ย้อนไปเมื่อปี 2009 รถ BMW S1000RR ถือเป็นที่สุดของซุปเปอร์ไบค์ ด้วยเทคโนโลยีต่างๆที่เหนือกว่าใคร และในตอนนี้ มันก็ถูกปรับโฉมใหม่อีกครั้ง กับรถโมเดลปี 2023 เพื่อให้มัน เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่เหนือกว่าใครขึ้นไปอีกขั้น

2023 BMW S1000RR หากว่ากันตามตรง มันก็เปรียบเสมือนกับการเอาตัวรถรุ่นปี 2019 มาปรับใหม่แบบ Minor-Change แต่ทุกส่วนที่ถูกปรับปรุงไป ล้วนสำคัญ และทำให้มันเป็นรถซุปเปอร์ไบค์ที่น่าสนใจ น่าใช้ และกดเวลาในสนามได้ไวยิ่งขึ้น

เริ่มจาก ชุดแฟริ่งเปลือกนอก ที่แม้ชิ้นหัว ตั้งแต่เหนือไฟหน้า ไปจนถึงขอบวินชิลด์ จะยังคงเหมือนเดิม และชิ้นแฟริ่งข้างส่วนหลักเอง ก็ยังคงมีรายละเอียดเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง แต่ในคราวนี้ ชิ้นวินชิลด์ที่ว่า จะมีน้ำหนักที่เบาลง และสูงขึ้น เพื่อการแหวกอากาศจากตัวผู้ขี่ที่ดีกว่า

และแฟริ่งข้างที่เกริ่น ก็มีการเพิ่มส่วนที่เป็นครีบตัดอากาศให้ยื่นช้อนออกมาใต้แนวไฟหน้า โดยในขณะเดียวกันก็มีการตีโป่งออกไปเป็นกรอบวิงเล็ท สำหรับสร้างแรงกดอากาศให้กับตัวรถในช่วงความเร็วสูงได้มากสุด 10 กิโลกรัม ซึ่งถูกพัฒนาต่อยอดมาจากรถ M1000RR อีกที

และหากลองสังเกตเพิ่มเติมกันให้ดีอีกครั้ง ก็จะพบว่าชุดแฟริ่งครอบซับเฟรมทางด้านหลังของมันเอง ก็ถูกออกแบบใหม่ให้ดูมีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นด้วย และที่น่าสนใจก็คือในส่วนชุดขายึดป้ายทะเบียน ก็ได้ถูกออกแบบใหม่ ให้สั้นลง ตัวสายไฟที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟเบรกและไฟเลี้ยว ก็ถูกออกแบบใหม่ เพื่อการถอดออกที่ง่ายขึ้น และที่ลืมไม่ได้ก็คือ ช่องเก็บของใต้เบาะคนซ้อน มีการเพิ่มพอร์ท USB สำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาให้แล้ว

นอกจากการปรับเปลี่ยนในส่วนหน้าตา ชุดเฟรมที่แม้จะยังคงเป็นแบบ Aluminium Flex Frame ชื่อเดิม แต่โดยรายละเอียดแล้ว ทาง BMW ได้มีการปรับปรุงมันใหม่ในรายละเอียดเล็กๆ เพื่อให้มันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีการปรับองศาแผงคอใหม่ให้ชันขึ้นอีก 0.5 องศา จาก 66.9 องศา เหลือ 66.4 องศา เพื่อการพลิกเลี้ยวที่ฉับไวขึ้น แต่ก็เพิ่มระยะเทรลขึ้นจาก 93.9 มิลลิเมตร เป็น 99.8 มิลลิเมตร เพื่อให้ช่วงหน้าตัวรถยังมีความมั่นคงอยู่

นอกจากนี้ก็มีการยืดระยะสวิงอาร์มหลังให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มระยะฐานล้อให้ยาวขึ้นจาก 1,441 มิลลิเมตร เป็น 1,457 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยให้น้ำหนักกดไปที่ด้านหน้ารถมากกว่าเดิม ช่วยเพิ่มความนิ่งบนทางตรงที่ความเร็วสูง และการเติมคันเร่งตอนออกจากโค้ง

และไม่เพียงเท่านั้นยังมีการออกแบบให้จุดยึดแกนสวิงอาร์มสามารถปรับความสูง-ต่ำ ได้อีก เพื่อเพิ่มความครอบคลุมในการใช้งานตามลักษณะการขี่หรือความชอบของผู้ใช้

ถัดมาในส่วนเครื่องยนต์ แม้จะยังคงเป็นบล็อค 4 สูบเรียง 999cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน ShiftValve เช่นเดิม แต่มันก็ได้รับการปรับจูนเพิ่มเติม แถมยังเพิ่มเรดไลน์สูงสุดขึ้นอีกจนแตะหลัก 14,600 รอบ/นาที ขณะที่ตัวเลขกำลังสูงสุดก็เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 3 แรงม้า PS เป็น 210 แรงม้า PS ที่ 13,750 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดก็อยู่ที่ 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที

ในส่วนของระบบส่งกำลัง นอกจากการปรับปรุงระบบควิกชิฟท์เตอร์ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทาง BMW ก็ได้มีการปรับอัตราทดเกียร์ขั้นสุดท้าย หรือปรับอัตราทดของฟันสเตอร์หน้า-หลัง ใหม่ ให้มีความจัดจ้านมากกว่าเดิมด้วย ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเจ้า M1000RR

แน่นอน สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเหล่ารถมอเตอร์ไซค์จาก BMW ก็คือระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ และเจ้า S1000RR รุ่นล่าสุดเอง ก็ได้รับการอัพเกรดการทำงานของสิ่งเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้นเช่นกัน ทั้งการเพิ่มระบบ Slide Control เข้าไปในระบบ Dynamic Traction Control เพื่อที่ผู้ขี่จะได้สามารถควบคุมท้ายรถให้กวาดออกจากโค้งตอนเปิดคันเร่งได้อย่างเรียบเนียนและมั่นใจ

ระบบ ABS Pro มีการเพิ่มฟังก์ชั่น Brake Slide Assist เพื่อช่วยคุมท้ายรถให้มีอาการขวางออกนิดๆก่อนเข้าโค้งได้อย่างปลอดภัย และยังมีการเพิ่มฟังก์ชัน Slick Mode เข้าไปอีก เพื่อให้มันสามารถทำงานร่วมกับยางสลิคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกนั้นในส่วนของระบบกันสะเทือนโช้กหน้าหัวกลับ ขนาดแกน 45 มิลลิเมตร กับ โช้กหลังต้นเดียวพร้อมกระปุกซับแทงค์แก๊สแยก ที่สามารถปรับเซ็ทได้ทุกค่า และมาพร้อมระบบแปรผันกับการปรับความหนืดด้วยไฟฟ้าเหมือนกันทั้งคู่, ระบบเบรกด้านหน้า จานคู่ขนาด 320 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับ ปั๊มเบรกเรเดียลเมาท์โมโนบล็อคคาลิปเปอร์ 4 พอท – ด้านหลัง จานเดี่ยวขนาด 220 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับปั๊มเบรกโฟลทติ้งเมาท์คาลิปเปอร์ 1 พอท

ชุดล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว ก็ยังคงมาพร้อมยางขนาด 120/70-17 กับ 190/55-17 ตามลำดับหน้า-หลัง และอื่นๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมแทบทั้งหมด เว้นเพียงแบตเตอรี่ลูกใหม่ จากรถ M1000RR ที่เบาลงกว่าแบตฯลูกเดิมของตัวรถ S1000RR ปีก่อน ซึ่งถูกติดตั้งเข้ามาให้เป็นออพชันพื้นฐาน เพื่อรักษาน้ำหนักของรถให้เท่าเดิมที่ 197 กิโลกรัม ก็เท่านั้น

ส่วนกำหนดการเปิดตัว BMW S1000RR 2023 ในไทย คาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ เพราะโดยปกติแล้วทาง BMW Motorrad Thailand มักใช้เวลาราวๆ 1 ปี ในการปรับปรุง และพัฒนารถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ๆของพวกเขา ให้เหมาะสำหรับการนำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยของเรา

ดังนั้น หากใครคาดหวังที่จะได้เห็นเจ้าฉลามเหล็กรุ่นใหม่ในเร็วๆนี้ ก็อดใจรอกันไปก่อน จนกว่าจะถึงช่วงสิ้นปีหน้า เป็นอย่างเร็ว

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่