A month with Raptor EP.2 :  ลุยดะเขากระโจม กับน้องชาย Wild Trak

พูดถึง  Ford Ranger Raptor   กว่า 2 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยสงสัยกังขาในการลุยของมันเลย ค่ายวงรีสีน้ำเงินให้ออแกนไนซ์เซอร์สรรหาเส้นทางลุยน่าสนใจทั่วประเทศ ตั้งแต่เขาใหญ่มาจน ดินแดนทะเล ออกนอกประเทศไปมุยเน่ ประเทศเวียดนามก็ไปมาแล้ว

สำหรับผม ที่ๆ น่าจะมาบ่อยสุดในเส้นทางออฟโรด ก็ไม่พ้นเขากระโจม ที่นี่มาง่าย ด้วยเส้นทางไม่ไกลจากบ้านมากขับมา 2-3 ชั่วโมงก็ถึงแล้วแต่ว่าจะใช้ความเร็วมากน้อยขนาดไหน

แต่ที่ผ่านมาผมสงสัยเหลือเกินว่า ถ้าเราเอาแรพเตอร์มาลุยในเส้นทางเดียวกัน เทียบกับ  Ford Ranger WildTrak   ตัวขับสี่ อดีตเคยยอดนิยม มันจะลุยได้แตกต่างกันมากน้อยเพียงใดกันแน่!!

จุดแตกต่างของ  Ford Ranger Raptor   และ   Ford Ranger  Wild Trak  มีมากมายหลายอย่างพอสมควร ถ้าแยกเป็นข้อย่อยๆ ก็จะมีดังนี้

Ford Ranger Raptor

ตัวรถแรพเตอร์มีขนาดกว้างกว่า ระยะล้อซ้ายไปขวา หรือ Track   เยอะกว่า ทรงตัวดีกว่า

  • ใช้ยางแบบ  All Terrain  จาก  BF Goodridge ใช้ล้ออัลลอยขอบ 17 นิ้ว
  • ใช้ช่วงล่างอิสระแบบ  Watt link ทางด้านหลัง
  • ใช้โช๊คอัพ Fox ทั้ง 4 ต้น
  • ความสูงเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 2 นิ้ว จากเดิม
  • มีโหมดการลุย 4 โหมด  ในจำนวนนี้ 3 โหมด ออกแบบ มาเฉพาะเส้นทางได้แก่   Rock,Glass/Gravel  ,Sand& Mud   แต่ละโหมดให้การตอบสนองชุดเกียร์ คันเร่งแตกต่างกันออกไป

การเอาแรพเตอร์ขึ้นเขากระโจมงานนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะตอนเปิดตัวใหม่ๆ ก็เอาเจ้าแรพเตอร์มาลุยโหดที่นี่ แถมคนขับขึ้นก็ไม่ใช่ผม แต่เป็นเดือนที่กล้าท้าลองพร้อมลุยไปด้วยกันทุกเส้นทาง

Ford Ranger Raptor

ช่วงฤดูฝนแบบนี้ผมทำใจว่าเส้นทางอาจจะโหดกว่าปกติ เพราะ ฝนทำให้มีน้ำจากภูเขาไหลลงมากัดเซาะเส้นทาง  ยังดีที่นี่ไม่ใช่ทางดินทรายที่อาจจะเละกลายเป็นโคลนดินหนังหมู แต่จากที่เคยมีประสบการณ์เส้นทางบางช่วงที่นี่จะมีสภาพเช่นนั้นในช่วงขึ้นบ่อน้ำ

ผมน่ะไม่ห่วงหรอกแรพเตอร์ เป็นห่วงก็แต่เพื่อร่วมก๊วนในวันนี้ มันขับ   Ford Ranger Wild Trak   ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือช่วยลุยมาก จะมีเพียง ดิฟล็อคไฟฟ้า และระบบช่วยขึ้น-ลงทางลาดชัน ที่เหลือเรียกว่า ใช้ฝีมือขับกันตามอัธยาศัย เคาะสนิมที่เคยร่ำเรียนมา

