ดราม่า คาร์ซีท เห็นด้วยเห็นต่าง คนไทยให้ค่าความปลอดภัย ไม่เท่ากัน

แบ่งปันเรื่องนี้

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ประเด็นร้อนในสังคมไทย ดูจะไม่พ้นเรื่องราวของ การตรากฏหมายออกมาหใม่ล่าสุด ที่ส่งให้คนที่มีผู้โดยสารเด็กเล็ก ต้องจัดหาอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย สำหรับเด็ก หรือ คนไทยเรียกว่า “คาร์ซีท” หรือ Child Safety Seat

ประเด็นเรื่อง คาร์ซีท เป็นที่ถกเภียงกันอย่างมากใน วงสังคมไทย ในช่วงสัปดาห์ผ่านมา ด้วยความจริงว่า คนจำนวนมาก ไม่เคยปฏิบัติ ในการนำลูกนั่งที่นั่งพิเศษ เพื่อความปลอดภัย ในการเดินทาง และเมื่อ กฏหมาย ออกมาและพร้อมบังคับใช้ 120 วัน จึงก่อเกิดคำถามมากมาย ในหลายประเด็น ต่างขึ้นมาถกเถียง อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ คนที่มีลูกอยู่ในช่วง ที่กฏหมาย กำหนดขึ้นมา

เบาะเด็ก คาร์ซีท

กฏแห่งสากล

ข้อเท็จจริงในเรื่องหนึ่ง ที่คนไทยจำนวนมาก อาจไม่ทราบมาก่อน คือ กฏนี้ไม่ใช่เป็นการบังคับใช้ในไทย แต่เป็นการออกบังคับใช้ทั่วโลก เพื่อความปลอดภัยทางถนนมากขึ้น

มิตินี้มาจากที่ประชุม สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เมื่อช่วงเดือน มิถุนายน ปี 2018 ที่ออกมาเคลื่อนไหว ให้ทุกประเทศทั่วโลก ตระหนักถึงการใช้เข็มขัดนิรภัยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็ก และติดตั้งจุดยึดเบาะนั่งเด็กที่เรียกว่า ISOFIX ให้เป็นมาตรฐานในการใช้งาน และควรปฏบัติ เมื่อขับขี่ไปพร้อมผู้โดยสารเด็ก

ข้อกำหนดดังกล่าวถูงผนวดรวมเข้ากับมาตรฐานที่เรียกว่า UNECE ทำให้รถสมัยใหม่หลายรุ่น จะต้องมีตัวที่ยึดที่นั่งสำหรับเด็ก หรือที่เรียกว่า ISOFIX ในที่นั่งตอนหลัง เพื่อติดตั้งเบาะนั่งเด็กเล็กได้ทุกแบบตามสมควร ซึ่งทั่วโลกให้ความสำคัญมาก และเริ่มใช้ในแถวยุโรป อเมริกาเป็นชาติๆ แรกๆ จนอาจจะเรียกว่า ประเทศที่เจริญแล้ว มีอารยะเขาก็ต้องปฏิบัติกันทั้งนั้น

โดยกว่า 96 ประเทศ ต่างมีกฏที่ออกมาคล้ายๆ กัน คือ เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 135 ซ.ม. จะต้องนั่งในเบาะพิเศษ หรือ คาร์ซีท เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ส่วนเด็กที่มีความสูงกว่า 135 มม. สามารถนั่งโดยสารได้ตามปกติ ทางเบาะตอนหลัง

ภาพ รถชนในประเทศไทย เมื่อนานามาแล้ว ซึ่งในรถมีเด็ก คุณว่าสภาพนี้เด็กรอดไหมครับ

บางประเทศ มีการกำหนดลึกลงไปถึงวิธีการติดตั้งตัวเบาะ ว่าจะต้องหันหน้าหันหลัง เมื่ออายุเท่าไร หรือเด็กต้องมีอายุเท่าไร จึงจะต้องเลิกใช้เบาะนั่งพิเศษ

การออกกฏนี้ในไทย โดยตรากฏหมายออกมาในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และกว่าจะบังคับใช้ในอีก 120 วัน จะพูดทางหนึ่งก็ต้องเรียกว่ เราในฐานะสมาชิกภาพองค์การสหประชาชาติ รับลูกเรื่องความปลอดภัยนี้ช้ามาก และอาจช้าเกินไป

การต่อต้านที่เกิดขึ้นในมุมหนึ่ง จากที่สังเกตในโซเชี่ยล มาจากการปฏิบัติตนที่คุ้นชิ้นกับการอุ้มเด็กไว้กับตัว หรือ ทีผ่านมาไม่เคยจำเป็นต้องใช้ จนมองว่า เบาะนั่งปลอดภัยสำหรับเด็ก อาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เพราะ ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็สามารถพาลูกๆหลานๆ ผ่านการเดินทางอย่างปลอดภัยได้ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ตัวช่วย แบบที่รัฐกำลังจะเข้มงวด ด้วยค่าปรับถึง 2,000 บาท

เบาะเด็ก คาร์ซีท
และนี่คือคำตอบ ของเรื่องนี้ น้องรอดไม่มีอาการบาดเจ็บรุนแรง

ราคาคาร์ซีทแพง และไม่ใช่สินค้าควบคุม

ในอีกด้าน ของเสียงจากโซเชี่ยล ดูจะมีเหตุผลมากขึ้น จนไม่อาจจะปฏิเสธ ในแง่ของราคาคาร์ซีทในไทย มีราคาค่อนข้างแพง ราคาแรงตัวนึงไม่ใช่ถูกๆ มีราคาตั้งแต่ 2,000 กว่าบาท ไปจนถึง หลักหลายหมื่นบาท เลยด้วยซ้ำ

ราคา คาร์ซีทแพง มีเหตุผลส่วนสำคัญข้อหนึ่งมาจาก การจัดเก็บภาษี ของภาครัฐ ที่ยังไม่ได้วางให้สินค้าดังกล่าวที่ภาครัฐ พูดปาวๆ ว่ามันมีความสำคัญ สมควรต้องใช้ ให้เป็นสินค้าควบคุมหรือ อย่างน้อยต้องมีอัตราภาษีลดลงจากปัจจุบัน ที่จัดเก็บจากบรรดาผู้แทนจำหน่าย หรือ ผู้จัดจำหน่าย

นั่น จะทำให้ราคาขายอุปกรณ์ ความปลอดภัย ตัวนี้มีราคาลดลง จับต้องง่ายขึ้น และคนทั่วไป ก็สามารถจะซื้อหามาใช้ได้

อย่างไรก็ดี ล่าสุด กรมการค้าภายใน ได้ขึ้นบัญชี อุปกรณ์นั่งความปลอดภัยสำหรับเด็ก อยู่ในกลุ่มจับตามองและเฝ้าระวy’ หรือ Watch List ไม่มีการฉวยโอกาสในการขึ้นราคา แต่จากที่ทางทีมงาน Ridebuster สังเกต พบว่า สินค้าคาร์ซีทนั้น มีแต่จะปรับราคาลงมาถูกลง เนื่องจากก่อนหน้านี้ ไม่เป้นที่นิยมของผู้ใช้คนไทย เนื่องจากมองว่าเป็นของสิ้นเปลือง บางชิ้นถูกลงกว่าเป็นพันบาท เมื่อเทียบจากเดิม

เรื่องราคาที่แพงเอง ในกลุ่มคนรายได้น้อย และมีลูกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ส่วนใหญ่จะมีทัศนคติไปในทางเดียวกันว่า หากต้องจัดหามาใช้ น่าจะไม่สะดวก เนื่องจากราคาเบาะตัวหนึ่งไม่ถูก และตัวเอง มีลูกหลายคน สมมุติยกโขยงไปทั้งบ้าน เช่นเดินทางกลับบ้าน ต้องมีเบาะนั่งแบบนี้ที่พอเพียง และมีราคาค่าใช้จ่ายฝูง

วันๆ ทำมาหากินหาเลี้ยงชีพ ปากท้องและครอบครัว ก็แทบไม่เพียงพอ อยู่แล้ว กฏแบบนี้ออกมาไม่เห็นใจกันบ้าง

แถมจากที่เราติดตามส่วนใหญ่ คนกลุ่มนี้ นิยมใช้รถกระบะ แคปตอนครึ่ง หรือ ที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า กระบะแคป ในการประกอบอาชีพ ซึ่งประเด้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ กระบะแคป ตอนครึ่ง นั้น จะไม่มีจุดยึดสำหรับ ISOFix หรือ ที่ติดตั้งเบาะเด็กมาให้ ในพื้นที่แคป

