องเจอวิบากกรรม PM2.5  ไปอย่างน้อยอีก 2-3 ปี เมื่อมองตามกรอบเวลาที่ภาครัฐเคาะออกมา อาจจะใช่ที่เรื่องนี้ต้องใช้เวลาในการพัฒนาทั้งโรงกลั่น และ ค่ายรถยนต์ต้องเตรียมความพร้อมต่อในการวางจำหน่าย ต้องมีการวิจัยและพัฒนาจะทใน 3-6 เดือนไม่น่าเป็นไปได้

แต่ในอีกมุมกลับกัน เรื่องสุขภากของประชาชนก็รอไม่ได้เช่นกัน ฝุ่น  PM 2.5  มีผลต่อสุขภาพเมื่อสูดดม  แล้วใครจะรับผิดชอบในจุดนี้ เป็นคำถามที่น่าสนใจ เช่นกัน อาจถึงเวลาที่ไม่ต้องรั้งรอก้าวผ่านสู่ยูโร 6 ในครั้งเดียว เพื่อไม่ให้ต้องลงทุนซ้ำซ้อนหลายรอบ ทุกคนได้ประโยชน์   Win Win Win  

 

 

Comments

comments