ถอดรหัส “ยางประหยัดน้ำมัน” ประหยัดจริงๆ หรือแค่มายา

แบ่งปันเรื่องนี้

ในหน้าฝนแบบนี้ผมเชื่อว่า เพื่อนๆ หลายคนคงมองหายางชุดใหม่มาใส่รถที่อาจจะใช้งานยางตัวเดิมมายาวนาน ปัจจุบันยางฝนตลาดบ้านเรามีให้เลือกมากมายหลายรุ่น ทว่าในช่วงหลายปีทีผ่านมา,เราเห็นยางแบบใหม่เข้ามาทำตลาด และพวกเขาเรียกว่า  “ยางประหยัดน้ำมัน”

“ยางประหยัดน้ำมัน” อาจจะดูเป็นเรื่องใหม่คนไทยยังไม่มั่นใจในการใช้งาน เว้นแต่จะถูกใส่ติดรถจึงจะจำยอมใช้จนกว่ายางเหล่านั้นจะสิ้นอายุขัย

หลายคนมักคิดว่า ยางประหยัดน้ำมันมีสมรรถนะในการขับขี่ไม่ดี ทั้งที่พวกมันอาจมีดีกรีในการขับขี่ไม่แพ้ยางธรรมดาทั่วไป แต่จะมีสักกี่คนนะ ที่ตั้งคำถามว่า ทำไมเขาเรียกว่า “ยางประหยัดน้ำมัน” และมีเหตุผลอะไรที่เราควรจะหันมาลองเลือกมันไปใช้

จุดเริ่มต้นยางประหยัดน้ำมันเกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว ประเด็นการสร้างยางรถยนต์ให้ประหยัดน้ำมัน เกิดขึ้นเมื่อบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์เริ่มตระหนักการรักษาสิ่งแวดล้อม

 ถึงยางอาจจะไม่ใช่ตัวช่วยในการประหยัดน้ำมันลดการใช้ทรัพยากรได้โดยตรง แต่ยางรถยนต์ก็เป็นส่วนเดียวที่ยึดรถไว้กับพื้นถนน ถ้ามพวกมันเกาะถนนมากไป จะทำให้กำลังเครื่องยนต์สูญเสียในการขับเคลื่อนไปโดยไร้ประโยชน์และทุกกิโลเมตรที่ลูกค้าต้องบี้คันเร่งเอาชนะการเกาะของยางเพื่อไปได้เร็วกว่า ก็ต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์เพิ่มขึ้นถึง 18 ปอนด์เลยทีเดียว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจึงเริ่มเห็นคำว่า “ยางประหยัดน้ำมัน” แต่ก็ไม่ใช่ว่าใส่แล้วคุณจะเห็นอัตราบริโภคน้ำมันลดน้อยลงไปในทันทีทันใด

แนวทางของความประหยัดน้ำมันในยางแบบนี้จะเน้นในการลดการใช้น้ำมันในระยะยาว  บางบริษัทรับประกันโดยอ้างอิงข้อมูลจากการวิจัยภายในของบริษัทว่า สามารถลดการใช้น้ำมันได้ถึง 10-80 แกลลอนตลอดการใช้งานยางชุดนั้นๆ และในต่างประเทศเปิดเผยว่า ทุกครั้งที่ยางประหยัดออกรุ่นใหม่มาสู่ตลาดมันจะมีความสามารถในการประหยัดน้ำมันมากขึ้นถึงร้อยละ 2  และเทียบกับรถที่ไม่ได้ใช้ยางประหยัดน้ำมัน พวกมันประหยัดมากกว่าถึงร้อยละ 8

หลายคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่า ยางนี่นะจะประหยัดน้ำมันได้ … พูดแล้วก็หวั่นใจว่าประหยัดน้ำมัน แถมประหยัดชีวิตเราด้วยหรือเปล่า

ถ้าคุณกำลังกังวลใจเรื่องนี้ขอให้สบายใจได้เลยครับ ยางประหยัดน้ำมันทำได้จริงด้วยการเปลี่ยนสูตรผสมเนื้อยางใหม่ มาใช้ส่วนผสม เรียกว่า   “Silica Filler” แทนการใช้สารประเภทคาร์บอน

คุณสมบัติของ   Silica filler  มันทนความร้อนได้ดีกว่า ทำให้เมื่อเกิดแรงเสียดทานในระหว่างการขับขี่ สามารถลดความร้อนที่เกิดขึ้นในระหว่างการขับขี่มากกว่า การลดความร้อนดังกล่าว ทำให้เนื้อยางรถยนต์ไม่เหนียวจนเกาะถนนแน่นเกินไป จนเราต้องบี้คันเร่งใช้กำลังแรงบิดเครื่องยนต์เพื่อชนะแรงต้านทาน

วิธีการนี้นี่แหละครับที่เรียกว่า ลดแรงต้านทานในขณะหมุน หรือ   “Low Rolling Resistance“ เป็นส่วนสำคัญในการทำให้รถที่ใช้ยางประหยัดน้ำมันมีความประหยัดน้ำมันมากกว่า มันไม่ได้หมายความว่ายางนั้นไม่เกาะถนนเลยหรือลื่นเมื่อเจอฝนเจอน้ำแบบที่เข้าใจกันผิดๆ มาโดยตลอด แถมส่วนผสมใหม่ซิลิก้ายังช่วยให้ยางมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อันที่จริงยางประหยัดเหล่านี้มีการเบรกที่สั้นลงกว่า ,เกาะถนนดีกว่าด้วยซ้ำไป แถมความยืดหยุ่นของยางมากขึ้น ยังส่งผลต่อการสึกของดอกยางที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ยางรถยนต์เดิมๆ ด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ว่า “ยางประหยัดน้ำมัน” จะไม่ได้ใส่แล้วเห็นผลทันทีอย่างที่เราๆ ท่านๆ เข้าใจมาโดยตลอด แต่ประโยชน์เรื่องประหยัดน้ำมัน ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นในนวัตกรรมยางรถยนต์ยุคใหม่แบบนี้

นอกจากความสามารถในการประหยัดน้ำมันแล้ว ยางประหยัดน้ำมัน ยังเป็นยางรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมากขึ้น เนื่องจากการใช้ ซิลิก้าทำให้ทางผู้ผลิตยางต้องเปลี่ยนกรรมวิธีในการผสมวัตถุดิบเข้าด้วยกัน เดิมทีการผสมอาจจะใช้เคมีภัณฑ์จากปิโตรเลียมเป็นหลัก แต่ปัจจุบันหลายบริษัทก็หันมาใช้น้ำมันพืชแทนในการสร้างเนื้อยาง อาทิ มิชลินใช้น้ำมันดอกทานตะวันในการผสมสูตรเนื้อยาง  All Season tire, หรือ โยโกฮามา ใช้น้ำมันสกัดจากผิวเปลือกส้มในการผสมสูตรเนื้อยาง จนพวกเขาประกาศว่าจะเป็นบริษัทแรกที่ไม่ใช้ส่วนผสมจากปิโตรเลียมอีกต่อไป

ถ้าถามผมว่า “ยางประหยัดน้ำมัน” จริงๆ แล้วประหยัดมากน้อยเพียงใด คงจะตอบยาก หากด้วยคุณสมบัติใหม่ๆ ในเนื่องยาง ยางประหยัดวันนี้ใช่ดีเรื่องเซฟค่าใช้จ่าย แต่ยังมีดีในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม แถมเพิ่มพูนสมรรถนะในการขับขี่ รู้แบบนี้ งวดหน้าเราลองเปลี่ยนไปใช้ยางประหยัดน้ำมันบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย

 

ชอบกดไลค์ใช่กดแชร์ ขอบคุณทุกกำลังใจสำหรับพวกเรา   ridebuster.com 



แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments