ดีเซล B10 เติมเอง… ลองขับจริง ..ประหยัดคุ้ม น่าใช้ไหม

แม้ว่ากระแสราคาน้ำมันจะไม่ได้แพงแล้วในปัจจุบัน ซ้ำยังถูกลงอย่างต่อเนื่องหลังจากช่วงไวรัสโควิด 19 แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ภาครัฐก็พยายามผลักดันน้ำมันดีเซลประเภทใหม่ หรือ ดีเซล B10   ออกมาวางจำหน่าย และมันจะเป็นมาตรฐานน้ำมันดีเซลใหม่ในเร็วๆ นี้

น้ำมันดีเซล B10   คือน้ำมันดีเซล ที่มีส่วนผสม ไบโอดีเซล ร้อยละ 10 ของเนื้อน้ำมัน ปัจจุบัน น้ำมันดีเซลปกติทั่วไปผสมไบโอดีเซล อยู่แล้วร้อยละ 7 จากการกำหนดลักษณะและคุณภาพน้ำมันของภาครัฐบาล ยกเว้นกลุ่มน้ำมันดีเซลพรีเมี่ยมทั้งหลาย ทำให้ ที่จริงเราใช้ไบโอดีเซลมาแล้วสักระยะ แต่เมื่อพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาว่า  B10  หลายคนกลับยังกังวลใจ ไม่กล้าใช้กัน

น้ำมันดีเซล บี10

การออกมาขยับให้บริษัทน้ำมันผลิต น้ำมันไบโอดีเซล  B20  เมื่อปีกลาย ทำให้หลายค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต้องพยายามอย่างยิ่ง ปรับปรุงเครื่องยนต์ให้รองรับน้ำมัน  B20   ได้ แม้ว่า จะมีความยุ่งยากอยู่บ้าง แลกกับราคาที่ถูกลงประหยัดเงินในกระเป๋าลูกค้า ต้องมีการเปลี่ยนกรองดีเซลต่างๆ มากมาย ดูวุ่นวายดีแม้ ทว่าเมื่อรองรับ  B20   ได้  B10   ก็คงง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก และหลายค่ายยอมรับแล้วว่าเครื่องยนต์สามารถรองรับได้ ใช้งานได้ทันทีอย่างไรปัญหา

ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา พอดีต้องออกทริปเดินทางไกล ก็ถือโอกาสทดลอง น้ำมันทางเลือกสุดประหยัด ดีเซลB10   ดูสิ ว่ามันจะเป็นอย่างไรบ้าง

รถที่ได้รับเกียรติคัดเลือกมาเป็นคู่ใจการเดินทางหนนี้ คือ Nissan Navara Double cab 4 WD   รถมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร ที่พัฒนาใหม่ จนมีกำลัง 190 แรงม้า ตั้งแต่เมื่อปี 2014

นิสสัน นาวาร่า

ปัจจุบัน หลายคนมองข้ามนาวาร่าไป ด้วยเหตุผลหลายย่าง ทั้งคู่แข่งที่มีรถรุ่นใหม่ถูกใจดูดีมากกว่า ศูนย์บริการนิสสัน ที่มีจำนวนปรับตัวลดลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนการออกแบบที่ไม่มีการปรับปรุง ตลอดช่วง 6 ปี ของการวางขาย หากทั้งหมดนั้น เมื่อพูดว่า เจ้ากระบะคันนี้ ยืนหนึ่งในสมรรถนะการขับขี่ ก็คงจะไม่สามารถปฏิเสธได้เลยเช่นกัน

แผนการเดินทางของผม เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ศรีภรรยาเว้าวอนให้ใช้เวลาวันหยุดยาว เดินทางไปส่งพ่อตา ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จุดหมายปลายทางเรา เป็นอำเภอพิปูน  ปักหมุดเล็กๆ แถวเขาหลวง

การเดินทางวันหยุด ผมเผื่อใจไว้แล้วว่า จะต้องมีการจราจรติดขัดบ้างเป็นบางช่วง จึงตัดสินใจว่า  จะออกจากต้นทาง บางใหญ่ , นนทบุรี ช่วงรุ่งเช้า แล้วขับยาวให้พ้นช่วง หัวหิน ก่อน พระอาทิตย์ขึ้น อย่างน้อย ก็พ้นจุดที่ผู้คนน่าจะแออัดไปได้

นิสสันใจดี เติมน้ำมันเต็มมาให้ ปกติแล้ว นิสสัน จะชอบ เติมน้ำมันปั้มเชลล์ ทริปนี้ การทดสอบ เราจึงพยายามจะหาใช้น้ำมันเชลล์เป็นพื้นฐาน โดยผมเติมอีกครั้งก่อนเดินทาง เพื่อความแน่ใจว่าน้ำมันเต็มถัง  ซึ่งแน่นอนว่า ปั้มน้ำมันต่างยี่ห้อ ก็จะมีสูตรผสมแตกต่างกัน ตามไปด้วย

ผมออกเดินทางล้อหมุนจากบ้านในช่วงเวลาตี 3 ยอมรับว่า ใช้ความเร็วสักหน่อย เพื่อเลี่ยงการจราจรตดขัด ที่อาจจะเกิดขึ้นบนถนนพระรามสอง

การขับขี่ใช้ความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม. ช่วงกลางคืนแบบนี้รถยังไม่เยอะมาก แต่เทียบกับ ช่วงปกติก็หนาตากว่าพอสมควร เราใช้ความเร็วไปเรื่อยตามการจราจร ไม่หนาแน่นอนมาก ระหว่างทางเจอฝนบ้างประปราย ตอนรับการขับขี่ยามค่ำคืน ให้ต้องเบิ่งตาแก้ง่วง

ในรถวันนี้ นั่งกัน 4 คน จริงๆ ควรคิดว่าเป็น 5 คน เพราะพี่ชายภรรยาเป็นตัวใหญ่ เราเองก็ใช่ตัวเล็ก แม้ว่าจะผอมลงมาบ้างแล้วก็ตามที ด้านหลังท้ายกระบะ บรรทุก กระเป๋าเดินทาง 2 ใบ ไซส์ไม่ใหญ่ไม่เล็กกำลังดี จัดเก็บในกล่องพลาสติกกันฝนตกจะได้ไม่เปียกปอน ตอนเปิดกระเป๋า

พ่อตา ตัดสินใจ คนจักรยานพับ พร้อมรถเข็นของกลับลง ใต้ น้ำหนักรวมๆด้านท้าย ผมประเมินว่าให้เต็มที่ 200 กิโลกรัมไม่ได้บรรทุกมากหนักเกินไป อัตราเร่งของเครื่องยนต์ 190 ม้า ของ นิสสัน นาวาร่า แรงสั่งได้ เร่งทันใจไปได้ตามต้องการ

ฟ้าสางเราก็เข้าสู่ช่วงประจวบคีรีขันธ์ การจราจรเริ่มหนาตาขึ้นมาบ้าง เพราะถนน เป็นฝั่งละ 2 เลน บางช่วงความเร็วใช้ต่ำกว่า 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไหลๆ ตามๆ กัน  ช่วงก่อนเข้าจังหวัดชุมพร จะมีแยกที่อำเภอท่าแซะ ปรากฏการจราจรติดขัด เนื่องจากปริมาณรถค่อนข้างมาก เราติด กันอยู่นานกว่าจะผ่านแยกนี้ พอผ่านเข้าตัวเมืองชุมพรลงมา การจราจรไหลลื่น เรากลับมาทำความเร็วได้อีกครั้ง และมีติดบ้างเป็นช่วงๆ ของการเดินทาง ส่วนใหญ่ ก็มาจากแยกไฟแดง บางช่วงมีการทำถนน ทำสะพานข้ามแยก ยิ่งทำให้การจราจรสาหัสหนักข้อขึ้น เพราะรถมีปริมาณเยอะ จนหลายครั้งผมก็อดเซ็งเหมือนกัน

เรามาถึงปากทางก่อนเข้าอำเภอพิปูน จังหวัด นครศรีธรรมราช ตรงนี้ เรียกว่าอำเภอ เวียงสระ จังหวัดสุราษฏร์ธานี จุดนี้มีปั้มน้ำมันเชลล์เจ้าเล็กๆให้บริการในตัวอำเภอ ผมเกรงว่าจะไม่มีปั้มเชลล์ด้านในอำเภอเล็กๆ ก็เลย เติมที่นี้ละกัน

น้ำมันดีเซล บี 10

น้ำมัน ดีเซล B10

ระยะทางจากบางใหญ่มาที่นี่ขับมา 660.5 กิโลเมตร ผมเติมน้ำมัน  B10   เข้าไป 61.45 ลิตร หรือคิดเป็นอัตราประหยัด 10.74 กิโลเมตร/ลิตร น้ำมัน  B10  ที่นี่ราคา 19.98 บาท / ราคาถูกกว่าดีเซลปกติ ประมาณ 3 บาท ลิตร คิดเป็นค่าน้ำมัน 1,227 บาท

แต่ถ้าคิดเป็นค่าน้ำมันดีเซลปกติ วันเดินทางราคาลิตรละ 22.64 บาท(ราคากรุงเทพ) เราต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น  1,391 บาท  หรือ  B10  ถูกเงินกว่า  164 บาท  ถังนี้เรามีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 2.1 บาท ต่อกิโลเมตร

(การเติมน้ำมัน  B10  ไม่มีผลต่อปริมาตรน้ำมันที่เติมเข้าไป)

ผมเซทศูนย์ เริ่มถังที่ 2 เป็นน้ำมัน B10   ก่อนเติมผมสำรวจพบว่า ถังน้ำมัน Nissan  Navara มีปริมาตรรวม 80 ลิตร นั่นหมายความว่า เรายังมีน้ำมันอีก 18 ลิตร ว่าๆ เป็นดีเซล บี 7 ปกติ ผสมอยู่บ้างประปรายที่ก้นถัง

ถังนี้เริ่มเดินทางก็เจอทางชนบท ถนนสองเลนสวนยาวๆ เรามาถึงที่พักจัดแจงเอาของลงพักผ่อนสักพัก ก่อนพาเจ้านาวาร่าบุกป่าฝ่าดงเข้าสวนยางของพ่อตา ทางเละไม่ได้ลุยมาก เพียงขับเข้าไปตามทางดินใช้โหมดสูงสุดเพียง 4H เท่านั้น

วันต่อมาเราส่งพ่อตาเสร็จก็ล่องยาวไปจังหวัดภูเก็ต ผละจากทะเลตะวันออกมาฝั่นอันดามัน แวะมาช่ววยโรงแรมทางภูเก็ตเห็นว่าหยุดยาว จะวิ่งดิ่งเข้าภูเก็ตเลยก็ดูนั่งเหงาบนรถ เลยตัดสินใจแวะเสม็ดนางชี จุดชมวิวเรื่องชื่อที่พังงาก่อน ดิ่งเข้าเมืองภูเก็ต ไปยังที่พัก

เส้นทางวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นถนนสองเลนสวน ก่อนเรามาเข้าในช่วงถนนหมายเลข 44 วิ่งยาวสุดสาย จนมาตัดปลายพังงาไปกระบี่ วิ่งยาวๆ เป็นถนนฝั่งละ 2 เลน

ช่วงถนนเลนสวน เมืองใต้การจราจรไม่หนามาก ทำความเร็ว 80-90 ก.ม./ช.ม. ได้สบาย เวลาเร่งแซงความเร็วทะยานไป 100-110 ก.ม./ช.ม. บ้าง 120 ก.ม./ช.ม. แล้วแต่จังหวะแซงยาวแค่ไหน ช่วงเร่งแซงนี่แหละที่รู้สึกได้ว่ามันแตกต่างจากน้ำมันดีเซลปกติ ผมรู้สึกว่ามันอืดกว่าสักหน่อย ต้องย่ำคันเร่งเพิ่มขึ้น กว่าเดิม เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลปกติ

พอเข้าถนนหมายเลข 44 เราใช้ความเร็ว 120 ก.ม./ช.ม. เป็นส่วนใหญ่ พอหลุดเข้าช่วงพังงา ผมเปลี่ยนสลับขับขามานั่งพักบ้าง เจ้าเดือนขับใช้ความเร็ว 100-110 ก.ม./ช.ม. ระหว่างทางเจอฝนหนักบ้างเป็นบางช่วงตามเส้นทางแดนใต้ เรามาถึงภูเก็ตโดยน้ำมันต่ำกว่าขีดแรกนิดหน่อย

ไหนๆ มาในภูเก็ตก็คงต้องลงไปชมแหลมพรหมเทพ ระยะทางไม่ไกลมาก แต่การจราจรค่อนข้างหนาแน่น ยังดีที่ไม่ติดขัดนัก ไปถ่ายรูปเสร็จก็มาแวะทานเข้าวกลับโรงแรม วันนี้ใช้รถเท่านี้ แต่รวมๆ ก็เฉียดๆ 400 กิโลเมตร

วันที่สาม วันนี้ยังใช้น้ำมันถังจากวันแรกอยู่ ปลายทางวันนี้คือ ตัวเมืองจังหวัดระนอง ซึ่งหลายคนไม่ค่อยนึกถึง เส้นทางวันนี้ไม่เจอรถติดเลยก็ว่าได้ เพราะเราขับจากภูเก็ตขึ้นพังงา แล้วต่อไปที่เส้นทางหลวงหมายเลข 4 จากทางด้านตะวันตก แล้วจับเส้นนี้ยาวๆ ไประนอง

ช่วงแรก เส้นทางเป็นฝั่งละสองเลน จนกระทั่งมาถึงช่วงเลี้ยวเข้าไปทางระนองเป็น สองเลนสวนกันยาวๆ ไปถึงก่อนเข้าจังหวัดระนอง ถนนรถน้อยวิ่งสบาย มีต้องเร้งแซงบ้างเป็นบางช่วง

ทีแรก ผมมองว่าน้ำมันน่าจะวิ่งถึงระนองได้ง่ายสบายมาก แต่ก็ไม่มั่นใจ ขับมาเรื่อยๆ จนมาถึง  ชายแดนระนอง ก็เลยแวะเติมที่ปั้มพีทีสุขสำราญ

หนนี้ ผมได้ระยะทาง 651.3 กิโลเมตร เติมน้ำมันไป 62.61 ลิตร คิดเป็นอัตราประหยัด 10.39 กิโลเมตร/ลิตร 

ค่าใช้จ่ายเติมน้ำมัน 1,256 บาท ที่ระนอง น้ำมันจะแพงกว่าสักหน่อย  อยู่ที่ 20.06 บาท/ลิตร ถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็ตก 1.92 บาท/กิโลเมตร

น้ำมัน  B10   ถังสุดท้ายนี้ ผมใช้เดินทางจากระนองเข้ากรุงเทพด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากรถเยอะการจราจรติดขีดหลายช่วงจึงหลีกดลี่ยงเสน้ทางไปวิ่งเส้นทางชาวบ้านเสียมาก จึงขอไม่กล่าวถึงน้ำมันถังสุดท้าย

สรุป น้ำมัน B10   ดีกว่า ประหยัดกว่าไหม

หลังจากทดลองใช้น้ำมัน  B10   ที่จะเป็นมาตรฐานใหม่น้ำมันดีเซล ตอนนี้จูงใจลูกค้า ด้วยราคาถูกกว่า 3 บาท เมื่อเทียบกับดีเซลหมุนเร็วปกติ