เนื่องจากในทุกประเทศทั่วโลก ยอมรับว่ าพื้นที่แคปนั้น ที่จริงไม่ใช่พื้นที่สำหรับการโดยสาร แม้แต่รถที่ออกจากโรงงานก็ไม่มีเบาะแคปมาให้ ส่วนเบาะที่ได้มา ส่วนใหญ่มาจากตัวแทนจำหน่ายให้มาเป็นของแถม สำหรับผู้ซื้อ

บางคนให้ความเห้นว่า ถ้าอุปกรณ์นี้จำเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ ควรมีมาให้ลูกค้า ซึ่งความจริงแล้ว น่าจะเป็นหน้าที่พ่อแม่ ที่จะดูแล และปกป้องลูกให้มี สวัสดิภาพความปลอดภัย หรือไม่

เบาะเด็ก คาร์ซีท
นอกจากการให้ความปลอดภัย แล้ว ยังทำให้การโดยสารสบายด้วย เป็นอีกข้อที่คุณได้จาก คาร์ซีท

เพื่อคนปลอดภัย จริงหรือเปล่า

ในแง่สำคัญอีกด้าน คนจำนวนไม่น้อย ตั้งคำถามว่า กฏคาร์ซีท ที่ออกมา เพื่อความปลอดภัย หรือ สรุป เป็นการสร้างช่องทางให้ผู้รักษากฏหมาย กันแน่

เรื่องนี้ภายหลังจาก ออกฏดังกล่าวมา กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาพูดคุย ถึงการบังคับใช้กฏดังกล่าว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กรมการขนส่งทางบก ผู้ออกบังคับใช้กฏดังกล่าว เปิดเผยเป็นนัยๆ ว่า อยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก  ให้สัมภาษณ์ กับสื่อใน ช่วงสัปดาห์ ทีผ่านมาว่า กฏดังกล่วไม่ใช่การสรา้งชข่องทางอย่างที่หลายคนกังขา แต่เพื่อต้องการยกระดับความปลอดภัยทางถนนของไทย ไปสู่ระดับมาตรฐานสากล

ในส่วนประเด็นคาร์ซีทนั้น จะอยู่ในการกำกับของ สตช. (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ซึ่งจะมีการหารือ ข้อห่วงใยของประชาชน กับ หน่วยงานวิชาการและที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเด็กที่มีอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้มีที่นั่งพิเศษ ที่สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้

แต่มิได้เป็นการบังคับว่าเป็นคาร์ซีทเท่านั้น อาจจะเป็นการจัดหาวิธีปลอดภัย ที่ทำให้เด็กต้องรัดเข็มขัดนิรภัยได้ หรือ ในอนาคต อาจจะมีวิธีแนะนำจากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้การโดยสารสำหรับเด็กปลอดภัยยิ่งขึ้น

ไม่ว่าสุดท้ายแล้วกฏหมายคาร์ซีท จะดูแล้วมีความน่ากังวลใจ กระทบต่อคนไทยที่มีรายได้น้อยอย่างไร ส่วนที่สำคัญที่เราต้องยอมรับอย่างจริงจัง คือกฏหมายเรื่องนี้ไม่ควรย่อหย่อน คนไทยเรามองข้ามความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนไปมากพอสมควร ทั้งที่ความจริง เราควรจะตระหนักใส่ใจมากว่านี้

เรื่องนี้มาทรงทำนองคล้ายหมวกกันน๊อก ซึ่งปัจจุบัน ยังมีคนไทย ไม่ถึง ร้อยละ 50 ใส่ใจ ใช้พวกมัน คาร์ซัท ก็ดูทรงจะเหมือนกัน ยิ่งวันนี้กระแสสังคมแรงคนมีรายได้น้อย มีลูกเยอะบอกไม่พร้อมจะซื้อ ภาครัฐก็ไม่ควรจะฝ่อยอมถอย เพระาเห็นแก่เสียงจากประชาชน แต่ควรมีระบบในการบังคับใช้อย่างชัดเจน แบบไหนผิดแบบไหนถูก

นั่นเพื่อทำให้ คนเห็นว่า ความปลอดภัยกับชีวิตมีค่ามากกว่าเงินทอง แบบวลีที่ว่า เงิน..ถ้าไม่ตายก็หาไม่ได้ ชีวิตตัวเรายังคิดว่าสำคัญ​แล้วกับคนที่คุณรัก มันคงสำคัญไม่แพ้กันใช่ไหมครับ

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments