เครื่องยนต์ใหญ่ …ประโยชน์มากกว่า ถ้าขับทางไกล !!

เครื่องยนต์หัวใจหลักของการขับเคลื่อนถูกพูดถึงทุกครั้งเมื่อต้องมองหารถยนต์ในการขับขี่  เครื่องยนต์ขนาดใหญ่อาจดูเป็นเทคโนโลยีโบราณเต่าล้านปี

ในยุคที่เครื่องยยนต์ขนาดเล็ดยัดเทอร์โบชาร์จกลับมาเฟื่องฟู พวกมันให้การตอบสนองที่ดี ประหยัดน้ำมันและรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะปล่อยไอเสียน้อยกว่า ทว่าเจ้าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ กลับยังมีมากในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

ทำไมเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ยังเป็นเอก แม้ว่าจะมีเครื่องยนต์ขนาดเล็กพร้อมเทอร์โบชาร์เข้ามาเป็นทางเลือก

ก่อนอื่นควรเข้าใจก่อนว่า ขนาดเครื่องยนต์อาจมี่วนในการกินน้ำมัน หรือ ปล่อยไอเสียในระหว่างการขับขี่ แต่ไม่ได้หมายความว่า มันจะกินตามความจุอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ขนาดเครื่องยนต์ที่เรานับกันเป็นลิตร หรือ ซีซี หมายถึง ขนาดของห้องเผาไหม้ทั้งหมดในเครื่องยนต์ตัวนั้นๆ

ห้องเผาไหม้ คือจุดที่เครื่องยนต์ดูดอากาศเข้าไปสันดาปเกิดการระเบิดเป็นแรงขับไปยังชุดลูกสูบ ทำให้เกิดกำลัง ด้วยเหตุนี้เครื่องยนต์สมัยใหม่ จึงพยายามลดขนาดห้องเผาไหม้ให้เหลือน้อยลง ช่วยลดการปล่อยไอเสียได้โดยตรง และการอัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ ทำให้ มีปริมาตรอากาศในการจุดระเบิดมากกว่าในแต่ละครั้ง ทำให้มีแรงกำลังมากกว่า ยิ่งเทอร์โบทำงานแรงมาก (บูสต์สูงมาก) กำลังเครื่องยนต์ก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วยนั่นเอง

การหันมาใช้เครื่องเทอร์โบ ทำให้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ถูกมองว่าซดน้ำมัน เนื่องจากขนาดเครื่องใหญ่ น้ำหนักมาก แม้ว่าจะให้กำลังขับ ทั้งแรงม้า และแรงบิดเยอะมากกว่า ก็ตามที

อันที่จริงขนาดปริมาตรเครื่องยนต์มีส่วนต่อการกินน้ำมันก็จริง เพราะห้องเผาไหม้ขนาดใหญ่ ก็ต้องการหัวฉีดน้ำมันที่มีปริมาตรสั่งจ่ายมากขึ้นตามไปด้วย

แต่หลายคนลืมข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งไปว่า หัวฉีด จะจ่ายน้ำมันมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับรอบเครื่องยนต์ที่กำลังทำงานในเวลานั้น ถ้าเครื่องยนต์ใหญ่แต่ทำงานในรอบต่ำ อาจจะฉีดน้ำมันเท่ากับหรือมากกว่าเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในขณะที่คุณก็ได้กำลังขับมากกว่า จากการจุดระเบิดที่มีกำลังกว่า สามารถลดการเร่งเครื่องยนต์แรงๆ ในยามต้องการอัตราเร่ง หรือทำความเร็ว ได้ โดยไม่จำเป็น

สาเหตุที่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่มักถูกใส่ในรถยนต์เนกประสงค์ ก็เนื่องจากพฤติกรรมการใช้รถยนต์อเนกประสงค์โดยร้อยละ 80  คือเพื่อเดินทาง ขับใช้งานเป็นระยะเวลานานระยะไกล และสมควรมีอัตราเร่งที่ดี

เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ไม่เพียงมีข้อดีในเรื่องของพละกำลัง แรงม้า และแรงบิดจากการขับขี่เท่านั้น มันยังทำงานในรอบต่ำกว่าเครื่องยนต์ขนาดเล็ก แม้ว่าขับด้วยความเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จ หรือใช้เกียร์ที่มีหลายอัตราทด เพื่อทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รถอเนกประสงค์อย่าง   Honda CR-V  เลือกนำเสนอเครื่องยนต์ 2.4 เบนซิน พร้อมเกียร์  CVT   แนะนำให้ลูกค้า มันตอบสนองทางด้านกำลังดี กระฉับกระเฉง แม้ต้องบรรทุกคน และสิ่งของเต็มคันรถ ก็ไม่มีความรู้สึกอืด หรือ เชื่องช้า