นั่นทำให้ราคาน้ำมันต่อลิตรถือว่าถูกมาก โดยเฉลี่ยจะมีราคาไม่ถึง 20 บาท (ณ วันที่เขียน 30 กรกฎาคม 2563 ) อาจจมีเกินไปบ้างในบางพื้นที่ เนื่องจากอาจเป็นพื้นที่ห่างกลาย เช่นในกรณีที่เราเติมที่ระนอง ในทริปนี้ แต่รวมๆ ราคาก็จะไม่หนีห่างจากกันเท่าไรนัก

ในแง่การใช้งานขับทั่วไป ถือว่าไม่ได้ให้ความรู้สึกแตกต่างกันมาก เพราะดีเซลปกติก็มีส่วนผสมไบโอดีเซลถึง 7%  อยู่แล้วการเพิ่มน้ำมันไบโอดีเซลไปอีก 3%  ไม่ได้ให้ความรู้สึกแตกต่างเท่าไรนักในแง่การใช้งาน

จุดเดียวที่เรารู้สึกว่ามันแตกต่างคือช่วงจังหวะเร่งแซง คุณต้องเดินคันเร่งลึกกว่า เพื่อให้รถตอบสนองอัตราเร่ง ส่วนตัวผมว่า มันก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้  ไม่ได้อืดจนน่าเกลียด แต่ถ้าเทียบกับน้ำมันดีเซลปกติ ถือว่าการตอบสนองลดลงบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันที่ถูกกว่า 3 บาท ก็ถือว่าพอทน พอรับได้

แต่อย่างที่คุณเห็นด้วยราคาที่ต่าง 3 บาท ทำให้ราคาต่อถังเมื่อเติมน้ำมันเต็มถังจะแตกต่างกันเพียง 180 กว่าบาทต่อถัง เท่านั้น  ซึ่งไม่ได้มากมายอย่างที่หลายคนคิด  แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า  B20   เพราะว่าหาเติมง่ายกว่ามาก

ส่วนอัตราประหยัด อาจด้อยกว่าบ้างเล็กน้อย เพราะในหลายจังหวะ B10   อาจทำให้คุณต้องเดินคันเร่งลึกกว่า แต่ก็แตกต่างเพียง 3-4%  เท่านั้น ตามปริมาณน้ำมันไบโอดีเซลที่ผสมเพิ่ม และที่สำคัญใช้ได้ทันทีไม่ต้องมายุ่งยากเหมือน  B20   ต้องตรวจเช็ครถก่อนหากต้องการจะใช้

ดังนั้น ผมจึงมองว่า น้ำมันไบโอดีเซล B10   คุ้มค่าน่าใช้ โดยเฉพาะใครที่ไม่ได้ขับรถเร็วนัก เติมแล้วประหยัดเงินในกระเป๋ากว่า แม้จะครั้งไม่กี่ร้อยก็ตามที ถ้ายิ่งรถคุณมีสมรรถนะดีประหยัดมากก็ยิ่งประหยัดมากตามไปด้วย แม้ว่าในการทดสอบครั้งนี้เราจะไม่ได้ใช้ถนนเส้นเดียวกัน แต่ก็พอบอกได้ว่า น้ำมัน  B10   ประหยัดกว่า 3 บาท ตอบโจทย์ในการใช้งานได้ดี น่าพอใจ

ดังนั้นอยากลองอยากใช้  B10  ไม่ต้องกังวล ถ้าผู้ผลิตรับรองว่าใช้ได้ วันนี้ก็เข้าปั้มลองได้ตัวเองได้เลย

 

ขอบคุณ นิสสนัน มอเตอร์ ประเทศไทย ที่เอื้อเฟื้อ รถ นิสสัน นาวาร่า  ดับเบิ้ลแค๊ป มาร่วมทดสอบน้ำมัน  B10   ในครั้งนี้ ด้วบ

Comments

comments