BMW M4 CSL สปอร์ตร่างอัพเกรด เบา แรง และแพงกว่าเดิม !

แบ่งปันเรื่องนี้

เป็นธรรมเนียมปกติอยู่แล้วที่ทาง BMW มักมีการเปิดตัวรถโปรดักชันรุ่นพิเศษที่มาพร้อมกับการปรับแต่งจนเกือบพร้อมจะถูกนำลงไปแข่งในสนาม ซึ่งเจ้า BMW M4 CSL ที่ทุกท่านเห็นกันอยู่ในตอนนี้ คือรถโมเดลล่าสุดที่เกิดมาพร้อมคอนเซปท์ดังกล่าว

อย่างที่เราได้ระบุไว้ในข้างต้น ว่า BMW M4 CSL คันนี้ มาพร้อมกับคอนเซปท์การสร้างให้มันเป็นรถสปอร์ตโปรดักชันที่พร้อมรบในสนามแข่งมากที่สุดเท่าที่ได้ ดังนั้นงานตกแต่งภายนอกของมัน จริงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความซิ่ง ตั้งแต่ชุดกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ที่ถูกลดจำนวนซี่ลง ซึ่งไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อลดน้ำหนักส่วนเกินออกไป

กันชนหน้ามีการเสริมชายล่างคาร์บอนเพื่อการรีดอากาศ, เดินแถบสีแดงตามกรอบชิ้นส่วนต่างๆ เช่นเดียวกับฝากระโปรงที่มีการเพิ่มสติ๊กเกอร์กราฟฟิกสีดำขอบแดง และเปลี่ยนโลโกด้านท้ายเป็นสีแดง พร้อมเติมรหัส CSL เข้าไป ซึ่งอันที่จริงก็เป็นฟรอนท์แบบเดียวกันกับโลโก้บนกระจังหน้านั่นเอง

และด้วยโจทย์งานสร้างที่เน้นการไล่เบาเป็นหลัก ดังนั้นเจ้า M4 รุ่นพิเศษคันนี้ จึงถูกนำเข้าโปรแกรมฟิตหุ่นอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนฝากระโปรงหน้า-ท้าย และ หลังคา ใหม่เป็นงานเพียวคาร์บอน, เปลี่ยนมาใช้จานเบรกคาร์บอนเซรามิค, ล้ออัลลอยด์ฟอร์ต, ตัวสปริงโช้กเองก็เป็นแบบน้ำหนักเบา, ไฟท้าย และกระจังหน้าก็เป็นแบบไล่น้ำหนัก (อย่างที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้)

ชิ้นส่วนภายในเองก็ยังถูกไล่น้ำหนักส่วนเกิน ตั้งแต่ เบาะนั่งเปลี่ยนจากเบาะปรับไฟฟ้าเป็นเบาะคาร์บอนหลังแข็งฟูลบัคเก็ทซีท, เปลี่ยนวัสดุตกแต่งคอนโซลเป็นงานคาร์บอน, พรมน้ำหนักเบา, วัสดุซับเสียงเบากว่าปกติ (แน่นอนว่าก็ทำให้เสียงเข้ามาห้องโดยสารมากขัั้น แต่ใครสนกันล่ะ ?), ถอดเบาะหลังออก เหลือแค่เพียงชุดตะขอเกี่ยวกับตาข่ายสำหรับรัดคลุมหมวกกันน็อค แม้แต่ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ยามฉุกเฉินที่ไม่จำเป็นสำหรับการใช้งานในสนามแข่งก็ยังถูกถอดออกไป

จากการเข้าคอร์สลดหุ่นอย่างหนักหนน่วง ส่งผลให้น้ำหนักของ M4 CSL ลดลงเหลือ 1,651 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเบากว่า M4 รุ่น Competition ถึง 109 กิโลกรัม

ด้านขุมกำลังเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง พ่วงเทอร์โบคู่ ความจุ 3.0 ลิตร ก็ได้ถูกปรับจูนใหม่ ตั้งแต่ไส้ในยันแรงดันบูสท์ของเทอร์โบที่เพิ่มขึ้น จาก 1.7 บาร์ เป็น 2.1 บาร์ จนแรงกว่าขุมกำลังเดิมๆของ M4 Competition ขึ้นมาอีก 41 แรงม้า PS เป็น 550 แรงม้า PS ที่ 6,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดก็เพิ่มขึ้นเป็น 649 นิวตันเมตร ที่ 2,750 – 5,950 รอบ/นาที

พร้อมเคลมอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 3.6 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วกว่า M4 Competition 0.2 วินาที (แต่ทั้งนี้ก็ยังช้ากว่า M4 Competition xDrive 0.2 วินาทีอยู่ดี เพราะเจ้า M4 CSL ไม่ได้มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ) ส่วนความเร็วสูงสุดถูกล็อคเอาไว้ที่ 307 กิโลเมตร/ชั่วโมง

แน่นอนเพื่อให้ผู้ขับสามารถสัมผัสได้ถึงความดิบเถื่อนของตัวรถได้มากขึ้น แม้ว่ามันจะไม่ได้มาพร้อมกับออพชันเกียร์กระปุก แต่ชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดของมัน ก็ได้ถูกปรับปรุงใหม่ ตั้งแต่ตำแหน่งและดีไซน์ของชิ้นงานในการติดตั้งกับเครื่องยนต์ใหม่ ไปจนถึงระบบซอฟท์แวร์ เพื่อให้มันสามารถแสดงอาการและอัตราการตอบสนองที่ส่งมาถึงผู้ขับได้อย่างตรงไม่ตรงมากมากยิ่งขึ้น (เอาง่ายๆก็คือเปลี่ยนขึ้น-ลง ดุดันขึ้น มีการอมคลัทช์น้อยลง)

ด้านการปรับปรุงระบบกันสะเทือนเอง ก็ถูกจัดหนักจัดเต็มด้วยเช่นกัน เพราะเจ้ารถสปอร์คันนี้ ได้รับการปรับจูนทั้งระบบกันสะเทือนใหม่ แม้แต่แชสซีย์ก็ยังมีการปรุงปรุงใหม่ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ตัวรถถูกลดความสูงลงอีกราวๆ 8 มิลลิเมตร (เมื่อเทียบกับ M4 Competition), ชุดปีกนก รวมถึงตัวลูกหมาก ไปจนถึงจุดยึดปีกนกเองก็ถูกเสริมความแข็งแรงใหม่มากขึ้น และที่ขาดไม่ได้คือเหล็กกันโคลงที่กำหนดสเป็คมาเฉพาะรุ่น

ฝั่งระบบเบรกทางด้านหน้าจะเป็นแบบจานเบรกคาร์บอน-เซรามิค ทำงานร่วมกับปั๊ม 6 พอร์ทแบบ Fixed-Caliper ซึ่งให้ความมั่นคงในยามเบรกหนักๆมากกว่า ส่วนด้านหลังจะใช้คาลิปเปอร์เบรกแบบสูบเดียวเท่านั้น แต่ทั้งนี้ผู้ขับยังสามารถปรับเซ็ทแรงดันเบรกภายในห้องโดยสารได้เองอีกด้วย เพื่อให้เข้ากับลักษณะการขับขี่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในสนาม หรือนอกสนาม

ชุดล้อที่ให้มา จะรัดด้วยยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ขนาด 275/35-19 ทางด้านหน้า และ 285/30-20 ทางด้านหลัง ซึ่งหากยางลูกค้าคิดว่ายางที่ติดรถมา ไม่ได้เอื้อต่อการใช้งานในชีวติประจำวันเท่าไหร่นัก (เพราะยางรุ่นนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในสนามเป็นหลักมากกว่า) พวกเขาก็สามารถสั่งเปลี่ยนไปใช้ยางของตัวรถ M4 Competition ที่เหมาะสำหรับถนนหลวงในแทบทุกสภาพอากาศมากกว่าโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายที่สุด ระบบช่วยเหลือผู้ขี่ที่ยังเหลืออยู่ เพราะจำเป็น (หรืออาจจะไม่จำเป็นสำหรับนักขับมือเก๋า ?) สำหรับการใช้งานในสนามแข่ง นั่นคือระบบ ABS และ Traction Control ก็ล้วนถูกปรับเซ็ทค่าการทำงานใหม่ เพื่อให้มันสามารถควบคุมการลื่นไถลของยางให้เหมาะสมกับทั้งอุณหภูมิภายในยางเอง หรือสภาพผิวถนนไม่ว่าจะเปียกหรือแห้งที่ดียิ่งขึ้นด้วย

โดย BMW M4 CSL จะมีวางจำหน่ายทั้งหมด 3 เฉดสีด้วยกัน เริ่มจากสีโปรโมท Brooklyn Grey metallic ตามด้วย Alpine White และ Black Sapphire ซึ่งตัวรถจะถูกผลิตขึ้นแบบจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คัน บนโลกเท่านั้น และในตอนนี้มีการเปิดราคาเอาไว้ที่ 139,900 ดอลล่าร์ หรือราวๆ 4.8 ล้านบาท สำหรับลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกา

ข้อมูลจาก BMW

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments