2023 Chevrolet Colorado ปรับใหญ่ เจนใหม่ ใส่สุดด้วยเครื่องยนต์ 314 แรงม้า

แบ่งปันเรื่องนี้

แม้ตอนนี้ Chevrolet Colorado จะหายไปจากการทำตลาดในบ้านเราได้ 2 ปีกว่า แต่มันก็ยังคงเป็นหนึ่งในรถกระบะที่สาวกเชฟวี่ยังคงให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวรถรุ่นปี 2023 ที่พึ่งได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ และเปิดตัวไปได้ไม่นานในบ้านเกิดของมัน

2023 Chevrolet Colorado ที่ทุกท่านเห็นกันอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นตัวรถเจเนอเรชันที่ 3 ของตระกูล ซึ่งสิ่งที่ต่างออกไปจากรุ่นพี่โฉมก่อนๆของมันในคราวนี้ก็คือ มันไม่ต้องถูกพัฒนาร่วมกับบริษัทผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Isuzu อีกต่อไป และนั่นจึงยิ่งทำให้ทางวิศวกรสามารถใส่ความเป็นอเมริกันชนให้กับมันได้มากขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่เราจะสามารถเห็นได้จากภายนอกของเจ้า Colorado รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างชัดเจนก็คือ หน้าตาเปลือกนอกที่มีความบึกบึนยิ่งขึ้นกว่าที่เคยตั้งแต่หัวจรดท้าย ไม่ว่าจะเป็นกรอบไฟหน้าขนาดเล็ก แต่รับกันดีกับหน้าตาของกระจังหน้าขนาดใหญ่ โดยที่ชิ้นโป่งข้างทั้งด้านหน้าและด้านหลังต่างก็ดูบึกบึนขึ้นมาก

แม้แต่ฝากระบะท้ายเองยังเป็นเหลี่ยมสันชัดเจน พร้อมการปั๊มป์ลายชื่อแบรนด์เอาไว้ ตามยุคสมัยที่กลับมานิยมดีไซน์แบบนี้อีกครั้งหลังเคยนิยมกันมาก่อนในช่วงยุค 90 ซึ่งนอกจากมันจะมีระบบช่วยผ่อนแรงแล้ว ยังมีระบบล็อคการเปิดครึ่งจังหวะ สำหรับรองรับการบรรทุกสัมภาระที่ยาวกว่ากระบะท้าย (เช่นรถมอเตอร์ไซค์) ให้ด้วย

โดยอันที่จริงตัวกระบะความยาว 1,575 มิลลิเมตร ของมัน ก็มีฟังก์ชันการใช้งานที่ค่อนข้างครบครัน หูร้อยเชือก 8 จุดแบบติดตั้งในตัว, ร่องสำหรับวางล้อรถมอเตอร์ไซค์ หรือจักรยาน 2 ร่อง, พอร์ทจ่ายไฟ 110 โวลท์, และฝาท้ายยังมีช่องเก็บของซ่อนเอาไว้อีก สำหรับการเก็บสัมภาระขนาดเล็ก หรือใช้เป็นช่องเก็บความเย็น(เช่นถุงน้ำแข็งกับขวดเบียร์) ก็ยังได้

ด้านงานตกแต่งภายในก็ถูกยกระดับครั้งใหญ่ เพราะอย่างที่เราได้เกริ่นเอาไว้ว่าในคราวนี้ มันไม่จำเป็นต้องแชร์งานดีไซน์กับคู่ขาสัญชาติญี่ปุ่น ดังนั้นบรรยากาศภายในห้องโดยสารของมันจึงดูมีความ “มะกัน” สูงขึ้นไปอีกขึ้น ทั้งจากแผงคอนโซล ที่ดูมีความเป็นกล่องชัดเจน เช่นเดียวกับก้านพวงมาลัย และปุ่มภายใน ไปจนถึงแผงข้างประตู แล้วตัดความเลี่ยนเล็กน้อยด้วยช่องแอร์กรอบกลม

ส่วนมาตรวัดมาพร้อมกรอบ 6 เหลี่ยมคู่ที่ดูแข็งกร้าวกว่าเดิม แต่แท้จริงแล้วจอแสดงผลด้านในเป็นจอ TFT Full Digital ขนาด 8 นิ้ว ส่วนจออินโฟเทนเมนท์ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกนิดเป็น 11.3 นิ้ว ซึ่งลูกค้าสามารถซื้อแอพพลิเคชันธีมการแสดงผลข้อมูลต่างๆของตัวรถให้ตรงกับสถานการณ์การใช้งานได้ แล้วยังเสริมความสะดวกสบายอีกนิดด้วยฟังชันก์ยิบย่อยอย่าง ลำโพง 6 จุด, ช่องเก็บของใต้เบาะตอนหลัง, ระบบกุญแจแบบ Keyless, กล้องจับภาพรอบคัน สูงสุด 10 ตำแหน่ง, ที่สำคัญคือมันดันมีออพชันระบบหลังคาซันรูฟให้ลูกค้าเลือกซื้อตั้งแต่ออกโรงงานอีกด้วย

ฝั่งขุมกำลังของ 2023 Colorado จะมีให้เลือกเพียงแค่บล็อคเบนซิน 4 สูบเรียง 2.7 ลิตร พ่วงเทอร์โบ อย่างเดียวเท่านั้น แต่จะถูกปรับจูนให้สามารถเบ่งพลังได้ 3 ระดับ ตามรุ่นย่อย และโจทย์การใช้งาน ทั้ง กำลังสูงสุด 240 แรงม้า PS กับ แรงบิดสูงสุด 351 นิวตันเมตร, กำลังสูงสุด 314 แรงม้า PS กับ แรงบิดสูงสุด 528 นิวตันเมตร, และ กำลังสูงสุด 314 แรงม้า PS กับ แรงบิดสูงสุด 582 นิวตันเมตร โดยทั้งหมดจะจับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เพียงอย่างเดียว ไม่มีระบบเกียร์ธรรมดาให้ลูกค้าได้เลือกซื้ออีกต่อไป

ด้านแชสซีย์ หรือโครงสร้างตัวถัง แม้จะบอกว่าถูกต่อยอดมาจากรุ่นพี่ แต่ในความจริงแล้ว มันก็ถือเป็นแพลตฟอร์มใหม่ซึ่งถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานที่สมบุกสมบันและทนทานมากยิ่งขึ้น ด้วยฐานล้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 3,338 มิลลิเมตร (ยาวกว่าเดิม 79 มิลลิเมตร) แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสาร ซึ่งมีแบบเดียวคือ 4 ที่นั่ง (4 ประตู) เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากระยะฐานล้อที่เพิ่มมาส่วนใหญ่เป็นเพราะการเขยิบล้อคู่หน้าออกไปให้ใกล้แนวกันชนหน้ามากขึ้น เพื่อเพิ่มองศาในการใต่ทางชันนั่นเอง

สุดท้ายคือเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบความปลอดภัยที่น่าสนใจของมันก็มีทั้ง โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ (Normal, Tow/Haul, Off-Road, Terrain, และ Baja), forward collision alert, automatic emergency braking, front pedestrian braking, lane keep assist with departure warning, following distance indicator, IntelliBeam automatic high-beam assist

และหากแค่นั้นยังไม่พอ ลูกค้ายังสามารถอัพเกรดระบบ blind-zone steering assist, rear cross-traffic braking, adaptive cruise control, HD surround vision, และ rear pedestrian alert เข้าไปได้อีก แต่แน่นอนว่าต้องเสียเงินเพิ่ม

โดย 2023 Chevrolet Colorado จะมีรุ่นย่อยหรือ Trim การตกแต่งหลักๆทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน เริ่มจาก WT, LT ซึ่งเป็น 2 ตัวเริ่มต้น ที่มีออพชันจุกจิกเล็กน้อย มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Low Power แต่ลูกค้าสามารถเลือกออพชันเครื่องยนต์ Mid Power ได้

ต่อด้วย Z71 ที่เริ่มมีออพชันเต็ม แต่ขีดความสามารถในการใช้งานยังเน้นแค่เพียงในชีวิตประจำวัน และ Trail Boss ซึ่งมาพร้อมกับชุดแต่งสำหรับการใช้งานสมบุกสมบัน โดยทั้งสองรุ่นย่อยที่ว่ามาจะได้เครื่องยนต์ Mid Power ติดรถตั้งแต่ออกโรงงาน

และสุดท้ายคือ ZR2 (Desert Boss) ตัวท็อปสุดที่ได้ทั้งเครื่องยนต์ High Power และชุดแต่งสำหรับการบุกตะลุยเหนือจาก Trail Boss ขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งน่าเสียดายที่ ทั้งหมดที่ว่ามานั้น ไม่ได้มีโอกาสมาวางจำหน่ายในบ้านเราอีกต่อไปแล้ว

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments