อ่านก่อน! 5 ข้อต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์ EV

แบ่งปันเรื่องนี้

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) เป็นที่นิยมกันมากขึ้นทั้งในแถบยุโรปรวมถึงเอเชียบ้านเรา นับว่าเป็นอีกเทรนด์ยานยนต์ที่กำลังมาแรงที่สุดแห่งยุคเลยทีเดียว เช่นเดียวกับผู้ขับขี่ในไทยหลายคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอซื้อรถยนต์คันใหม่และประกันรถยนต์กับบริษัทที่สนใจ ซึ่งปีนี้ก็เป็นอีกปีที่บริษัทรถยนต์ชั้นนำทั่วโลกมีตัวเลือกเกี่ยวกับรถยนต์ EV หรือรถยนต์ไฮบริดใหม่ ๆ มาให้ผู้ขับขี่ได้จับจองเป็นเจ้าของกัน

แต่ด้วยกระแสมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล ในการลดราคารถยนต์ EV ที่เริ่มมีการพิจารณากันมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มปี 2565 ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ช่วงปลายปี 2564 จนถึงขณะนี้เกิดภาวะสุญญากาศ ผู้ขับขี่ที่ต้องการซื้อรถยนต์ EV ต้องชะงัก และอาจเลื่อนการตัดสินใจซื้อออกไป เพราะต้องการรอดูว่ารถยนต์ EV จะลดราคาลงได้มากน้อยขนาดไหน แต่ถึงอย่างไรรถ EV ก็ยังถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย และอาจต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยสำหรับการลงทุน เผื่อใครที่กำลังหาข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างรอเคาะมาตรการสนับสนุนดังกล่าว DirectAsia จะพาผู้ขับขี่ที่กำลังสนใจซื้อรถ EV มาสำรวจ 5 ข้อต้องรู้ เพื่อรู้จักและทำความเข้าใจให้มากขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อกัน

  1. ความแตกต่างระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้า เป็นรถที่ขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว และจะต้องชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่เพื่อเป็นพลังงาน ซึ่งในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ามีทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid electric vehicles) รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel-cell electric vehicles) รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in hybrid electric vehicles) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery electric vehicles) ซึ่งชนิดที่สามารถเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้จะเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ 

  • รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in hybrid electric vehicles)

รถยนต์ชนิดนี้ขับเคลื่อน 2 ระบบร่วมกันแบบไฮบริด คือใช้ทั้งพลังงานไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทำงานสลับกันไป ทั้งนี้ระบบไฮบริดปลั๊กอินยังสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ ด้วยการชาร์จไฟผ่านสายชาร์จ EV Charger ก็ขับต่อได้เลย แต่อาจขับไปได้ในระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก

  • รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery electric vehicles)

รถยนต์ชนิดนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนแบบ 100% ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และเติมพลังงานผ่านการชาร์จไฟแบตเตอรี่ สามารถชาร์จไฟได้ที่บ้าน หรือที่สถานีชาร์จไฟก็ได้เช่นกัน

  1. ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้ง

ข้อจำกัดด้านการใช้งานที่ผู้ขับขี่ควรคำนึงก่อนซื้อ คือระยะทางที่รถยนต์ไฟฟ้า สามารถขับขี่ได้ใกล้หรือไกลต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าระยะทางย่อมมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ หากถามว่าการชาร์จ 1 ครั้งจะไปได้ไกลแค่ไหนกันเชียว บอกเลยว่าสามารถขับข้ามหลายจังหวัดแบบต่อเนื่องได้สบาย ๆ เลย โดยทั่วไปรถ PHEV ส่วนใหญ่ความจุแบตเตอรี่จะอยู่ที่  6-14 kW สามารถวิ่งได้ 25-50 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หรือรถยนต์ BEV แบตเตอรี่ความจุ 60-90 kW วิ่งได้ไกลถึง 338-473 กม. สำหรับระยะเวลาในการชาร์จก็ยังมีให้เลือกหลายรูปแบบด้วยเช่นกัน ตั้งแต่ชาร์จแบบธรรมดา 12-16 ชม. ไปจนถึงชาร์จแบบเร่งด่วนที่ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชม.

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับระยะทางที่รถยนต์ไฟฟ้าตัวแรงอย่าง Tesla Model S สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 600 กม. ยังมีเจ้าของระยะทางกว่า 1,000 กม. จาก Triton Model H ที่ออกมาโลดแล่นได้ไกลขึ้นไปอีกเท่าด้วยการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งความอึดที่ว่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นเช่นกัน เอาเป็นว่าผู้ขับขี่ท่านใดสะดวกการใช้งานในระยะทางใกล้-ไกลเท่าไร ให้เลือกสเปกรถยนต์ที่สามารถจุแบตเตอรี่ได้เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

  1. ประหยัดและปลอดภัยกว่า

นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยให้ผู้ขับขี่ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการซ่อมบำรุงรถยนต์อีกด้วย เพราะรถยนต์ทั่วไปที่เติมน้ำมัน จะมีความเสื่อมของเครื่องยนต์มากกว่ารถไฟฟ้า ทั้งนี้รถไฟฟ้ายังไม่ต้องคอยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จึงไม่ค่อยมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่องยนต์เหมือนรถยนต์ทั่วไป และค่าไฟที่เป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนรถยนต์ก็ยังราคาถูกกว่าพลังงานอื่น ๆ อยู่ที่ 90-150 บาท ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หรือประมาณ 0.60 – 1 บาท ต่อกม. และค่อนข้างราคาคงที่มากกว่าน้ำมันหรือแก๊สที่มักผันผวนอยู่ตลอดเวลา 

แต่ก็ใช่ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มีค่าซ่อมบำรุงรักษาซะทีเดียว เพราะหากแบตเตอรี่เสื่อมหรือชำรุดขึ้นมา ผู้ขับขี่ต้องเตรียมสำรองเงินหลักแสนในการเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือซ่อมแซมกันไว้ด้วย

  1. ชาร์จไฟฟ้าได้จากที่ไหนบ้าง

แม้ในประเทศไทยการให้บริการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าจะน้อย แต่ก็ยังถือว่าหาที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้ไม่ยากเท่าไรนัก โดยสามารถใช้บริการได้ในปั๊มน้ำมัน หรือห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ก็มีให้เห็นกันมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นระบบชาร์จกระแสสลับ และไม่มีหัวชาร์จครบทุกรูปแบบ รถยนต์ไฟฟ้าบางยี่ห้ออาจจะชาร์จไม่ได้ ทั้งนี้ผู้ขับขี่สามารถติดตั้งหัวชาร์จไว้ใช้งานเองได้อย่างสะดวกสบายจากที่บ้านได้อีกด้วย

  1. ความปลอดภัย

แม้รถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกพัฒนา และทดสอบความแม่นยำด้านความปลอดภัยมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผู้ขับขี่บางท่านยังคงมีความกังวลภายในใจสำหรับระบบความปลอดภัย อย่างเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับหรือ Auto Pilot ซึ่งในบ้านเราก็ยังไม่สามารถละทิ้งพวงมาลัยรถยนต์ หรือไม่ต้องนั่งอยู่หลังพวงมาลัยได้ ฉะนั้นผู้ขับขี่จึงต้องศึกษาวิธีการใช้งานให้ละเอียด และไม่ใช้รถยนต์อย่างประมาทเด็ดขาด 

ในส่วนของความปลอดภัยเรื่องของปลั๊กชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากในบางครั้งผู้ขับขี่จะต้องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 4-5 ชั่วโมง จะกินไฟคงที่ต่อเนื่อง ประมาณ 10 แอมป์ จึงไม่ควรจะใช้กับวงจรไฟฟ้าตามบ้านได้ปกติ แต่จะต้องติดตั้งวงจรเฉพาะ ซึ่งได้แก่มิเตอร์ไฟฟ้า เดินสายไฟ หลักดิน เครื่องตัดไฟ หรือเบรกเกอร์ ยังต้องเป็นไปตามมาตรฐานด้วยเช่นกัน ไม่ฉะนั้นอาจจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นได้ ทั้งนี้การเลือกจุดติดตั้งเครื่องชาร์จ และอุปกรณ์ชาร์จ ยังต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเลือกเครื่องชาร์จที่ได้มาตรฐาน มอก. 61851 หรือ IEC 61851 

สำหรับผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ไฟฟ้า แนะนำให้ศึกษาระบบยานยนต์ไฟฟ้าให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และควรมีผู้ชำนาญในการให้คำแนะนำการติดตั้งจุดชาร์จไฟ เพื่อความปลอดภัยของผู้คนรอบข้าง และผู้ขับขี่เอง DirectAsia เราพร้อมอยู่กับคุณตั้งแต่ต้นจนจบ สอบถามเรื่องประกันรถยนต์ โทร 02-767-7777 หรือ https://www.directasia.co.th/

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments