ถุงห่อรถ… แก้ปัญหาจากน้องน้ำ หรือ ซ้ำเติมรถ สุดที่รัก

แบ่งปันเรื่องนี้

ช่วงนี้คนไทยกลับมาประสาทกินกันอีกครั้งหลังจาก พายุ เตียนหมู่ พัดเข้าบ้านเราจนเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ ทำเอาภาพจำจากปี 2554 ออกกมาปรากฎว่า เราทุกคนต้องหาทางหนีน้ำท่วม

หนึ่งในทรัพย์สินมีค่า ที่สุดของเราหลายคนก็คงเป็นรถยนต์ที่เราใช้นี่แหละ มันเป็นสิ่งแรกๆ ที่เราสามารถจัดการโยกย้าย เตรียมพร้อมรับการมาของน้องน้ำได้ ล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมาโลกออนไลน์ มีกลเม็ดใหม่ รับน้องน้ำ ด้วยการเอาถุงพลาสติกมาห่อรถทั้งคันเอาไว้ ซึ่งภูมิปัญญานี้ ได้เคยพิสูจน์แล้วเมื่อครั้งน้ำท่วม 54 ในบางพื้นที่ ว่าแต่มันจะได้ผลจริงหรือ …

ถุงพลาสติกหุ้มรถ ทำไมจึงช่วยได้

เรื่องถุงพลาสติกหุ้มรถหนีน้ำท่วม สำหรับใครที่กำลังว้าว!! ในภูมิปัญญานี้ บอกก่อนว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ ตอนปี พ.ศ. 2554 ที่น้ำท่วมกรุงเทพ ก็มีมาให้เห็นแล้ว

หลักการของถุงพลาสติกหุ้มรถคือ การซีล อากาศให้อยู่ภายในถุง แล้ว ใช้มวลอากาศในถุง ช่วยพยุงให้รถลอยขึ้นเหนือน้ำ ในกรณีที่น้ำท่วม โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องระดับน้ำ ตราบใดที่อากาศในห่อยังมี รถก็จะยังลอบย้ำได้ คล้ายคุณวางถุงใส่ปลาทอง ในบ่อน้ำ จะพบวว่า ถุงจะลอยบนผิวน้ำเสมอ และสามารถเคลื่อนที่ตามกระแสน้ำได้ด้วย

ยิ่งกว่านั้น ถุงพลาสติก ยังสามารถปกป้อง การที่รถจะต้องแช่น้ำเป็นระยะเวลานาน สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสนิม ในระยะยาว

น้ำลด แกะห่อ รถก็ยังมีขับ ดีเสียอีกไม่ต้องไปวุ่นวาย หาที่จอดสูงๆ ที่เสี่ยงต่อการเป้นลานช็อปปิ้ง โจรขโมยรถ เพียงมุดห่อ จอดไว้ที่บ้าน แล้ว ถ่วงน้ำหนักให้ดี เป็นอันจบ

แบบนี้ไม่น่าแปลกใจที่ชาวเน็ต จะมองว่ามันเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสีย โดยอาจคิดว่าเป็นความคิดที่ดี

ได้ผลจริงหรือ

ถ้าคิดแบบที่เรากล่าวมา ใช่เราต้องยอมรับว่า ถุงพลาสติกหุ้มรถนั้นได้ผล เพราะหลักวิทยาศาสตร์ เบื้องต้นง่ายๆ เมื่อน้ำ ถูกแทนที่ด้วยอะไรก็ตามที่น้ำผ่านไม่ได้ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “แรงพยุง” ทำให้ วัตถุนั้นลอยน้ำได้ แม้แต่เรือที่ทำจากเหล็กทั้งดุ้น หนักป้อยร้อยตัน ก็ลอยน้ำได้ จากหลักการที่ผมกล่าวไปข้างต้น

แต่ก็อย่างที่พอจะเดาได้ว่า พลาสติก ก็คือ พลาสติก แม้ว่า จะมีความหนาในระดับรองรับรถที่มีน้ำหนักตัวมาก ก็ไม่ใช่ว่ามันจะทนทานดั่งภูผา พลาสติกเหล่านี้ สามารถเกิดการฉีดขาดได้ ถ้าโดยเศษวัสดุที่มีความแหลมคม ทิ่มแทง ซึ่งเมื่อภายในถุงไม่มีอากาศ น้ำจะเข้ามาแทนที่ ผลคือ จมน้ำ นั่นเอง

ในหลายกรณี มีรายงานว่า ผู้ใช้บางคนถ่วงน้ำหนักไม่ดี ทำให้ รถหลุดจากน้ำหนักถ่วง สุดท้ายไปตามกระแสน้ำ เนื่องจากมันเป็นถุงสามารถลอยไปไหนก็ได้ บ้างก็ว่า มีลอยไปจนกันเกิดความเสียหาย ก็มี

ดังนั้นในหัวข้อลอยน้ำได้ไหม ตอบเลยว่าได้แน่ แต่ถ้าเกิดความเสียหายกับถุง เช่นเกิดรูรั่ว ฉีกขาด รถจมน้ำแน่ และในกรณีถ่วงไม่ดี รถอาจลอยไปตามน้ำ ถ้าโชคดีไม่สูญหาย ก็เกิดความเสียหายอย่างแน่นอน

แต่ที่ร้ายที่สุด คือ หลังจากเอารถออกจากถุง ยิ่งถ้าน้ำท่วมนานเป็นหลายสิบวัน หรืออาจจะหลาย เดือน เปิดประตูห้องโดยสารมา อาจผงะกับเชื้อราในห้องโดยสาร

หลายคนคงสงสัย เชื้อรามาได้ไง เชื้อรามาได้จากความชื้น เมื่อประกอบกับการที่แดดส่งไม่ถึงในห้องโดยสาร อากาศ ที่ไม่ได้มีการถ่ายเทเป็นเวลานาน ในอากาศปกติเองก็มีความชื้นอยู่แล้ว เมื่อบวกกับภายในถุงพลาสติกมีการอบอ้าว คล้ายคุณนั่งอยู่ในห้องปิดสนิท ความร้อนก็อาจจะทำให้น้ำบางส่วนในอากาศ สามารถกลั่นตัวมาเป็นความชื้นได้

ในการจอดรถปกติกระบวนการนี้จะไม่เกิดขึ้นเนื่องจากที่จริง ห้องโดยสารของรถทุกยี่ห้อจะไม่ได้มีการปิดสนิท 100% เพื่อให้อากาศถ่ายเท ได้บ้างบางส่วน เช่นตามขอบยางขอบประตู อากาศภายนอกจึงยังสามารถเล็ดรอดเข้ามาได้ สามารถสัมผัสได้จากกลิ่นต่างๆ อาทิ กลิ่นควัน เป็นต้น

การปิดทึบไม่ให้น้ำเข้า ก็รวมถึงอากาศด้วย ทำให้อาจเกิดเชื้อราได้

เมื่อประกอบกับความจริงว่า คนไทยส่วนใหญ่จะใช้รถที่ติดฟิล์ม กรองแสงแดดเป็นอย่างดี ประกอบกับพลาสติกที่นำมาทำถุงห่อรถ มักจะเป็นพลาสติกกึ่งๆขุ่นไม่ใส และทบหนา ยิ่งทำให้ แสงจากดวงอาทิตย์ไม่สามารถส่องผ่าานไปในห้องโดยสารได้ ผลคือ ห้องโดยสารที่อยู่ในห่อ เป็นแหล่งเพาะเชื้อราชั้นยอด เปิดมามีผงะ

จนกลายเป็นภาพที่เราได้เห็นตามเน็ตถึง ดอกราขึ้นในห้องโดยสารรถ ที่ถูกแชร์ตามต่อกัน นั่นไม่ได้ไกลเกินจริงนัก ยิ่งเราห่อรถไว้นาน เป็นเดือน ยิ่งมีโอกาสเกิดดังภาพง่าย

ดังนั้น รวมๆ ถุงกันน้ำท่วม ฟังดู เหมือนจะดี แต่ที่จริงมีผลร้ายมากกว่าครับ ใครคิดจะลอง ผมว่าอย่าหาทำ

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments