7 เหตุผล ทำไม “รถญี่ปุ่น” จึงน่าซื้อ กว่า “รถยุโรป”

ทุกวันนี้ เราต้องยอมรับว่า รถยนต์ ยุโรป มีราคาถูกลง กว่าเดิมค่อนข้างมาก ส่วนสำคัญ​มาจากการแข่งขันภายในประเทศ รวมถึงมาตรการทางภาษีแบบใหม่ที่เน้นการปล่อยไอเสียเป็นหลัก ซึ่งตรงกับแนวทางการพัฒนาของ รถยุโรป จึงได้อานิสงค์ในเรื่องดังกล่าว

เมื่อมองรถราคาที่มากกว่า  2  ล้านบาท ขึ้นไป คนจำนวนไม่น้อย จะเริ่มชายตามองรถยุโรป เนื่องจาก พวกมันมีราคาไม่หนีกันมาก เมื่อคิดสารตะ ค่าตัว แต่ในความจริง นี่อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เมื่อคุณอาจจะลืมมองรอบด้านในการใช้งานรถก็ได้

1.ขนาดรถที่ใหญ่กว่า

ในราคาเท่ากัน ถ้าคุณเลือกรถยุโรป จะพบว่า คุณจะได้ รถที่มีขนาดเล็กกว่าทันที เมื่อเปรียบเทียบกัน

เราขอยกตัวอย่งที่เห็นชัดระหว่าง  Honda  Accord Hybrid Tech   ราคา 1,790,000  บาท แต่เมื่อคุณ มองว่า จ่ายเพิ่มอีก  2  แสน ก็ได้ เบนซ์มาขับแล้ว

รถรุ่นนั้นที่คุณพอจะครอบครองได้ คือ  Mercedes Benz  A200 Progressive   รุ่นเริ่มต้น เท่านั้น และขนาดรถเปลี่ยนจากซีดาน กลาง เป็นคอมแพ็คคาร์ เท่านั้น เอง

คุณรับได้หรือไม่

2. ออพชั่นน้อยกว่า  

ในราคาเดียวกัน คุณอาจจะได้ออพชั่นน้อยกว่าด้วย ยกตัวอย่าง เช่น  Subaru  Outback  ที่เข้ามาล่าสุด ในราคา  2.699   ล้านบาท  ในราคาเดียวกัน อาจจะพอเริ่มจับ เบนซ์ – BMW  รถอเนกประสงค์ได้

รถอย่าง Subaru Outback อาจจะเป็นรถญี่ปุ่น แต่ฟังชั่นต่างๆ จ่ายครั้งเดียวได้รถที่คุ้มกว่า รถยุโรป

แต่จะพบว่า คุณก็ยังไม่ได้รถที่มีออพชั่นเยอะมากนัก แถมยังได้รถที่มีขนาดเล็กกว่า จะมีเพียงยี่ห้อ เดียวที่ดูจะดูดี๋ ตัดสินใจยากหน่อย คือ   Volvo  จะมีออพชั่นแน่นๆ ไม่แพ้ กัน

ยิ่งถ้าชายตาไปมอง บรรดา ค่ายเยอรมัน แทบจะเรียกว่า หมดสิทธิ์  ในการซื้อรถให้ได้ ออพชั่น และขนาดตัวเท่ากันกับรถญี่ปุ่น

อีกเรื่องที่สำคัญ เช่น ระบบความปลอดภัย ในราคาที่ คุณซื้อเอาท์แบ็ค คุณได้ ของครบทุกอย่าง รวมถึงความหรูหรา แต่ถ้าซื้อรถยุโรป อาจไม่ได้ ไม่เว้นกระทั่ง ระบบง่ายๆ อย่างระบบ เบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ

3.ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่า

จะซื้อรถ จะคิดแต่ราคาขายที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ เพราะท้ายสุดแล้ว รถยนต์ที่เราใช้ ต้องมีการบำรุงรักษาตามระยะทางด้วย อย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ 

ค่าบำรุงรักษา นี่แหละเป็นที่บ่นกันประจำ ของคนที่เพิ่งขึ้นมาจากรถญี่ปุ่น และเพิ่งจะมาขับรถยุโรป ค่าบำรุงรักษา แต่ละที ไม่ถูกเงินอย่างที่หลายคนคิดนะครับ

รถอย่าง เบนซ์ เข้าศูนย์ทีหนึ่ง ต้องเตรียมเงินไว้ ราวๆ   8,000-9,000  บาท และมากกว่า นี้ในรถที่เป็นระดับไฮเอนด์ขึ้นไป เช่นรุ่นสูงขึ้น

ยังดี ปัจจุบัน เรื่องนี่บรรเทาลง ด้วยแพ็คเกจบำรุงรักษารถที่มาพร้อมกับรถในตอนขายเช่น ของ BMW ครอบคลุม การดูแลทุกชิ้นส่วน เอาเป็นว่าแค่เติมน้ำมัน เท่านั้น พอ

4. ค่าประกันแพง

เมื่้อมีรถหรู สิ่งที่ตามมาเป็นเงาตามตัวทันที คือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่าง ค่าปรกันภัยชั้น 1 จะไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะรถหรูแบบนี้ ชน หรือ แหกมาที เจ็บหนักแน่นอน ถ้าไม่ทำประกันภัยเป็นยันต์กันยามดชคไม่ช่วย อาจมีขายรถทิ้งกันบ้างล่ะ

ประกันภัยรถ ทั้งหมด คิดตามมูลค่าราคาของตัวรถ เช่น รถ ราคา 1 ล้าน อย่างน้อยที่สุดทุนประกันภัย จะต้อง 80% ของ มูลค่า แน่นอนว่า รถหรู ราคายิ่งแพง มูลค่ายิ่งเพิ่ม

อันที่จริง อีกสิ่งที่ประกันภัย นำมาคำนวนด้วยคือ ค่าอะไหล่ และค่าซ่อม อย่าง ค่าแรง ว่าจะมากน้อยแค่ไหน เวลา ซ่อในแต่ละที ทั้งหมดนั้นทำให้ ค่าประกันภัยกลายเป็นค่าโซฮุ่ย ที่หนักอยู่ เมื่อซื้อรถหรูสักคัน และทุกปี คุณต้องจ่ายค่าต่อประกันนี้ ซึ่งราคาแพงเอาเรื่อง จนกว่าจะขายรถคันนั้นไป

5.ค่าภาษี

“ภาษี” ที่เรากำลังกล่าวนี้ไม่ใช่ การเสียภาษีประจำปี แต่เรากำลังพูดถึง ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ที่จำเป็นและไม่จำเป็น เมื่อใช้รถยุโรป ทุกคนต่างรู้ว่า มันราคาแพง พวกเขาจึงมักจะทำอะไรพรีเมี่ยม ให้เสมอ เช่น อย่างการหาที่จอดรถ ถ้ายามโบกให้ กลับมา อย่างน้อยที่สุด คุณต้องทิปเขา 20 บาท เป็นอย่างน้อย

หรือไปล้างรถ บางร้าน ก็จะคิดราคาค่าล้างรถคุณแพงกว่ารถญี่ปุ่น อยู่บ้างนิดหน่อย บ้าง แล้วคุณจะหน้าหนา บอก ไม่เอาก็ไม่ได้ เพราะคุณขับรถหรู สัญลักษณของคนกระเป๋าหนัก

ยิ่งใครโสดมีรถหรู ขับรถไปจีบเขา จะมาใจบางนั่งทานฟาสฟู๊ด คงไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด ต้องร้าานอาหาร ดีๆ ทั้งหมด เป็นสิ่งที่เรียกว่า ภาษี ใช้รถหรู ที่คุณต้องจ่าย

6.รถยุโรป ขายต่อ ราคาตกกว่า

เวลาจะซื้อรถสักคัน คนไทย นึกถึงเสมอ ว่าซื้อแล้ว นานไป ฉันเบื่อ ราคาขายต่อ จะเป็นอย่างไรบ้าง

สำหรับรถยุโรป ก็ต้องยอมรับว่า ราคาขายต่อหลังจากขึ้นปีที่ 6 ไป จะไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากผู้ซื้อต่อ ในมือสอง จะกังวล เรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตัวรถ ว่าจะมีอะไรที่จะเซอร์ไพร์ส มาให้ได้เจ็บตัวกันหรือไม่

รถยุโรป BMW Sereies 5 F10 2010
รถยุโรป เมื่อต้องการขายต่อ ราคาจะตกมากกว่า รถญี่ปุ่น เนื่องจากคนที่ซื้อรถมือสองไป จะกังวล ต่อค่าซ่อมบำรุง

ส่วนใหญ่ วัฏจักร การใช้รถยุโรป จึงจบลง ที่ 5 ปี แล้วเทิร์นขายไป ก่อนจะหมด ระยะประกันคุณภาพตัวรถ เพื่อให้ผู้ซื้อต่อ อย่างน้อยก็มั่นใจว่า เขาจะไม่ต้องผจญกับปัญหาตัวรถเองในอนาคต

ขณะที่รถญี่ปุ่นเอง เรื่องนี้ไม่ค่อยมีปัญหานัก มันไม่ได้ มาพร้อมเทคโนโลยีซับซ้อนแบบรถเยอรมัน ถึงจะเป็นรถไฮบริด ก็ยังมีราคาขายต่อถูกกว่า ยกตัวอย่าง เจ้า BMW F10 รุ่น 523i ที่ประกอบในประเทศ ณ วันที่ เปิดตัว ราคาขาย อยู่ที่ 3.799 ล้านบาท (เปิดตัวในปี 2010)

ผ่านมา 11 ปี รถรุ่นนี้ ราคาเหลืออยู่เพียง 8 แสน – 1 ล้านบาท ป้วนเปี้ยนในราคานี้ ไม่มากไปกว่านี้ หรือราคาขาย หายไป เหลือเพียง 30-35% จากราคาขาย ในปีแรก

ถ้าเราลองนำมาเทียบกับ Honda Accord รุ่นที่ 8 ที่เปิดตัวออกมาในราคา 1.68 ล้านบาท ในช่วงเวลากใกล้เคียงกัน ปัจจุบัน ยังมีราคา 3.5-4 แสนบาท แม้ราคาจะตกลงไปเช่นกัน แต่คุณก็คงไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่า การซื้อรถราคา 3 ล้าน แล้ว ขายต่อ เหลือราคาล้านเดียว หรือ อาจจะหลัด 8-9 แสนบาท แน่นอน

7.รถยุโรปดูแลยากกว่า – ศูนย์น้อยกว่า

ถ้าคิดจะซื้อรถมาใช้นานๆ ไม่แนะนำให้ซิ้อรถยุโรป เพราะนานไป รถจะยิ่งดูแลยาก และสมควร ดูแล โดยช่างผู้เชี่ยวชาญ เท่านั้น ไม่ควรจะดูแลโดยช่างที่ไม่มีความรู้ อย่างน้อยที่สุด อุ่ที่ไป ก็ต้องเป็นอุ่ที่มความรู้ความสามารถ

นั่นผิดกับรถญี่ปุ้น ส่วนใหญ่ จะซ่อมที่ไหนก็ได้ เว้นระบบไอบริด อันนี้อาจจะต้องการช่างผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะทางสักหน่อย เพราะระบบขับเคลื่อนมันแตกต่างจริงๆ

ในกรณีรถใหม่ ก็ต้องยอมรับว่า ก่อนว่า ศูนย์บริการ ไม่ได้มีครอบคลุม ในทุกพื้นที่ เหมือนในรถตลาดทั่วไป ส่วนใหญ่ ศูนย์บริการ จะมีตามหัวเมืองใหญ่เท่านั้น ดังนั้นการจะมีรถหรูสักคัน ถ้าคิดว่า นานๆ ทีจะเข้าหัวเมืองใหญ่ อาจจะลำบาก ในการดูแล รถพอสมควร

จากทั้งหมด จะเห็นว่า รถยุโรป แม้ว่าจะมีดี เรื่องสมรรถนะในการขับขี่ แต่มันก็แลกมาด้วย บางเรื่อง ที่คุณต้องคิดพิจารณาให้ดี การซือ้รถไม่ได้ จบเพียงที่รถเท่านั้น มันยังมีอีกหลายเรื่องทีคุณ อาจจะยังต้องพิจารณา



Comments

comments