2017Honda-CRV-Gasoline-Review008

เช่นกันรถในกลุ่มเดียวกับ  CR-V   เช่น  Nissan  X-Trail   หรือ  Subaru  Forester   รุ่นที่ขายในต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มรถยนต์ที่ใช้ขับเดินทางไกล จะมีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 2.0 ลิตร เป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่

อย่างในออสเตรเลีย รถกระบะ เช่น   Isuzu D-max  และ  Mazda BT-50  ใหม่ เลือกจะขายเฉพาะเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร อย่างเดียว เนื่องจากเป็นรถเดินทาง และต้องบรรทุกสัมภาระในการเดินทาง

เรื่องเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ให้การตอบสนองดีกว่ าและไม่ต่างกันกับเครื่องยนต์ขนาดเล็กมาก เราเพิ่งมีโอกาสพิสูจน์ ในรถยนต์   Isuzu  D-max   ระหว่าง เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร และ ดีเซล 1.9 ลิตร  บนเส้นทางกรุงเทพ-เพชรบูรณ์

โดยเรานำ Isuzu  D-max  ทั้ง 2 รุ่น ขับเดินทางด้วยความเร็ว 100-120 ก.ม/ช.ม. ยืนพื้น 130 ก.ม./ช.ม. ในหลายช่วง และ เร่งแซงที่ 140-160 ก.ม./ช.ม. ท้ายรถมีจักรยานเสือภูเขา 2 คัน พร้อมสัมภาระการเดินทางของเรา

เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร ใน Isuzu D-max เมื่อขับด้วยความเร็ว 119 ก.ม./ช.ม.

ในรุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เราเคยนำมาขับบนเส้นทางเดียวกัน เมื่อถึงตัวเมืองเพชรบูรณ์ เราดูอัตราประหยัดที่หน้าจอแสดงผลตรงกลาง แม้เดินทางด้วยความเร็ว ได้อัตราประหยัด 10.4 ก.ม./ลิตร 

และล่าสุด  เราได้  Isuzu  D-max  1.9  Highlander M  มาขับ ในเส้นทางเดียวกัน โดยตัวรถ แตกต่างในเรื่องของขนาดเครื่องยนต์ และเซ็ทติ้งของระบบช่วงล่าง ผลคือในระยะทางเท่ากัน เดินทางด้วยความเร็วเหมือนกัน เราได้อัตราประหยัด 10.6 ก.ม./ลิตร   

นั่นเท่ากับว่าเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1.9 ลิตร ไม่ได้ มีความประหยัด กว่าเครื่อง 3.0 ลิตร นัก ถ้าใช้เดินทางและใช้ความเร็วสักหน่อย

นอกจากนี้ ยังพบว่า เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ด้วยกำลังที่น้อยกว่ าทำให้เวลาเร่งแซง ต้องกดสุด เดินคันเร่งเต็มที่หลายครั้ง ขณะที่เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เดินคันเร่งนิดเดียวก็วิ่งปลิ่วสบายแซงงง่ายกว่ามาก

อาจจะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1.9 ซด พอๆกับ 3.0 ลิตร เราถึงเพชรบูรณ์ด้วยน้ำมันครึ่งถัง เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างกัน

แต่ต้องยอมรับว่า ถ้าคุณขับด้วยความเร็วต่ำกว่านี้ เช่น 90-110 ก.ม./ช.ม. อาจจะเห็นผลความประหยัดมากกว่าที่เราทดลองขับ

สิ่งเดียวที่เราต้องยอมรับว่าต่างกัน คงเป็นเรื่องในแง่ของราคาขายตัวรถ ของรถเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร มีย่อมมีราคาแพงกว่า 1.9  เนื่องจากถูกวางเป็นท๊อปออพชั่น และ เสียภาษีรายปีมากกว่า ตามเงื่อนไข ภาษีรถยนต์ประจำปีของรัฐบาล ประกอบกับการบำรุงรักษาในระยะยาว อาจมากกว่า ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ชอบใจนัก

แต่จากที่ลองขับรถเดินทางไกลมาหลายครั้ง รถยนต์เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ จะตอบสนองดีกว่า และซดน้ำมันไม่ได้ต่างกันมาก กับเครื่องยนต์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะถ้าคุณต้องขนของขนคนเดินทางไปด้วยกัน ยิ่งใครสายท่องเที่ยวขึ้นเขาลงห้วยบ่อยๆ  เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ดูจะตอบโจทย์ได้ดีกว่ามาก ซึ่งคุณต้งนึกถึงว่าเวลาเดินทาง อาจไม่ไดมีแค่คุณคนเดียว อาจมีข้าวของ และเพื่อน ที่จะนั่งร่วมทางไปด้วย

จนต้องพูดว่า จะซื้อรถไว้ขับเดินทาง ไม่ค่อยได้ใช้ในเมือง มีโอกาส เลือกเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ดีกว่าแน่นอนครับ ถ้าคุณมีโอกาส

 

 



Comments

comments