เรานัดเจอตรงทางเข้าสวนผึ้ง ก่อนที่จะขับตามกันไป ยังนึกใจใจวันนี้อากาศดีขับมาตลอดทางฝนไม่ตก นึกได้เดี๋ยวเดียว ขับถึงบ้านชัชป่าหวาย ปรากฏฝนเทลงมาโครมใหญ่ เล่นเอาต้องขับไปคิดไปหรือไม่ไปเขากระโจมดี

ว่าแล้ว การตัดสินใจ ต้องให้เพื่อที่ขับ  Wildtrak   คิด เพราะยังไง แรพเตอร์ก็ไปได้แน่ๆ แต่ Wild Trak  ไม่น่ารอด จากประสบการณืที่เราเอาตัว  Limited   180 ม้าเทอร์โบเดี่ยวมาคราวนั้น ทางฝนตกเขากระโจม นี่นรกดีๆ นี่แหละ

“เอาไงเพื่อน ไปเขากระโจไม่น่ารอด ถ้าฝนตกแบบนี้”

“เอางี้ ไปเท่าที่ไหวแล้วกัน” เพื่อนตอบมาอย่างทันควัน

ในเมื่อเพื่อนเราถึงไหนถึงงานนี้จัดไป เราขับลึกเข้าไปในสวนผึ้งระหว่างทางฝนยังตกปรอยๆ อยู่ต่อเนื่อง จนกระทั่งไม่นานฝนซาหยุดตกไปในที่สุด ผมปิดใบปัดน้ำฝน มองทางข้างหน้าถนนแห้ง ราวกับแบ่งเขตฝนตกเหมือนเอามีมาตัดผ่า

ไม่นานเรามาถึงทางเข้าเขากระโจม เส้นทางแห้ง ไม่มีร่อยรอยฝน เราขับรถเข้ามาถามเจ้าหน้าที่  ที่นี่ฝนตกไหมครับ ??

พี่ๆ ชมรมออฟโรดที่นี่ ตอบอย่างน่ารักว่า ตรงนี้ไม่ตก มา 3 วันแล้ว เอิ่ม แล้วที่ผ่านมานี่คืออะไร ??

Ford Ranger Raptor

หลายคนอาจจะไม่เคยมาที่เขากระโจมมาก่อน เส้นทางที่นี่ถามว่าโหดไหม ถ้าใครขับออฟโรดใหมาๆ ต้องเรียนตามตรงว่า สาหัสพอสมควร ส่วนสายออฟโรดตัวจริง ผ่านมาหลายเส้นทางก็ถือว่า ไม่ใช่ว่าง่ายนัก และถ้ายิ่งฝนตก เส้นทางที่ดูง่ายๆ อาจจะยากขึ้นมาทันที

ทางเขากระโจมภาพรวมเป็นหินเสน้มากกว่า สำคัญ คือต้องปีนป่าย ฝ่าเส้นทางทรหด  ความยากของทางหินอยู่ที่ หินแหลมคม ที่อาจจะบาดแก้มยาง หรือ อาจเจาะทะลุหน้ายางได้ โดยเฉพาะในกรณีทางเรียบใน Wild Trak   รวมถึง การมองหาไลน์ก็จะค่อนข้างยากเลือกมุมปีนผิดชีวิตเปลี่ยนทันที

เส้นทางแบบนี้  Ranger Raptor  เรียกว่าไปได้สบายมาก ไม่ว่าคุณจะขึ้นผิดทิศไปผิดทาง ก็สามารถข้ามอุปสรรคได้ง่าย ด้วยความสูงจากตัวรถปกติ ประมาณ 2 นิ้ว  บวกกับยางพร้อมลุย เจ้าจาก  BF Goodridge Ko2 All Terrain   การบดหินในเส้นทางที่อาจจะเป็นอันตราย ช่วยลดความเสี่ยงจะต้องกินข้าวลิงอยู่โยงเฝ้าป่า

ทางด้านเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบคู่ 213 แรงม้า ให้แรงบิด 500 นิวตันเมตร กับทางลุยขับง่ายมาก แรงบิดเยอะช่วยให้การปีนป่าย Walking Speed  อุปสรรคต่างๆ ผ่านไปได้ง่ายมากๆ

ผมจอดรอเพื่อนที่ใช้  Wild Trak  แล้วลงไปดู ในมุมน้องตัวลุยมันใช้เครื่องเดียวกับ แรพเตอร์ จุดต่างอยู่ที่ชุดยาง H/T   และ ช่วงล่างหลับแบบแหนบ

เพื่อนร่วมลุยทริปนี้ Ford Ranger Wildtrak

เท่าที่ดู ชุดยาง H/T   จะลื่นง่ายกว่า โดยเฉพาะยามปีนป่าย แถมช่วงล่างหลังแบบแหนบเป็นช่วงล่างแบบตายตัว ทำให้ล้อยกลอยค่อนข้างง่าย โชคดีรถสมัยนี้มีระบบควบคุมการทรงตัวเข้ามาช่วย อุปสรรคที่เคยยากจึงผ่าไปด้วยดี

ตลอดการปีนป่าย แรพเตอร์ค่อนข้างไปได้ง่ายกว่า แต่รถตัวใหญ่ก็มาน้ำหนักที่มาก บางครั้งเลยเหมือนต้องออกกำลังเยอะกว่า น้องชายของมัน ส่วน Wild Trak   ตัวเบาปีนป่ายง่ายกว่ามาก ยาง  HT  ในทางแห้งแบบนี้แทบไม่มีปัญหาในการใช้งานเลยในความเป็นจริง

ถึงจุดลงน้ำ วันนี้ระดับน้ำประมาณ 70 เซนติเมตร นั่นไม่ใช่ปัญหากับทั้งสองคันนัก แรพเตอร์สามารถลุยน้ำได้ 85 เซนติเมตร ส่วน ไวลด์แทรน ลุยได้  80 เซนติเมตร ผ่านไปได้สบายมาก

ทริคในการขับรถลงน้ำที่นี่ ไม่ยาก

  • เริ่มจากปิดแอร์ เพื่อไม่ให้ใบพัดลมตีน้ำจนหัก
  • เมื่อลงน้ำพยายามเดินคันเร่งต่อเนื่องไม่ผ่อน
  • รถเดิมๆ ให้เลือกไลน์อ้อม ม้วนขวาไปใกล้ที่ปักบอกระดับน้ำ จะไม่ลึกเท่าคุณวิ่งตรงพรวดมาเลย

ผ่านน้ำมาได้ เราไต่ตามเสน้ทางมาเรื่อย ผมไม่ได้มาเขากระโจมนานพอตัว เพิ่งมารู้ว่าเขาให้ขึ้นลงทางเดียวกันเหมือนในอดีตแล้ว แต่ไปในทางลงเดิม ซึ่งจุดนี้จะผ่านเนินชันใหม่ ที่เรียกว่า เนิน 800

เนิน 800 เป็นเนินตรงที่มีความสูงชัน และมีหินสลับในระหว่างทางขึ้น เดิมทีจุดนี้ใช้เป็นทางลงเท่านั้น แต่เมื่อมาใช้ทางนี้เป็นทางขึ้นด้วย ก็เพิ่มความยากในเสน้ทางไปอีก

Ford Ranger Wild Trak ในจังหวะ ขึ้นเนิน 800 – เขากระโจม

การปีนทางชันไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อเป็นแรพเตอร์ และเจอหินสลับผสมด้วย ความยากเลยทวีคูณ รถที่มีความสูง มีความเสี่ยงพลิกคว่ำได้ง่ายกว่า

ช่วงแรกผมไต่เนินขึ้นมาเรื่อยๆ ไปได้สบายมาก จนมาถึงตรงช่วงจุดเนินชันสูงสุด ปรากฏว่าไลนถนนหลอกตา  ผมไปชิกซ้ายมากไป จนรถเริ่มเอียง นาทีนั้น รู้ตัวเลยว่า นี่เป็นข้อเสียสำคัญของแรพเตอร์ นาทีนั้นรถดีไม่พอ ต้องอาศัยความใจเย็นช่วยแก้ปัญหาด้วย

ผมกดระบบ  Hill Decent Control   ค่อยๆ ไหลรถลงจากจุดที่ชันสูงสุด ถอยรถปกติมันง่ายแต่ถอยในทางออฟโรด ไม่ง่ายนัก นอกจากต้องระวังอุปสรรคที่เคยผ่านมาแล้ว ยังต้องระวังการลื่นไถล ที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือ รถเปลี่ยนทิศทางจนกลายเป็นปัญหา มากกว่าที่เป็นอยู่

ผมถอยลงมาประมาณ 50 เมตร แล้วมองไลน์ใหม่ จากนั้น เดินคันเร่งต่อเนื่องส่งแรพเตอร์ขึ้นไปเรื่อยๆ ใช่ปัญหา จนพ้นจุดอันตราย ผมลงมาดูเพื่อน  Wildtrak   ว่าจะไปได้ไหม ไปยากหรือ เปล่า

Ford ranger Wildtrak

ปรากฏว่า ณ จุดเดียวกัน ไวล์ดแทรคขึ้นคล่องตัวกว่า และดูไม่เอียงเท่าที่ผมเผชิญในแรพเตอร์ นั่นเป็นข้อดีที่กระบะขับสี่เดิมๆ จากโรงงาน ไม่ต้องพิเศษอย่างแรพเตอร์มี และ การเลือกไลน์ได้มากกว่า เนื่องจากตัวเล็กไม่ใช่ใหญ่คับที่แบบในแรพเตอร์

จากเนิน 800 ผมต่อเนื่องไปยังเนิน 1000 จุดนี้ ไต่ได้เรื่อยๆ ไม่ยาก ทางเป็นหินและมีร่องน้ำลึกจากฝนตก เพียงเลี่ยงร่องน้ำลึกได้ก็ผ่านพ้นไปง่ายๆ สบายมาก ทั้งคู่ไม่มีปัญหา เพราะเรื่องไต่กำลังแรงเครื่องยนต์เหลือเฟือทั้งคู่ จนเราถึงยอดเขากระโจมในที่สุด

หลังจากขับตลอดเส้นทาง ผมได้เห็นข้อเสียสำคัญของ  Ford Ranger Raptor   คือมันเป็นรถที่มีความสามารถในการขับขี่ แต่เมื่อมาเจอทางลุยที่มีอุปสรรคมากๆ มันอาจไม่เหมาะ เนื่องจากรถมีความใหญ่ มีน้ำหนักเยอะ และมีความสูงพอสมควร

อย่างตอนเนิน 800 ผมเทียบการขับของผมกับเพื่อไวล์แทรค กลับรู้สึกว่า  Wild Trak  ไปได้ง่ายกว่ามาก ไม่ต้องมานั่งถอยตั้งลำไปใหม่ ขณะที่แรพเตอร์ ต้องถอยเล็งใหม่ เพราะ รถมีขนาดใหญ่ ในสภาพป่าจริงๆ อาจจะมีอุปสรรคที่มีความลำบากกว่านี้

ขณะที่  Wldtrak  เอง ก็มีปัญหาในการขับขี่บ้างเช่นจังหวะลื่นทราบเวลาปีน ปัญหาของมัน อยู่ที่ยางตืดรถแบบ  HT  ออกแบบมาสำหรับการวิ่งบนถนนดำมากว่ามาลุย และช่วงล่างหลังแบบตายตัวทำให้ล้อของมันลอยง่ายกว่ามาก ในบางจังหวะที่มีเนินสลับต่อเนื่อง ซึ่งการที่ล้อยกทำให้สูญเสียกำลังขับ ทว่ายังดีมีตัวช่วยระบบควบคุมการทรงตัวเข้าช่วย ทำให้ฝ่าฟันได้ง่ายขึ้น

การที่พาทั้งคู่มาถึงปลายยอดเขากระโจมได้ ผมไม่แปลกใจกับ แรพเตอร์ เทพแห่งการลุยเท่าไรนัก สิ่งที่ผมประหลาดใจ คือเจ้า Wildtrak  มากกว่า  มันราคาถูกกว่า ลุยได้เหมือน แม้จะมีของเล่นทางลุยน้อยกว่า หากก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่สำคัญในทางออฟโรดไม่ได้มีแค่ตัวรถ

ปัจจัยเรื่องคนขับ ต้องอ่านไลน์ให้ขาดมีทักษะการขับขี่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน   

 

 

 

 



Comments

comments