compact Crossover ในวันนี้ อาจต้องการเครื่องแรงกว่านี้

แบ่งปันเรื่องนี้

ในหลายปีที่ผ่านมา ความนิยม ของรถยนต์อเนกประสงค์ ทำให้คนไทยจำนวนมากมองหารถกลุ่มนี้ คนส่วนใหญ่ที่จะก้าวมาซื้อรถกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่จะซื้อเป็นคันที่ 2 / 3 ของบ้าน แล้วแต่ว่าชีวิตจะผ่านมาแล้วกี่คัน

ที่ผ่านมา บริษัทรถยนต์เริ่มลงตลาดกลุ่มนี้ ด้วยรถยนต์ Compact Crossover มีหลาายแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาด ทั้งแบรนด์ญี่ปุ่นที่คุ้มหน้าตา มาจนถึงแบรนด์จีนน้องใหม่ ที่เพิ่งเข้ามาก็ตามที

ในกลุ่มแบรนด์ญี่ปุ่น วิ่งหนึ่งที่ผมเห็นมายาวนาน คือการพยายามทำรถให้มีราคาจับต้องได้มากขึ้น หนทางหนึ่งที่บริษัทรถยนต์หลายเจ้าพยายามทำ ก็คือ ให้รถที่มีขนาดใหญ่ฟังชั่นเยอะ หน้าตางานออกแบบค่อนข้างดีทีเดียว รวมๆ คิดสารตะแล้วคุ้มค่า ทว่าเครื่องยนต์กลับกำลังวังชาน้อย รุ่นเริ่มต้น ครอสโอเวอร์ กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ จะให้เครื่องเพียง 2.0 ลิตร มีเพียง Honda ที่เดินหมากประหลาดกว่าชาวบ้าน ให้เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 173 แรงม้า และให้แรงบิด 224 นิวตันเมตร ยกต่อมาจากรุ่นเดิม จนทีแรกกลายเป็นเรื่องให้วิพากษ์ วิจารณ์กัน

Honda CR-V เป็นรถอเนกประสงค์กลุ่มนี้ เพียงรุ่นเดียวที่ให้ เครื่องเบนซิน 2.4 ลิตร

กำลังป้วนเปี้ยน ที่ 150-165 แรงม้า ในเครื่องยนต์ ขนาด 2000 ซีซี ในปัจจุบัน ก็ถือว่าค่อนข้างพอสมควร เมื่อเทียบกับ รถยนต์กลุ่มอื่น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดเล็กกว่า รวมถึงเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กนั้น ยังช่วยลดประเด็นค่าใช้จ่ายในการต่อภาษีประจำปี ซึ่งสูงเป็นเงาตามตัว หากคิดสารตะให้ดี ไหนจะค่าบำรุงรักษา อีกต่างหาก

อันที่จริง คนไทยมีภาพจำเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ข้อหนึ่งว่า มันจะต้องกินน้ำมันมากกว่าเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ซึ่งนั่นก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ในเรื่องนี้

แต่นี่ก็เป็นคามจริงด้านเดียวเท่านั้น เพระาเมื่อเราใช้รถยนต์อเนประสงค์ โดยมาก สิ่งที่เรามีติดตั้งไปด้วยก็จะเป็นกระเป๋าสัมภาระ , ผู้โดยสารภายในรถ ทุกคนล้วนมีน้ำหนักตัว เพิ่มภาระให้เครื่องยนต์

ไหนจะตัวรถที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักตัวมหาศาล ในยุคี้ แถมรถครอสโอเวอร์ทุกรุ่น ออกแบบให้มีความสูง มีเรื่องร่างขนาดใหญ่ ห้องโดยสาร ที่มีความสูงโปร่ง สิ่งที่ตามมา เป็นการต้านลมในระหว่างการขับขี่

นั่นจะยังทำให้ คุณคิดว่า เครื่องยนต์ขนาดเล็กพอหรือไม่

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้นำ รถอเนกประสงค์รุ่นหนึ่ง ขับเดินทาง จากกทม. ไปภาคใต้ ไปทำธุระส่วนตัว รถคันนี้เป็นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และปัจจุบัน ได้รับความนิยมในตลาดค่อนข้างมากพอสมควร เนืองจากทรวดทรงตัวรถ

Subaru Forester 2018 2.0 i S
Subaru Forester ยังให้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร แม้ว่า รถจะมีขนาดใหญ่ ขึ้นก็ตาม

ทีแรกก็เดินทาง ผมคำนวนว่า ค่าน้ำมันรถคันนี้ น่าจะอยู่ราวๆ 3 ถังไปกลับ ในระยะเดินทาง ขาละ 800 กิโลเมตร รวมขับวนไปๆมาๆ นิดหน่อยน่าจะพอ

พอเดินทางจริง สิ่งที่พบ คือเมื่อเราใช้ความเร็วเดินทางขับไปเรื่อยๆ รถก็ดูจะประหยัดน้ำมันดีบนหน้าปัด ถ้าสามารถใช้ความเร็วคงที 100-120 ก.ม./ช.ม. ยิงยาวๆ ได้เรื่อยๆ รอบเครื่อง ก็เพียง 2000-2000 รอบ จากการใช้เกียร์ CVT ที่ช่วยเพิ้มประสิทธิภาพในการขับขี่ให้แล้วเปราะหนึ่ง

แต่ความจริงในเรื่องนี้ ถนนเมืองไทย ยังมีคราคร่ำไปด้วยประเภณี รถช้าชิดขวา ตั้งแต่ รถบัส รถทัวร์ ไปจนถึงกระบะคอกขนผลไม้ ทำให้ เราต้องมีการเร่งแซงบ่อยครั้ง ด้วยรถพวกนี้จะขับอยู่ราวๆ 80-90 ก.ม./ช.ม. และถือว่าตัวเองใช้เส้นทางบ่อย บ้างรถมีน้ำหนักขนของ เกิดพิกัด ซึ่งก็ไม่รู้ว่ารอดสายตา ตำรวจทางหลวง ไปได้อย่างไร

คนเดินทางขาจร อย่างเราทำได้อย่างเดียว คือ ทำใจ

ต้องยอมกดคันเร่ง เพิ่มความเร็วเร่ง แซงรถพวกนี้ ที่บางทีก็ใช้ความเร็วต่ำยามขึ้นเนิน กลายเป็นปัญหาการจราจรชะลอตัว

เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร จะเริ่มมีประเด็นตรงนี้ เนื่องจากกำลังเครื่องสูงสุดน้อยไม่พอ แรงบิดพวกมัน โดยมากจะป้วนเปี้นที่ 200 นิวตันเมตรเท่านั้น น้ำหนักตัวเปล่ารถกลุ่มสี้ โดยส่วนใหญ่ จะอยู่ที่ 1,600-1800 กก. แต่เมื่อรวม ผู้ขับขี่ผู้โดยสาร และสัมภาระเข้าไปน้ำหนักมันจะมากกว่านี้

สมมุติ เราตีกลมๆ ที่ ผู้โดยสาร 4 คนพร้อมสัมภาระ ผู้โดยสาร ตีว่า คนละ 100 กิโลกรัม สัมภาระ 50 กิโลกรัม รวม 450 กิโลกรัม

นั่นหมายความว่า รวมๆ แล้ว จะมีน้ำหนักรวม กว่า 2000 กก. ถ้าหากเราโดยสารจนเต็ม พิกัด ในอีกทางคือเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ที่เราเคยขับวิ่งตัวเปล่านั่ง 2 คน คิดว่ามันพอ อาจจะไม่พอก็ได้

จากที่ลองขับเครื่อง 20 พร้อมการโดยสาร และ สัมภาระเต็ม ตลอดทาง ขึ้นลง ภาคใต้ในทริปนี้ ต้องยอมรับว่า กำลังขับ 156 แรงม้า ดูจะไม่พอ เวลาแซง ต้องย่ำคันเร่งเยอะ และแม้จะมีอีกเจ้าที่มีกำลัง 165 แรงม้า ก็น่าจะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันเท่าไรนัก

2014-MAZDA-CX5-XDL001
มาสด้า เดิมทีมีเครื่องยนต์ 2.5 ใน CX-5 รุ่นที่แล้ว แต่ท้ายสุด ปรับเหลือ 2.0 เท่านั้น

การต้องเดินคันเร่งเยอะ ใช้รอบเครื่องสูงเวลาจะเร่ง ทำให้การกินน้ำมัน ค่อนข้างเยอะไม่ได้ประหยัดเท่าไรนัก จากขับอัตราประหยัดในโหลดเต็ม เครื่องจะซดน้ำมันอยู่ราวๆ 10.X-11.2 ก.ม./ลิตร และอาจจะตกไปมากกว่านั้นในจังหวะขึ้นเขา หรือต้องเร่งแซงบ่อยๆ

ในอัตราประหยัดดังกล่าว ในข้อเท็จจริง หมายความว่า กำลังไม่พอ และควรจะต้องใช้เครื่องยนต์ใหญ่กว่าานี้

อันที่จริง ความพยายามในการผลักดันเครื่องยนต์ 2.4 และ 2.5 ลิตร ในรถกลุ่มนี้มีมาพักใหญ่ ตั้งแต่ เชฟโรเล็ต แนะนำเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ใน chevrolet captiva

ฮอนด้า เริ่มแนะนำเครื่องยนต์ 2.4 มาให้ ตั้งแต่ CR-V รุ่นที่ 2 แต่ต้องใช้เวลานานนับสิบปี จึงกลายมาเป็นมาตรฐานได้ ขณะที่ นิสสัน เองก็เคยทำในแบบเดียวกัน ด้วยการให้เครื่องยนต์ 2.5 มาเป็นมาตรฐานในตอนปรับโฉม Nissan X-Trail

รวมถึงมาสด้า ก็เคยขายเครื่องยนต์ 2.5 ใน Mazda CX-5 แต่ไม่ได้รับความสใจจากลูกค้า เนื่องจากมันมีราคาขายค่อนข้างแพงเอาเรื่อง และ วางเป็นรุ่นท๊อแปๆ ลูกค้า จึงจับต้องยาก

จะมีก็เพียง นิสสัน และ ฮอนด้า ที่ดูจะมีความเห็นพ้องต้องกันว่ าเครื่องยนต์ขนาดใหญ ่ก็ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ นำเอามามาเป็นมาตรฐานได้ และ คนที่ได้ประโยชน์ คือลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่ ไม่ได้มองหรอกว่า เครื่องยนต์มีกำลังเท่าไร แต่รถสวยถูกใจ ออพชั่นดี ราคาคุ้ม ได้ลองขับจริงๆ ก็เพียงไม่กี่ก.ม. ละไม่มีโอกาส นำขนไปบรรทุกทั้งหมด จึงยากที่จะทราบประเด็นนี้

อย่างไร ก็ดี ในโลกยุคนี้ บริษัทรถยนต์ แก้ไข ปัญหา เรื่องแรงบิด และกำลัง ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ และ ไฮบริด ที่จริงฮอนด้า มีการแนะนำเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ในหลายประเทศ ขณะที่ ซูบารุ เริ่มแนะนำ เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เทอร์โบในรถยนต์ Subaru Forester

Compact Crossover - Nissan X-trail Minorchange
Nissan-Xtrail-HB
นิสสัน เคยมีความพยายาในการให้ระบบไฮบริดในรถกลุ่ม Compact Crossover เพื่อมีกำลังขับมากขึนกว่าเดิม

รถในกลุ่มจากประเทศจีน ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบชาร์จ เพื่อ ให้กำลังแรงบิดและแรงม้า ตอบสนองดี และยังมีอัตราประหยัดในการขับขี่พอสมควร

ส่วนในกลุ่มไฮบริด อันที่จริง นิสสัน เปิดประเดิม ด้วย Nissan X-Trail ไปแล้ว แต่ลูกค้า พบปัญหาในการใช้งานจำนวนมาก ซูบารุ ดูท่าว่าจะเป็นแบรนด์ต่อมา ที่ทำตลาด ด้วยระบบ Mild Hybrid ที่เรียกว่า e-boxer ซึ่งจะช่วยในอัตราเร่ง ชั่วขณะ ข้อดี ของระบบนี้ คือ สามารถขับเคลื่อนสี่ล้อ การตอบสนองทันใจ โดยยังใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ต่อไปได้ เหมือนเดิม แต่มีกำลังแรงบิด ตอบสนองมากขึ้น จาก 196 นิวตันเมตร สามารถ เพิ่มกำลังขับเป็น 253 เมื่อ ใช้มอเตอร์ ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ส่วนกำลังแรงม้า ไม่ได้เพิ่มขึ้นนัก

ดังนั้นในภาพรวม ประเด็นเรื่องกำลังเครื่องยนต์ไม่พอใช้ เวลาบรรทุกเต็มในรถอเนกประสงค์ เป็นที่น่าจับตา ในการนำเสอนของบริษัทรถยนต์ในอนาคต ไม่ว่า จะให้ระบบไฮบริด หรือเครื่องเทอร์โบ

สิ่งที่ชี้ชัดคือ รถอเนกประสงค์ ที่มีขนาดใหญ ขึ้น ต้องการขุมพลังที่ตอบสนองได้ดีกว่า นี้ไม่ใช่เพียงแค่ กำลัง แต่ยังให้อัตราประหยัดที่ดีกว่า ด้วย

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments