10 ความจริง ที่คุณอาจไม่เคยรู้ เกี่ยวกับ รถ EV

แบ่งปันเรื่องนี้

EV หรือ รถยนต์ไฟฟ้า กลายเป็นที่สนใจของคนจำนวนมากในยุคนี้ ด้วยความจริงว่ามันดูทันสมัย และประหยัดค่าใช้จ่าย จนคุณไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันมหาศาล เหมือนในวันวาน

รถยนต์ไฟฟ้า น่าสนใจในหลายแง่มุม เมื่อนับว่าโลกยุคใหม่มีความทันสมัย และพร้อมสำหรับ พวกมันมากขึ้น แต่ที่จริง หลายคน รู้น้อยมาก เกี่ยวกับพวหมัน จนเราอยากจะจับมาเล่าให้ฟัง

1.รถยนต์ไฟฟ้าคันแรก เกิดขึ้นเมื่อ 200 ปีที่แล้ว

รถยนต์ไฟฟ้า คันแรกเกิดขึ้นเมื่อไร น่าจะเป็นคำถามที่ หลายคนคงสงสัย ที่จริง เราต้องย้อนเวลากลับไปกว่า 200 ปี ก่อนเลยทีเดียว ในปี 1832 เมื่อ นาย โรเบิร์ต แอนเดอร์สัน ตัดสินใจพัฒนารถยนต์ต้นแบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

แต่ที่มีหลักฐานการมีตัวตนของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง เป็นของ นาย โทมัส ปาร์คเกอร์ นักประดิษฐ์ จากลอนดอน ในปี 1884 หรือ เกือบ 50 ปี หลังจากรถคันแรก เป้าหมายของโทมัส คือใช้รถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มากขึ้น

2.รถยนต์ไฟฟ้า เคยนิยมเมื่อต้นยุคศตวรรษ 20

ช่วงปลาย ศตวรรษ ที่ 19 ราวๆ 1970 ความครุกรุ่นของ สงครามเย็น ทำให้ ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จนรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจสั้นๆในยุค ดังกล่าว จนหลายค่ายเริ่มทำรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อทดลองความเป็นไปได้ สำหรับระบบขับเคลื่อนในยุคหน้า

หนนึ่งในนั้น คือรถ GM EV1 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่มีการสร้างขึ้นมาจำนวนจำกัดให้คนที่สนใจซื้อใช้ แต่ในที่สุดก็ไม่ปังอย่างที่คาด ยิ่ง โตโยต้า ออกระบบไฮบริดมาขาย แถมเครื่องยนต์สมัยใหม่ ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ความคิดเรื่องระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจางหายไป

3.มันหนักว่า รถเครื่องยนต์สันดาป

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีระบบขับเคลื่อนที่ไม่ใช่เครื่องยนต์ แต่พวกมันก็มีข้อเสียสำคัญ คือพวกมันมีน้ำหนักตัวมากกว่าพอสมควร เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน ปกติ

ยกตัวอย่าง ORA Good Cat น้องแมวดีที่หลายคนอยากได้ เห็นร่างซิตี้คาร์แบบนี้ มันมีน้ำหนักตัวถึง 1,500 กว่า กิโลกรัม นั่นมากพอสมควร กับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ระดับซิตี้คาร์ ซึ่งส่วนที่หนักที่สุดของรถ คือแบตเตอร์รี่นั่นเอง ยิ่งขนาดใหญ่ ยิ่งน้ำหนักเยอะ

และมันเป็นปัญหา ต่อความคล่องตัว

4.รถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเสียง

อย่างที่คุณใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านทั้งหลาย มอเตอร์ไฟฟ้าเวลาหมุนทำงน พวกมันไม่มีเสียงการทำงาน แต่บริษัทรถยนต์จำเป็นต้องทำให้มันมีเสียงในการทำงาน เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน โดยเฉพาะในช่วงความเร็วต่ำ ระบบเสียงสังเคราะห์ จึงถูกติดตั้งเข้ามา ด้วยประเด็นการให้ความปลอดภัยในการขับขี่ โดยเฉพาะกับบรรดาคนเดินเท้า

5.ค่าบำรุงรักษา ถูกกว่า แต่อาจไม่ทั้งหมด

หลายคนอาจทราบว่า มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอร์รี่ไม่จำเป็นต้องใช้ น้ำมันหล่อลื่น หรือที่เราหลายคนรู้จักว่าน้ำมันเครื่อง ซึ่งต้องเปลี่ยนถ่ายเป็นประจำบ่อยครั้ง

แต่น้ำมันเครื่องน้ำมันเกียร์ที่หายไป ก็ไม่ใช่ ว่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายของรถยนต์ไฟฟ้าถูกลงทั้งหมด เสียทีเดียว เมื่อเร็วๆ นี้ สื่อยานยนต์ชั้นนำ ในต่างประเทศ หลายสื่อ ให้ข้อมูลว่า รถยนต์ไฟฟ้าอาจค่อนข้างกินผ้าเบรก เนื่องจากน้ำหนักตัวของมันค่อนข้างมาก เวลาเบรก ถึงจะมีระบบช่วยหน่วงจากมอเตอร์ไฟฟ้า ก็ตามที

6.แบตเตอร์รี่ ต้องมีคนกำจัด

ในประเทศไทย อาจจะยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในต่างประเทศ เริ่มมีการพูดถึงกันแล้วว่า แบตเตอร์รี่รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงรถยนต์ไฮบริด สมควรจะถูกกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้ คือ ปัจจุบัน บ้านเรายังไม่มีใครสามารถกำจัดแบตเตอร์รี่ได้อย่างจริงจัง เนื่องจากต้องใช้กระบวนการรีไซเคิลขั้นสูง แล้วนำชิ้นส่วนที่ไม่สามารถกำจัดได้ไปกำจัด สิ่งเดียวที่หลายบริษัททำในเวลานี้ คือ นำไป Reused กับบางอย่างก่อน เช่น สะสมไฟจาก โซลล่าร์เซลล์ หรือเก็บไฟฟ้าจาก กริดไฟฟ้า เป็นต้น ต่ออายุในการใช้แบตเตอร์รี่ออกไป

7.ราคาจะแพง กว่ารถสันดาปเสมอ

หลายคน เฝ้ารอรถยนต์ไฟฟ้า อาจจะคิดว่า รถยนต์ไฟฟ้า ในวันหน้าต้องมีราคาถูก เท่ารถยนต์สันดาป แต่เราต่างเห็นแล้วว่า เรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้ แม้ว่าจะในอนาคตก็ตามที

สาเหตุที่รถยนต์ไฟฟ้า ไม่สามารถ ถูกลงกว่านี้ได้ เนื่องจาก ค่าการพัฒนาเทคโนโลยีจากผู้ผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแบตเตรอ์รี่ ที่มีความซับซ้อนสูงมาก เพื่อทำให้รถขับได้ไกลมากขึ้น

ตลอดจนยังต้องมีการพัฒนาโครงสร้างรถให้ สอดรับกับ แบตเตอร์รี่ที่มีน้ำหนักมาก และมักวางไว้ที่พื้นหรือใต้ตัวถังรถ

ดังนั้น ถ้าคุณคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาถูก กว่ารถสันดาป คุณคิดผิด ..อย่างมหันต์

8. Mitsubishi คือ รถยนต์ไฟฟ้าญี่ปุ่น รุ่นแรก

พอถามถึงรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่น ทุกคนจะนึกถึง Nissan LEAF แต่ที่จริงรถยนต์ไฟฟ้า จากญี่ปุ่นรุ่นแรก คือ Mitsubishi i-Miev ออกมาขายในปี 2009 ในประเทศญี่ปุ่น ตัวรถออกแบบเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก มุ่งเน้นในการใช้งานในเมือง ภายหลัง มันถูกพัฒนาเป็นรถ 4 ล้อ เล็กด้วย

แต่ที่หลายคนไม่ค่อยรู้จัก เพราะ มันขายแค่ในญี่ปุ่น ต่างจาก ลีฟ ที่ขายในหลายประเทศ ทั่วโลก

9.ค่าประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า แพงกว่าเสมอ

คุณอาจไม่รู้ แต่เราอยากบอกว่า ค่าประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า จะแพงกว่ารถยนต์สันดาป เสมอ ราวๆ 20% ของตัวรถ

หลายคนคงสงสัย ทำไมแพงกว่า ทั้งที่ราคาขายรถ ก็พอๆ กับรถยนต์ปกติทั่วไป การประเมิน ก็น่าจะพอๆ กัน

สาเหตุในเรื่องนี้ก็มาจาก ความเสี่ยงหลายด้านที่อาจเกิดขึ้นกับรถในเวลาใช้งาน รวมถึงเมื่อต้องซ่อมแซมรถ ให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น ค่าแรงในการซ่อมระบบแบตเตอร์รี่และไฟฟ้า หรือ การหาอะไหล่ เวลาต้องซ่อมบำรุง อาจจะยากกว่าด้วย เนื่องจากรถ มีจำนวนน้อยกว่า

รวมถึง ยังมีความเชื่อว่า ถ้ารถยนต์ไฟฟ้า เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง อาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้ง่ายกว่า ซึ่งอาจทำให้เสียหายทั้งคัน

ดังนั้นไม่แปลกที่ ค่าประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า จะแพงกว่า รถเครื่องสันดาป พอสมควร แต่ในวันหน้ามันจะถูกลง อย่างแน่นอน

10. Toyota ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามานานแล้ว นะ … รู้เปล่า

หลายคนชอบพูดว่า โตโยต้า ชอบทำตัวขวางโลก ไม่ขายรถยนต์ไฟฟ้า ไม่เหมือน Tesla แต่หา รู้ไม่ Toyota ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามานานมากก่อน ที่ทาง เทสล่า จะเริ่มก่อร่าง สร้างแบรนด์ด้วยซ้ำ โดยผลิตในรถยนต์อเนกประสงค์ Toyota RAV

ออกมาเป็น Toyota RAV4 EV แรกๆ ใช้แบตเตอร์รี่ แบบ NiHM ใช้ความเร็วสูงสุดได้ 126 ก.ม./ช.ม.​และ ขับได้ไกล 153 ก.ม./ การชาร์จ รถรุ่นนี้ ขายในปี 1997 ใช่แล้ว มันเริ่มขายในปีเดียวกับ พรีอุสรุ่นแรก ยาวมาจนปี 2003 ต้องโบกมือ อำลา เนื่องจากมีปัญหา ด้านสิทธิบัตรแบตเตอร์รี่

ต่อมา โตโยต้า มาจับมือกับ เทสล่า ขายรถยนต์ไฟฟ้า รุ่นที่ 2 เปลี่ยนมาใช้ แบตเตอร์รี่ลิเธียม ขายในปี 2012 ได้ เทสล่ามาเป็น พาร์ทเนอร์ แต่เนื่องจาก แบตเตอร์รี่ยังมีราคาแพง ทำให้ไม่สามารถตั้งรถราคาถูกได้ จนสุดท้าย ก็ต้องล้มเลิกรถรุ่นนี้ในปี 2014

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments