B-Car Hybrid ของดีที่ควรมี เกมยากค่ายรถยนต์

ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า บริษัทรถยนต์เริ่มมีการขยับปรับตัวทำรถยนต์ไฮบริดขนาดเล็กออกมา บริษัทที่เราพูดถึงนี้ก็คือ ฮอนด้า ที่เผย Honda City e:HEV ออกมาวางขาย ด้วยราคา 739,000 บาท เป็นค่า ตัว และล่าสุดเพิ่งเผยรุ่นแฮทช์แบ็ค e:hev ตามออกมาด้วยราคาที่แพงกว่ากัน แค่ 1 แสนบาทเท่านั้น

การแนะนำรถยนต์นั่งขนาดเล็กขับเคลื่อนด้วยไฮบริดไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย ในอดีต ฮอนด้า ก็เคยแนะนำรถยนต์ Honda Jazz Hybrid เข้ามาขายสักระยะหนึ่งก่อนจะปิดรุ่นหายไป ราคา 768,000 บาท พร้อมแนวคิดว่าใครๆ ก็ไฮบริดได้ เป็นสิ่งที่ผมยังจำฟังใจ และยังไม่มีใครทุบสถิติรถไฮบริดที่ถูกที่สุดได้

ช่วงเวลาเดียวกัน โตโยต้า แนะนำ Toyota Prius C เข้ามา เช่นกัน แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากราคาของมันทะลุไปถึง 7 หลัก จนคนที่ซื้อก็จะต้องพูดว่ารักกันจริง

การกลับมาอีกครั้งของบรรดารถยนต์นั่งขนาดเล็ก พร้อมเครื่องยนต์ไฮบริด กลายเป็นเกม ที่ดูจะยาก เมื่อ ฮอนด้า รายงานยอดขาย Honda City e:hev (รุ่นซีดาน) ที่วางขาย มาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่ เดือน พฤศจิกายน 63 จนถึง 31 พฤษภาคม 2564 มียอดขายรวม กลมๆ เพียง 2,200 คัน เท่านั้น หาก นำมาเฉลี่ย ก็จะพบว่า จะอยู่ราวๆ เดือนละ 300 คัน เท่านั้น

เมื่อเทียบสัดส่วนกับยอดเครื่องยนต์สันดาป 1.0 ลิตรเทอร์โบ ที่ขายไปได้เป็นเทน้ำเทท่า ชี้ให้เห็นว่า ยอดขายไฮบริด น่าจะเป็นไปได้มากกว่านี้อีก

ใจความสำคัญ ที่ทำให้ ยอดขายของ Honda City e:hev ไม่ปัง รวมถึงชะตา ของ รุ่นแฮทช์แบ็ค ก็มีทีท่าว่าจะไม่ต่างกันนัก มาจาก ราคาขาย แพงกว่ารุ่นเบนซินเทอร์โบ ถึง 1 แสนบาท

ฮอนด้า ได้ให้ ระบบ Honda Sensing รวมถึง เครื่องยนต์ไฮบริดและมีการปรับปรุง ฟังชั่นภายใน บางส่วนเพื่อให้สอดรับการใช้งานมากขึ้น

ปัจจัยเรื่องราคา เข้ามามีบทบาทสำคัญในการซื้อหารถยนต์นั่งขนาดเล็กค่อนข้างมาก รถที่มีราคาสุงมาก จะทำให้ลูกค้าเริ่มเหร่มองรถที่มีขนาดใหญ่กว่า ในกรณีของ Honda City คือ ซีวิคในรุ่นเริ่มต้น แม้ออพชั่นจะโล้น แต่ก็ได้ ความสามารถในการใช้งานมากขึ้น ในมุมมองของคนไทยจำนวนมาก

ขณะที่ ซิตี้ เวอร์ชั่นไฮบริด นำเสนอ การขับขี่ให้ที่สุดความนำสมัย ความชาญฉลาดในการเลือก ก็อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการ เป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดเท่านั้น

เมื่อมองย้อนกลับไป สมัย Honda Jazz Hybrid ในขณะที่รุ่นเครื่อง 1.5 ลิตร ราคายัง อยู่ที่ 7 แสนกว่าๆ ต้นๆ ราคาไม่ห่าง กันมากมาย ทำให้มันน่าสนใจ และคนซื้อหา เพราะอย่างน้อยได้ระบบขับเคลื่อนที่มีความทันสมัยมากกว่า

B-Car เป็นรถที่ค่อนข้างมีความเซนซิทีฟ เรื่องราคาขาย ถ้าราคาแพงมากจนเกินไป ลูกค้าก็ไม่สนใจ เพราะส่วนใหญ่ มักจะเป็นกลุ่มคนที่ซื้อรถคันแรก เพิ่งมีรถ ฐานเงินเดือนไม่สูงมาก ค่าผ่อน 9,000-12,000 บาท ก็จัดว่าจะค่อนข้างลากเลือด กับการกระเบียดกระเสียน ในการใช้จ่ายในแต่ละเดือนพอสมควร แถมต้องมีเงินดาว ระดับ 2 แสนบาทขึ้นไป ซึ่งเงินดาวระดับเดียวกัน สามารถซื้อรถ ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ด้วย คำว่าคุ้มค่า จึงมองไม่เหมือนกัน

ความตั้งใจในการนำเสนอ เครืองยนต์ไฮบริด เป็นความคิดที่ดี ระบบขับเคลื่อนไฮบริด ออกแบบมาสำหรับการขับขี่ในเมือง ใช้ความเร้วไม่มาก สามารถใช้การทำงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าโชว์ศักยภาพ งัดออกมาใช้งานได้เต็มความสามารถ

ไม่ปฏิเสธว่าเทคโนโลยีที่ดี ย่อมมาพร้อมกับค่าความคิด และการพัฒนา ในมุมขายของ บริษัทรถยนต์ ก็ไม่ผิด ที่จะตั้งราคาขาย สูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปปกติ เนื่องจากศักยภาพในการขับขี่ดีกว่า มีการรับประกันแบตเตอร์รี่และมอเตอร์ ติดปลายนวม เป็นของแถม

เพียงแต่ว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ บางทีก็ไม่ได้ต้องการอะไรสุดโจ่ง อย่างระบบความปลอดภัยขั้นสูง บางทีอาจไม่จำเป็น บางคนใช้งานไม่เป็น ไม่ชอบ ขี้รำคาญก็มีอยู่ด้วย เช่นกัน ดังนั้นรุ่นย่อนที่ไม่มีระบบ Sensing ไม่เพียงจะทำให้ราคาขายต่ำลงเท่านั้น ยังอาจจะถูกใจลูกค้าที่ไม่ชอบระบบวุ่นวายด้วย

2021 Suzuki Swift

อย่างไรก็ดี การนำเสนอ B-Car Hybrid ด้วยความจำเป็นต้องพัฒนาให้มันอยู่ในช่วงราคาที่เหมาะสม ทางออก เรื่องนี้ในอนาคต ด้วยการเพิ่มความประหยัด ลดการปล่อยไอเสีย จะจบลง ที่การหันมาใช้อะไรที่ง่ายขึ้น อย่าง Mild Hybrid ระบบที่สามารถติดตั้งร่วมกับเครื่องยนต์สันดาปขนาดเล็ก ใช้งานง่าย ดูแลง่ายไม่มีความซับซ้อน ซึ่งน่าจะตรงกับจริตคนไทย

ที่สำคัญ ราคาขาย ยังทำได้ถูกกว่ามาก ถึงความสามารถของระบบ จะไม่สู้ Full Hybrid แต่กลายเป็นว่า ปัจจัยทางดา้นราคาจะผลัดกันให้คนสนใจน่าใช้ และเมื่อเข้าใจ รถคันต่อไป จึงจะเป็นระบบ Full Hybrid ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก

มาถึงตรงนี้ ต้องยอมรับว่า การนำเสนอ ระบบขับเคลื่อนไฮบริด ในรถยนต์นั่งขนาดเล็ก หรือ B-Car Hybrid ไม่ใช่อะไรที่ง่ายๆ เกมนี้ ถูกวางเดิมพันสำคัญด้วยราคา คนที่จะซื้อต้องเป็นกลุ่มที่เข้าใจระบบไฮบริดอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนไซส์หรือ ขยับประเภทรถ

การจะทำให้คนซื้อรถเล็กไฮบริดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คนไทยยังมองเรื่องขนาด และประเภทรถ เป็นสำคัญ เวลาจะซื้อรถคันต่อไป ดังนั้นเมื่อปัจจัย ราคาเท่ากัน จะทำยังไง ให้เขามองว่า รถเล็กไฮบริด คือทางเลือกที่ดี คุ้มค่า ถ้าตีโจทย์นี้แตก ก็จะทำให้คนเริ่มสนใจ

Comments

comments