Renault – Nissan  -Mitsubishi เปลี่ยนแนวใหม่ ใครเก่งใครทำ

ในบรรดาบริษัทรถยนต์ที่ดูจะมีประเด้นให้ผู้สื่อข่าวติดตามมาโดยตลอด 2-3 ปีที่ผ่ามา คงไม่มีค่ายไหนสร้างความฮือฮาได้มากกว่า นิสสัน รวมถึงบรรดาพันธมิตรของพวกเขา ภายใต้กระแสข่าวการจับกุมบอสใหญ่ในญี่ปุ่น จนมาถึงคามระหองระแหงทางธุรกิจระหว่างกัน แต่ด้วยผลกระทบจากไวรัส   Covid -19   อาจทำให้กลุ่มธุรกิจนี้แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง

เมื่อไม่กี่วันก่อน  Renault   ถูกตีข่าวว่าอาจจะหายไปจากหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ เหตุเพราะทางรัฐบาลฝรั่งเศสอาจจะไม่ช่วยต่ออายุแบรนด์รถยนต์รายนี้ หลังรายงานทางการเงิน ปี 2019 ออกมาไม่ดี และรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ปลืมนัก โดยเฉพาะเมื่อไวรัสระบาดหนัก จนอาจจะต้องดึงเงินทำอะไรที่มีประโยชน์มากกว่า

การตกที่นั่งลำบากของบริษัทแม่เรโนล์ต รวมถึงดราม่า คาร์ลอส โกห์น ตลอดหลายปี ถูกสยบด้วยแผนธุรกิจใหม่แกะกล่อง ที่เพิ่งเปิดเผยออกมา และจะส่งผลกระทบต่อรถยนต์ใหม่ในอนาคตที่จะออกมา ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เรารู้จัก เพื่อ ทำให้ ทั้ง 3 บริษัทในกลุ่มพันธมิตรผ่านพ้นไปได้ตลอดรอดฝั่ง

ก่อนอื่นทั้ง 3 บริษัทยืนยันว่าจะยังจับมืออยู่ในกลุ่มพันธมิตรกันต่อไป และจะแน่นแฟ้นขึ้นกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยรถรุ่นใหม่ที่จะผลิตออกมา จะเปลี่ยนการพัฒนาทางใครทางมัน มาเป็นใครเก่ง คนนั้นพัฒนา ซึ่งรถตัวเริ่มจะมาจากแบรนด์ที่มีความเก่งในทางนั้นๆ เรียกว่า   Mother Car

รวมถึงในแต่ละแบรนด์ จะมีอาณาเขตการทำตลาดเฉพาะของตัวเอง เป็นผู้นำในแต่ละส่วนตลาดของแต่ละภูมิภาค อาทิ   Nissan นำในญี่ปุ่น ,จีน และ อเมริกาเหนือ  เรโนล์ต นำในทางฝั่งยุโรป รัสเซีย ,อเมริกาใต้  ส่วน มิตซูบิช จะรับผิดชอบหลักๆในตลาดเอเซียตะวันออกฉียงใต้ และ โอเชียเนีย

ขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะเป็นระบบ  Lead  and  follow  กล่าวคือ แบรนด์ผู้นเปิดตัวก่อน และให้แบรนด์พันธมิตรตามออกมา โดยการเซทอัพรถจะต้องสามารถแข่งขันในตลาดได้ ยกตัวอย่างเช่น

รถอเนกประสงค์คอมแพ็ค หรือ   C-SUV   ที่จะออกหลังปี 2025 จะ นำโดยนิสสัน ส่วน   B-SUV   ที่จะขายในยุโรป จะมี  Renault   เป็นผู้นำในการพัฒนา

ที่น่าสนใจที่สุด คือในตลาดเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย กลุ่มสมาชิกจะใช้รถที่ออกมาในเดียวกัน ( เหมือนกัน) แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงให้สมกับบุคลิกแบรนด์ คล้ายโครงการพัฒนา  Kei Car   ในญี่ปุ่น ซึ่งออกมาเป็น  Nissan  Dayz   และ  Mitsubishi EK  Wagon

ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ใช้วิธีแบ่งกันพัฒนา แล้วนพมารวมศูนย์ใช้ร่วมกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา โดยกำหนดให้

ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ นิสสัน เป็นผู้พัมนาเทคโนโลยี  ซึ่งปัจจุบัน มีเทคโนโลยี  Pro Pilot   เวอร์ชั่น 2 ออกมาวางจำหน่ายในรถที่ขายในญี่ปุ่น

ขณะที่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ หรือ  Connected   จะมาจาก ทาง   Renault   ซึ่งพัฒนาอยู่แล้วในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องรถนต์ไฟฟ้าในตัวโครงสร้างตัวถัง และ สถาปัตยทางด้านระบบไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ เป็นของ  Renault   ตลอดจน ระบบขับเคลื่อน สำหรับรถขนาดเล็ก  ส่วนระบบขับเคลื่อนสำหรับรถตั้งแต่ คอมแพ็คคาร์ เป็นของ นิสสัน  ส่วน ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าใหญ่กว่านี้กำลังอยู่ระหว่างตกลงกันว่า ใครจะรับผิดชอบ ขณะที่ มิตซูบิชิ น้องใหม่ในพันธมิตร ดูเรื่องเดียว ระบบขับเคลื่อนไฮบริดเสียบปลั้ก

จากทั้งหมด จะเห็นว่า มีการแยกงาน และความเชี่ยวชาญของแต่ละแบรนด์ออกไป และให้แบรนด์อื่นในพันธมิตรดำเนินรอยตาม คนที่เชี่ยวชาญในตลาดภูมิภาคนั้นๆ

สำหรับประเทศไทยก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตาไม่น้อย ถึงการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเชืงตัวผลิตภัณฑ์ในอนาคตที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการกระบะ ทั้ง  Nissan Navara   ใหม่ และ Mitsubishi  Triton ในตัวปรับโฉม จะต้องเข้าสู่กระบวนการความร่วมมือดังกล่าว และยังหมายรวมไปถึง รถอเนกประสงค์จากกระบะ หรือ PPV  ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง

มิตซูฯ

อันหมายถึง เราอาจจะเห็นรถมีความหลายคลึงในส่วนงานวิศวกรรมหลักๆ  แต่จะแตกต่างไปอีกเล็กน้อยในส่วนงานตบแต่งและลงรายละเอียด

นอกจากนี้ อาจเป็นไปได้ สำหรับ   Mitsubishi  Attrage   ใหม่ ในอนาคต อาจต่อสายตรงจาก  Nissan  Almera  แต่ปีหน้า มิตซูบิชิ จะมี   Mitsubishi  Outlander Phev   ซึ่งเราอาจได้เห็น   Nissan  X-Trail  ใหม่ มีเวอร์ชั่นเสียบปลั้ก ตามออกมาในอนาคตด้วย

ดังนั้นในภาพรวมการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจครั้งสำคัญของกลุ่มพันธมิตร 3 ทหารเสือ  Renault – Nissan – Mitsubishi เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแน่ในอนาคต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะออกมาในอนาคตอันใกล้นี้

 

 



Comments

comments