7 เรื่องน่ารู้ แอร์รถยนต์ยุคใหม่ … ใช้อย่างไรให้ทนทาน

อากาศที่ร้อนอบอ้าวในเมืองไทย เรียกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนต้องตระหนักถึงแอร์รถยนต์ เสมอ จากเดิมในอดีต เป็นออพชั่นเสริมใครอยากได้ก็ซื้อเอา มาวันนี้กลายเป็นอาวุธคู่กายความสบาย มาตรฐานที่ขาดไม่ได้เลย

แอร์รถยนต์ เป็นเรื่องไม่ไกลตัวนัก และมันพังง่ายเสียได้ ถ้าคุณใช้ไม่ดี ไม่ระวัง ค่าซ่อมทีระดับหมื่นบาท และอาจเฉียดแสนบาทสำหรับการซ่อมในศูนย์บริการ วันนี้เราจะมาบอกเล่าเก้าสิบเรื่องแอร์รถยนต์ใช้อย่างไรจึงทนทาน แม้มันไม่คงกระพันตลอดไปก็ตามที

recirculation air

1.เคลมศูนย์ได้

เรื่องแรกที่สำคัญ ถ้ารถคุณยังใหม่กิป ถอยหมาดๆ ออกจากโชว์รูม แม้จะนานแรมปี แอร์ไม่เย็น อย่า!!!!  เข้าร้านแอร์ทั่วไปเด็ดขาด กว่าร้อยละ 80 เมื่อเราเข้าไปร้านแอร์ เขาจะตรวจเช็คทันที ทำให้ระบบแอร์ของเราขาดประกันทันที และอย่างน้อยที่สุด คุณจะเสียเงินค่าดำเนินการตรวจเช็ค รถใครแอร์ไม่เย็น ยังอยู่ในระยะ 3 ปี 100,000 กิโลเมตร วนเข้าศูนย์บริการเลยครับ ให้ศูนย์บริการตรวจเช็ค สามารถเคลมได้ ตามเงื่อนไข ของการรับประกันคุณภาพตัวรถ ไม่ต้องไปเสียเงินเองครับ

 

2.อย่าใช้โหมด ออโต้

คุณจะแปลกใจว่า แอร์ออโต้ที่ให้มาในรถยนต์ปัจจุบัน  กว่าร้อยละ 80 มักเสียเร็วกว่า แอร์ธรรมดา บิดมือที่เราคุ้นเคยในอดีต โดยเฉพาะตู้แอร์ ที่แลกเปลี่ยนความร้อนในห้องโดยสาร หรือ คอยเย็น  มักจะเสียก่อนใครเขาเพื่อน จนเรียกว่าเป็นอาการประจำตัวรถอายุเกิน 3 ปี สมัยนี้ต้องระวังให้ดี

ในรถรุ่นใหม่ มักมีระบบฮีทเตอร์ เอาน้ำหม้อน้ำมาวนให้ความร้อน ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิ  ทำให้ ความร้อนและความเย็นอยู่ใกล้กัน มันดีในแง่การควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ร้อน หรือเย็นเร็วเกินไป ในทางกลับกัน ก็เหมือนแก้วน้ำข้างเตาหมูกระทะ

ตู้แอร์ก็เช่นกันน้ำจะไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง นั่นรวมถึงตอนที่คุณจอดรถหลังดับเครื่องยนต์ก็ยังจะมีน้ำจับตัวอยู่ น้ำเหล่านี้จะมีช่องระบายลงใต้รถก็จริง หากส่วนหนึ่งก็จะขังในตู้ จุดนี้มีฟองน้ำซับเอาไว้ นานวันไป ก็ผุพังไปตามกาลเวลา จน ตู้แอร์รั่ว ยังไงก็ต้องเจอ แถมในทางกลับกัน คอมแอร์ยังต้องทำงานหนัก เพราะต้องออกแรงสู้กับความร้อน ทันทีก็ต้องสู้กับภาวะอากาศร้อนในบ้านเราอยู่แล้ว

ทีนี้คุณอาจถามว่า แล้วควรทำอย่างไร ช่างแอร์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี ในการซ่อมแอร์บอกเรา วิธีการง่ายที่สุด คือไม่ใช้โหมด แอร์ออโต้ ให้ใช้โหมดปรับมือ ซึ่งมีในรถยนต์ทุกรุ่นอยู่แล้ว

โดยบิดให้แอร์ทำความเย็นค่อนข้างมาก ตัวเลขต่ำกว่า 22 องศาเซลเซียสลงไป เพื่อให้คอมแอร์ได้สร้างแรงดันจนเย็นฉ่ำ และตัดต่อเองคล้ายแอร์บ้านปกติที่เราใช้งาน แทนที่จะพึ่งการพ่วงความร้อนเข้าช่วย และใช้พัดลมแอร์เบอร์เบา ในการกระจายแรงลม โดยเฉพาะสำหรับใคร ที่เป็นคนขี้หนาว

3.อย่าเปิดแอร์ทันทีตอนสตาร์ทรถ

ด้วยความที่เราใช้ระบบแอร์ออโต้กันจนชินในยุคนี้ จึงละเลยข้อเท็จจริงบางอย่างไป

การสตาร์ทในตอนเช้าหรือ Cold Start   เครื่องยนต์จะมีการเร่งรอบเพื่อให้การหล่อลื่นเครื่องยนต์ และสร้างอุณหภูมิ จนถึงจุดที่เครื่องยนต์เหมาะสมต่อการทำงาน ในระยะสั้น 2-3 นาที (อ่านเพิ่มเติมที่นี่)

ตามปกติแล้ว ถ้าเราไม่ปิดแอร์ ระบบแอร์ออโต้ ก็จะทำงานในทันที หลังเครื่องติดสักไม่เกิน 5 วินาที ทุกคนน่าคุ้นเคยกับเรื่องนี้กันพอสมควร

ทำไมไม่ควรเปิดแอร์ทันที ทั้งที่ก็ร้อนอบอ้าว จะบ้าเปล่า ?

ผู้เชี่ยวชาญระบบแอร์ของเรา บอกว่า ที่ไม่ให้เปิดแอร์ทันที นั้น เนื่องจาก กำลังเครื่องยนต์รอบสูงในช่วงแรก จะทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ หรือตัวสร้างแรงดัน ทำงานหนักตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งที่จริงแล้วแรงลมที่เป่าอย่างแรงในรถ ไม่ได้มาจากคอมเพสเซอร์ มันมาจากตัวพัดลมที่ตู้แอร์ คอมจะเป็นตัวอัดน้ำยาเข้าไปแลกเปลี่ยนที่แผง เพื่อนำความร้อนออกมาจากห้องโดยสาร

การเดินเบาช่วงแรก รอบจะสูงมาก ทำให้คอมแอร์ทำงานหนักไปด้วย เพราะช่วงแรกระบบก็รับทราบว่าต้องมีการแลกเปลี่ยนอุณหภูมิสูง ต้องต่อกำลังเอาไว้ตลอด ทำให้มีโอกาสที่คอมจะเสื่อมเร็วกว่า

มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า ให้อุณหภูมิเครื่องยนต์ถึงจุดทำงาน แต่เกี่ยวว่า เครื่องยนต์เดินรอบสูง และคอมก็ต้องทำงานหนักตามไปด้วย ในช่วงแรก ในกรณีจอดเดินเบา ไม่ขับเคลื่อน หรือนำรถออกจากบ้านในตอนเช้า ควรเปิดเมื่อเริ่มออกรถขับเดินทาง

Driving Rain (1)

4.อย่าตัดต่อแอร์ เมื่อรอบสูง

สายซิ่งหลายคนชอบทำ เมื่อกะจะฟัดกับเพื่อนร่วมทาง เลยปิดแอร์ หรือบ้างก็ตัดคอมฯเพื่อลดภาระของเครื่องยนต์ นั่นฟังดูฉลาดแม้จะมีผลเพียงน้อยนิดก็ตามที

ในทางกลับเรื่องนี้ผลกระทบกับระบบปรับอากาศ ในแง่การใช้งานอยู่บ้าง ถ้าคุณขับซิ่งเสร็จ เกิดร้อนส่วนใหญ่ ก็จะรีบเปิดระบบแอร์ให้ทำงานต่อทันที  และนั่นนำมาสู่หายนะ

คอมฯแอร์ในรถทุกรุ่น ใช้กำลังเครื่องยนต์ในการำทงาน เมื่อรอบสูง ส่วนใหญ่พวกมันจะตัดกำลังเพื่อทำงานน้อยลง หรือไม่ทำงานเลย เมื่อคุณเปิดแอร์หลังจากใช้รอบเครื่องสูง คอมก็จะกลับมาทำงานในรอบสูงมาก จนอาจทำให้เกิดการเสื่อมสภาพเมื่องานไปนานๆ

ด้วยเหตุนี้ รถสปอร์ตหลายรุ่นจะมีระบบตัดคอมฯแอร์ เมื่อใช้รอบสูง และกลับมาต่อเอง เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,000 รอบต่อนาที ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะปิดแอร์ซิ่งต้องรอรอบตกลงมาต่ำกว่า 3,000 รอบต่อนาทีก่อน ครับ

 

4.ล้างแอร์ช่วยสะอาด หรือ ช่วยซ้ำเติม

ปัจจุบัน เราคงเริ่มได้ยิน บริการล้างตู้แอร์ในห้องโดยสาร แบบไม่ต้องถอดตู้ เพื่อให้ลมที่ผ่านชุดคอยยนั้นมีความสะอาดเสมอเวลาเราสูดดม

ผมเชื่อว่าทุกคนรักสุขภาพของ ตัวเอง คงไม่มีใครอยากสูดดมสิ่งไม่ดีเข้าสุ่ร่างกาย แต่เคยตั้งคำถามไหมครับว่า การล้างตู้แอร์ ที่บ้างบอกว่า ควรทำ เป็นประจำ ปีละครั้ง ตามที่มีคำแนะนำใหม่ๆ ออกมา มันดีจริง หรือสร้างปัญหามากกว่าเดิม

การล้างตู้แอร์ ในอดีต ส่วนใหญ่มักไม่นิยม เนื่องจากไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม ในการทำความสะอาด กระบวนการล้างตู้ จึงใช้วิธีการถอดประกอบตู้แอร์ออกจากระบบเสียเวลา และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เนื่องจากต้องเติมน้ำยาแอร์เข้าไปใหม่ ด้วย คนส่วนใหญ่จึงไม่นิยมทำกัน

ตู้แอร์ใบนี้ ผ่านการล้างมา แจ่จะสังเกตว่า ล้างไม่สะอาด หรือ สะอาดเป็นจุดเท่านั้น

ปัจจุบันหลายร้าน มีเครื่องมือสำหรับล้างตู้แอร์โดยไม่ต้องถอดตู้ให้เสีย ราคาก็ต่างกันไป 700-1000 บาท แล้วแต่พื้นที่ หลักการคือใช้เครื่องมือพร้อมกล้อง และน้ำยาเข้าไปล้างตู้แอร์ที่สกปรกมายาวนาน แล้วปล่อยระบายทางช่องทางออกน้ำตู้แอร์ปกติ

คราบสกปรกมาจากไหน โดยมาก มาจากฝุ่นในห้องโดยสาร และสารระเหย อย่างน้ำหอมที่เราใช้ในรถ ทำให้ เกิดการจับตัวที่ตู้ และมีคราบสกปรกเมื่อไปนานหลายปี

การล้างตู้แอร์เลยฟังเหมือนเป็นทางออกของคนที่อยากมั่นใจว่าตัวเองสูดดมอะไรในรถ หากกลับกันเป็นช่องทางทำการค้าของร้านแอร์จำนวนมากเช่นกัน

ล้างตู้แอร์ได้ผลไหม คำตอบ คือ ได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด เพราะ การส่องกล้อง เอาหัวฉีดเข้าไปล้าง หลายครั้ง จะทำได้ เฉพาะจุด ไม่ทั่วทั้งแผง เหมือนกับการถอดออกมาล้าง บ่อยครั้ง เมื่อถอดตู้แอร์ออกมาในภายหลัง จะพบว่า ตู้แอร์ไม่ได้ สะอาดเอี่ยมอย่างที่เราคาดหวัง มันจะยังสกปรกอยู่ แต่มีบางส่วนเท่านั้นที่สะอาด และยังเป็นการยากที่จะทำความสะอาดตู้แอร์ทั้งหมด ได้เท่าการถอดล้าง

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังลืมไปว่า ปัจจุบันแอร์รถยนต์ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ มีกรองแอร์ คอยดักฝุ่นก่อนอากาศผ่านตู้แอร์ ทำให้ที่จริง ฝุ่นไม่ไปจับตุ้แอร์มาก เว้นฝุ่นที่มีขนาดเล็กจริงๆ ปัจจุบันตู้แอร์ เป็นอลูมิเนียม ทำให้ เมื่อโดนน้ำจะมีความชื้นสะสม ในที่สุดกลายเป็นการกัดกร่อนตู้แอร์ จนในที่สุดเสียหายรั่ว และต้องเปลี่ยนอยู่ดี

อย่างที่เรากล่าวไปในข้างต้นว่า ปัจจุบันตู้แอร์มีอายุการใช้งาน 3 -5 ปี โดยประมาณ ยังไงเสียก็ต้องเปลี่ยน ต่อให้จะล้างทำความสะอาดดีแค่ไหนก็ตาม

ส่วนสำคัญ ในเรื่องนี้ คือ กรองแอร์ สมควรเปลี่ยนทุกปี ถ้าเป็นไปได้ เพราะราคาไม่แพง สามารถลดฝุ่นจับตัวที่คอยย์เย็น ได้มากพอสมควร

ทั้งหมด สรุปว่าการล้างตู้แอร์ไม่มีความจำเป็น ไม่เหมือนแอร์บ้าน  ที่มีฝุ่นมากกว่า และส่วนใหญ่คอยย์เย็นมีอายุยืนยาว ไม่เหมือนแอร์รถยนต์

 

6.พบช่างเชี่ยวชาญทันที อย่าไว้ใจร้านข้างทาง

เป็นเรื่องที่เราอยากเตือนผู้ใช้รถทุกท่านว่า เวลาแอร์รถไม่เย็น อย่าเลี้ยวรถเข้าไปร้านแอร์ใด สุ่มสี่สุ่มห้า

เมื่อแอร์ไม่เย็น กว่าร้อยละ 80 คือ ระบบแอร์มีปัญหารั่วในระบบ จากเหตุชิ้นส่วนอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดเสื่อมสภาพตามกาลเวลา จนน้ำยาทำความเย็นหายออไปสู้ภายนอก

การวิเคราะห์แอร์รั่วเป็นเรื่องสำคัญมาก แม้ว่า ระบบปรับอากาศ จะมีชิ้นส่วนเพียงไม่กี่อย่างก็ตาม ก็ยากจะหาเจอ ถ้าวิเคราะห์ผิด อาจบานปลายและกลายเป็นเราต้องจ่ายค่าซ่อมมากกว่าที่ควรจะเป็น

ช่างสามัญส่วนใหญ่จะแนะให้คุณเติมน้ำยาแอร์แล้วกลับไปใช้ก่อน เพื่อรอดูว่า อาการแอร์รั่วจริงหรือแค่น้ำยาขาด ทำให้คุณต้องเสียเงินก่อนต่อแรก

เท่านั้นไม่พอ ปัจจุบัน น้ำยาแอร์ มีทั้งของแท้ ของปลอม และแหล่งที่มาหลากหลาย จนอาจสร้างปัญหามากกว่า จะเป็นผลดี น้ำยาที่ไม่ดี จะทำให้ระบบแอร์เกิดปัญหาทันที โดยเฉพาะกับตัวอัดน้ำยา หรือ คอมเพรสเซอร์ และอาจทำให้ คอมเพรสเซอร์พังได้ เพียงเพราะเราไม่รู้เท่าทันช่าง

กลายเป็นคราวนี้ต้องเสียเงิน 2 ต่อ ทั้งต้องเติมน้ำยาเช็ครั่วทีแรก กลายเป็นเจอปัญหาซ้ำซ้อน เพิ่มเติม ทางที่ดี ถ้าจะซ่อมแอร์ควรไปร้านที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ

 

7.รถขับบ่อย มีปัญหาแอร์น้อยกว่า

หลายเดือนที่ผ่านมา เราเชื่อว่าหลายคน หยุดอยู่บ้านไม่ค่อนขับรถ หรือใครมีรถหลายคัน จอดไว้นาน พอมาขับอีกที แอร์ไม่เย็นเสียแล้ว

ช่างผู้เชี่ยวชาญบอกกับเราว่า รถที่ขับบ่อย ระบบแอร์จะมีปัญหา น้อยกว่า รถที่นานๆ ขับที เนื่องจากระบบแอร์มีน้ำยาที่ทั่วถึง และ ยังมีน้ำมันหล่อระบบ หรือ น้ำมันคอมแอร์ซึ่งจะเติมผสมกับน้ำยาแอร์ ช่วยหล่อลื่นชุดคอมแอร์

เมื่อเราไม่ขับ น้ำมันหล่อลื่น ก็เลยกระจายไม่ทั่วระบบนัก ผิดกับระบบที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ดังนั้น คำแนะนำสำคัญอีกข้อ คือ แม้จะมีรถหลายคัน ก็ควรต้องขับพวกมันบ่อยๆ อย่านานๆ ที คิดถึงค่อยขับ นั่นเพื่อให้แอร์ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ด้วย

 

 



Comments

comments